“ให้มันเป็เพียงความทรงจำที่แสนเลือนราง...แล้วสักวัน...เราจะก้าวข้ามผ่านมันไปด้วยกัน”
นี่เขาเดินมาไกลขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย!
ลูฟว์คิดขณะที่พบว่าตัวเองกำลังยืนประจันหน้ากับกำแพงวังหลังจากพยายามหนีอาล่าที่อุตส่าห์ออกมาตามตัวเขามาได้เขาก็เดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมายแล้วก็ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความทรงจำในอดีตโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าขาสองข้างของเขานั้นมันพาตัวเองเดินมาไกลถึงนี่
ทหารวังที่รักษาการอยู่หน้าประตูสองนายทำความเคารพเขาเด็กหนุ่มทำสีหน้าเคร่งก่อนเดินหนี
อีกไม่ถึงชั่วโมงพิธีก็จะเริ่มแล้วแล้วไอ้ชุดประจำราชวงศ์นั่นใส่อย่างเร็วที่สุดก็ยี่สิบนาทีแต่จากนี่เดินกลับไปที่วังก็ล่อเป็ครึ่งชั่วโมงแถมไอ้บทสวดสรรเสริญเยินยอตำนานผู้พิทักษ์นั่นเขาก็ยังไม่ได้ท่อง ให้ตาย! ถึงจะทำปากดีบอกเธอไปว่าอย่างงั้นแต่ถ้าเขาไม่กลับไปมีหวังท่านพ่อได้เกณฑ์ทหารทั้งวังออกมาตามตัวเขาแน่
แล้วสุดท้ายมันก็จะกลายเป็เขานั่นแหละที่ซวยสนิท!
ลูฟว์ส่ายหัวแรงๆไล่ความวิตกกังวลออกไปจากหัวให้หมดก่อนจะรีบสาวเท้ายาวๆไปตามทางเดินกรวดสีน้ำตาลหม่นเพื่อมุ่งหน้ากลับปราสาท
‘ทำไมเ้าชายรัชทายาทถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ? หรือว่ากำลังหนีพิธีอยู่’
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากเก้าอี้หินอ่อนข้างทางเขาเดินมาได้ไม่ถึงสิบนาที และตอนนี้ก็กำลังใช้ทางลัดผ่านทางสวนซัน ฟลาวเวอร์ที่สวยงามขึ้นชื่อที่สุดของเอิร์ธซันเพื่อกลับไปให้ทันงานที่ปราสาท
ร่างสูงของคนถามยืนอยู่ใต้ต้นเมเปิลสีแดงสดที่ปลูกเต็มไปทั่วสวนเด็กหนุ่มผิวขาวซีดั์ตาสีเทาเรือนผมสีน้ำตาลแก่ในชุดเครื่องแบบสีดำสลับน้ำเงินเข้มข้างๆเขามีร่างบางของเด็กสาวเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเหยียดตรงนั่งอยู่บนม้านั่งหันหลังให้กับเขาราวกับเธอกำลังเพลิดเพลินกับธรรมชาติรอบตัวอยู่แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงคนข้างกายพูดเธอก็หันกลับมา
เป็ความรู้สึกที่พะอืดพะอมอย่างน่าประหลาดเขาอยากให้เธอหันหลังต่อไปอยู่อย่างนั้นดีกว่าให้หันหน้ามาและใช้ั์ตาสีม่วงอ่อนของเธอจ้องมองมาที่เขา
‘มีอะไรงั้นรึ?’เด็กหนุ่มถามเมื่อสังเกตเห็นสีเืฝาดที่หายไปจากใบหน้าของเขา
ลูฟว์ไม่ตอบ และพยายามจะไม่มองั์ตานั่นแต่เธอกลับลุกขึ้นและเดินตรงมาหาเขา
‘เกลียดั์ตาของฉันเหรอ?’
เธอถามน่าแปลกที่เสียงนั่นฟังดูแสนเศร้าและหดหู่ราวกับว่าความสุขทั้งมวลได้ไหลออกจากร่างของเธอไปแต่เธอรู้ได้ยังไงว่าเขาคิดอะไรอยู่!
‘ฉันเกลียดสีม่วง’เขาบอกเธอเต็มน้ำเสียงและพยายามจะลืมความเกลียดชังของเ้าของั์ตาสีเดียวกับเธอที่ทอดมองมาที่เขาเมื่อสิบปีก่อน
เธอชะงัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอุตส่าห์ส่งรอยยิ้มกลับมาให้
‘งั้นเหรอ’
‘นายนี่แปลกดีนะ’คนข้างกายเธอพูดขึ้น ริมฝีปากบิดเบี้ยวเพราะเ้าตัวพยายามยิ้มเสียแต่สีหน้าและั์ตาสีเทาคู่นั้นไม่ยิ้มตามไปด้วย ‘ทำหน้าเหมือนกับว่าเห็นภาพสะท้อนของคนที่เกลียดเข้าให้อย่างงั้นแหละ’
‘ถ้าใช่แล้วจะทำไมล่ะ!’ลูฟว์ตอบด้วยน้ำเสียงท้าทาย ‘เพราะคนที่มีั์ตาสีม่วงแบบเดียวกับเธอนั่นมันทำให้ฉันต้องเป็แบบนี้ยังไงล่ะ’
เขาชี้ไปที่เด็กสาว ซึ่งอายุก็คงจะมากกว่าเขาราวๆปีเศษคนข้างตัวเธอที่กำลังทำสีหน้าเรียบเฉยอยู่ในตอนนี้ก็คงจะมีอายุไล่เลี่ยกัน
‘งั้นเหรอ’
เธอพูดเขาเกลียดที่เธอทำเสียงแบบนั้นเพราะมันฟังแล้วดูราวกับว่าเธอไม่ได้ใส่ใจอะไรในตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
‘คนๆนั้นทำอะไรกับเธอไว้เหรอ?’
เธอถาม สบตาเขาโดยตรง น่าแปลกที่เขาถอนสายตาออกไปจากเธอไม่ได้ใบหน้าที่ได้รับการแต่งแต้มของเธอกำลังฝืนยิ้มอย่างเศร้าๆขณะที่เอ่ยปากถามเขาด้วยเสียงแ่เบาราวเสียงกระซิบ
‘มันไม่ใช่เื่ของเธอ!’
เขาบอก และพยายามหนีห่างสองคนนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
‘คนๆนั้นทำให้เธอต้องเ็ปด้วยการพรากสิ่งที่เธอรักที่สุดไปอย่างนั้นเหรอ?’
เสียงเศร้าๆนั่นลอยมาตามสายลมราวกับว่าเธอกับเขาอยู่ห่างกันคนละโลก
ลูฟว์ไม่ขยับคำพูดของเธอนั่นเสียดแทงจิตใจเขาราวกับว่าเธออ่านอดีตของเขาได้
‘เค้ามองเธออย่างชิงชังเหมือนที่เธอคิดว่าคนอื่นๆพยายามทำกับเธอหลังจากนั้นใช่หรือเปล่า?’
‘หุบปากนะ!’
เด็กหนุ่มตวาดเสียงดังลั่นแต่คนพูดแค่เลิกคิ้วเป็เชิงแปลกใจก่อนที่ร่างสูงของเด็กหนุ่มั์ตาสีเทาจะขยับเข้ามายืนขวางด้านหน้าราวกับจะปกป้องเธอเอาไว้
‘ไม่ต้องทำเป็รู้ดีไปซะทุกเื่หรอก! คนอย่างเธอจะมาเข้าใจความรู้สึกฉันยังไง!แค่คำพูดส่งเดชพรรค์นั้นอย่าคิดว่ามันจะช่วยปลอบใจอะไรใครได้หน่อยเลย’ ั์ตาสีแดงสดเบิกกว้างอย่างอาฆาตลูฟว์จ้องหน้าเธอราวกับจะกินเืกินเนื้อ
‘นี่เธอเกลียดั์ตาของตัวเองอย่างนั้นเหรอ?’เด็กสาวถาม เดินออกมาจากแผ่นหลังกว้างของคนตัวสูงกว่า ั์ตาสีม่วงอ่อนของเธอทอแสงกล้าก่อนจะส่งรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นมาให้
ลูฟต์ไม่ตอบ ได้แต่จ้องหน้าเธอเขม็ง
แล้วในที่สุดเธอก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ฟังแล้วดูสมกับเป็เธอมากกว่าน้ำเสียงเศร้าๆนั่นหลายขุม
‘แต่ฉันชอบนะั์ตาสีแดงสดคู่นี้มันเหมือนมีพลังมหาศาล ฉันเชื่อว่าสักวันเธอจะใช้มันเพื่อปกป้องคนสำคัญของเธอได้แน่ถึงเวลานั้นก็อย่าลืมเชื่อมั่นในพลังของตัวเธอเองล่ะ’
เด็กหนุ่มยืนอึ้งเธอพูดอะไรอีกสองสามคำต่อจากนั้นแล้วก็เดินจากไปพร้อมกับเด็กหนุ่มข้างตัวเธอ เขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหลังจากนั้นเขากลับไปที่ปราสาทได้ยังไงเพราะสิ่งที่เห็นต่อจากนั้นมันดูราวกับเป็เพียงความทรงจำอันเลือนรางที่ไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกต่อไป
คำพูด...ที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะออกมาจากปากใคร
ฉันเชื่อนะ... ฉันเชื่อมั่นในตัวเธอ
-หกปีก่อน-
ภาพที่เห็นทั้งหมดเปลี่ยนไปเขากลายเป็เด็กน้อยวัยหกขวบอีกครั้ง แต่ทิวทัศน์รอบข้างนั่นมันเหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานเพราะที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้านั้นมันคือบ้านของเขาในตอนนี้
บ้าน...ที่แม่กำลังทิ้งตัวนั่งร้องไห้อยู่ด้านหน้าพ่อจับบ่าของแม่ไว้และกำลังกระซิบปลอบด้วยสีหน้าที่เป็ทุกข์ตัวของแม่สั่นสะท้านอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บของหิมะยามเช้าเขารู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้แม่ร้องไห้ไม่ใช่ความหนาวเย็นของเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์แต่เป็ภาพของคนสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแม่ภาพของคนที่เขาจะไม่ได้เห็นอีกเลยนับั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา
ภาพของชายชราเ้าของั์ตาสีเทาเย็นเยียบยืนอยู่ข้างเด็กน้อยวัยเก้าขวบที่มีั์ตาสีเดียวกันเ้าของร่างอายุน้อยนั่นจ้องมองมาที่เขาตอนที่แม่ดึงร่างเขาเข้าไปกอดไว้พร้อมกับสะอึกสะอื้นไห้อย่างพยายามอดกลั้นใบหน้าที่เรียบเฉยเ็า ไม่มีแม้กระทั่งน้ำตาไหลออกมาสักหยด มันทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าอกจนอยากจะร้องไห้ออกมาพร้อมกับแม่แล้วในที่สุดคนทั้งคู่ก็หายไปจากมโนภาพพร้อมกับหิมะสีขาวที่โปรยปรายลงมาอย่างช้าๆและความอดทนของแม่ที่สิ้นสุดลง
เสียงร่ำไห้ดังก้องอยู่ในหัวเขา....
“มาโมรุ! มาโมรุ!”
เขารู้สึกว่าร่างกายของตัวเองกำลังสั่นสะท้าน
“มาโมรุ! ได้ยินเสียงของฉันไหม?”
แล้วใบหน้าของโทวะก็ชะโงกเข้ามาใกล้จนมองเห็นั์ตาสีเขียวมรกตสดใสได้อย่างชัดเจน
มาโมรุสะดุ้งเฮือก
“นายมาทำอะไรที่นี่!” เด็กหนุ่มร้องถามขณะที่โทวะเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“แม่นายเรียกฉันมา” โทวะตอบ “นายร้องไห้ทำไม?”
“ร้องไห้? อะไรนะ! ฉัน...”
มาโมรุพยายามจะปฏิเสธแต่ในชั่ววินาทีนั้นเองที่เขาััได้ถึงของเหลวใสที่เอ่อล้นอยู่ตรงขอบตา
นี่เขาร้องไห้โดยไม่รู้ตัวเหรอเนี่ย!?
“ตานายเรืองแสงด้วย รู้ตัวรึเปล่า?”โทวะหยั่งเสียงถามขณะที่ปล่อยให้เขาจัดการกับสภาพน่าสมเพชของตัวเองไปอย่างเงียบๆ
“แล้วทำไมมิกิถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”
“ทำไมนายไม่ถามเอาจากแม่ฉันล่ะ” มาโมรุสวนกลับ
“ก็แม่นายไล่ให้ฉันมาถามเอาจากนายน่ะสิ!”โทวะตอบกลับทันควัน
“งั้นก็ปลุกยัยนี่ขึ้นมาถามเอาเองแล้วกัน!” มาโมรุโบ้ยคำตอบใส่คนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงของเขาเธอแค่อ่อนเพลียจนหลับไปเท่านั้นดูเหมือนพิษไข้จะหายไปปลิดทิ้งระหว่างที่เขากำลังจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
หรือว่านั่นคือความทรงจำที่ขาดหายไป?
ั์ตาของมาโมรุเบิกกว้างใบหน้าและริมฝีปากซีดเผือด ไม่รู้สึกตัวเลยว่าโทวะกำลังจ้องมองเขาอยู่
“ตกลงมีเื่อะไรเกิดขึ้นกันแน่?”
โทวะถามขณะที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียงเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูมาชุบน้ำ บิดหมาดๆแล้ววางพาดลงบนหน้าผากของเด็กสาวอย่างเบามือ
“ไอ้นั่นมันไปอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อไหร่กันน่ะ”
มาโมรุหมายถึงอ่างน้ำและผ้าขนหนูจำได้ว่าตอนที่เขาเข้ามาในห้องนี้แม่เพิ่งยกมันออกไป
“ฉันเอาเข้ามาเอง”โทวะตอบ “นายตอบคำถามฉันมาได้แล้ว”
“นายให้เวลาฉันตั้งสติก่อนได้มั้ย”มาโมรุโวยวาย แค่วันนี้วันเดียวก็เกิดเื่ขึ้นมากมายเกินกว่าที่สมองเขาจะรับไหวจะให้พ่นออกมาทุกเื่ก็กลัวโทวะมันจะไม่เข้าใจเอาเข้าจริงๆแล้วเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเพราะดูเหมือนทุกอย่างจะประดังประเดเข้ามารวดเร็วเสียเหลือเกิน
โทวะดูจะหงุดหงิดไม่น้อยที่ถูกขัดใจแต่การที่พวกเขารู้จักกันมานานคงจะพอทำให้โทวะเคยชินกับนิสัยเสียของเขาได้บ้าง(ล่ะมั้ง?)
“ถ้าจู่ๆมิกิมาอยู่ที่นี่เองแบบนี้ก็แสดงว่ามีเื่อะไรเกี่ยวกับพวกนั้นล่ะสินะ”
“เดาได้ดีนี่” มาโมรุประชดประชัน “รู้ขนาดนั้นฉันคงไม่ต้องเล่าอะไรแล้วมั้ง”
โทวะส่งสายตาเ็ามาให้
“เออๆ ยัยนี่บอกว่าเอาความทรงจำมาคืนฉัน”
“ความทรงจำ?”
“สมัยที่ยังอยู่โลกนู้นน่ะ”
“นายมีความทรงจำไม่ครบหรอกเหรอ?” โทวะถามอย่างแปลกใจ
“ก็ใช่น่ะสิ ฉันเองก็เพิ่งรู้ตัวเอาวันนี้แหละว่าความทรงจำบางส่วนมันขาดหายไป”
“แล้วเอากลับคืนมาได้ยังไง?”
“นั่งๆอยู่แล้วมันก็นึกขึ้นได้เอง”
มาโมรุััได้ถึงความโกรธเจือจางจากร่างของโทวะทันทีที่เขาพูดจบ
“ฉันพูดจริงๆนะ อยู่ดีๆก็ดันนึกขึ้นมาได้ซะอย่างนั้นยัยนี่ก็ดันสลบแบบนี้จะให้คืนอีท่าไหนล่ะ”
ทำไมเขาต้องพยายามอธิบายสิ่งที่เขาเองก็ไม่รู้ให้โทวะมันฟังด้วยนะ
“ความทรงจำแบบไหน?” โทวะถามอีก
มาโมรุส่ายหน้า
“นายอย่ารู้เลย มันไม่ใช่เื่สำคัญอะไร”
“เื่ของนายกับเธอเหรอ?แสดงว่าชาติที่แล้วผูกพันธ์กันมาล่ะสินะ”
“อย่าพูดอะไรชวนให้ขนลุกจะได้ไหม ก็แค่เกิดมาพร้อมๆกันรู้จักกันก็เท่านั้นแหละ”
มาโมรุโวยวายเื่ที่ว่าเด็กสาวที่นอนหมดสติเพราะพิษไข้อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้กับเ้าของแรงฝ่ามือที่ััได้ในความทรงจำเป็คนคนเดียวกันนั้นเป็เื่ที่เขาไม่อยากพูดออกไป
“แล้วทำไมถึงเพิ่งมาคืนเอาป่านนี้ล่ะ?”โทวะถามอีก “ไม่สิ ทำไมมิกิถึงมีความทรงจำของนายอยู่กับตัวล่ะถ้าเป็อย่างนั้นเธอเองน่าจะรู้ตัวอยู่แล้วงั้นก็น่าจะคืนให้นายั้แ่วันนั้นแล้วสิ”
มาโมรุนิ่งเงียบไป
โทวะจ้องมองเขาอย่างพิจารณา
“เธอ ‘ถูก’ ส่งมาเหรอ?” โทวะถาม “จากเขาเหรอ?”
มาโมรุไม่ตอบคำถาม
“นายปลดผนึกได้แล้วสินะ”
โทวะเอ่ยออกมาตรงๆ มาโมรุเงยหน้าสบตาเขา แล้วเลี่ยงมองไปอีกทางท่าทีนั้นทำให้โทวะถอนหายใจ
“สู้กับพวกนักรบอเวจีมาใช่ไหม?”
เขาเกลียดโทวะตรงที่มันชอบเดาอะไรได้ถูกต้องอยู่เรื่อยนี่แหละ
“คราวนี้เป็ใครล่ะ? ไม่ใช่พวกห้านักรบอเวจีสินะไม่งั้นนายคงไม่รอดกลับมาหรอก”
ถูกเผงเลย
“ออเร้นจ์กับบราวน์น่ะ” มาโมรุตอบ น้ำเสียงของเขาแ่เบาลง
“ใครน่ะ? ไม่เห็นรู้จักเลย” โทวะว่า เหลือบตามองเขาอย่างเฝ้าสังเกตอาการ“นายรู้จักพวกนั้นหรือเปล่า?”
ฟังเหมือนเป็คำถามส่งๆที่โทวะนึกขึ้นมาได้แต่เขารู้ว่าหมอนี่พยายามถามเพื่อชี้นำเอาคำตอบจากเขา
แล้วเขาก็ไม่เคยเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยงเลย
“ออเร้นจ์เคยเป็น้องของฉัน... เมื่อสมัยอยู่โลกนั้น”
“อ้อ...” โทวะลากเสียงยาว แต่ดูจะไม่แปลกใจเลยสักนิด“นี่เลยเป็สาเหตุที่ทำให้นายเซื่องซึมลงไปงั้นสินะ?”
“ไม่ใช่แค่นั้นซะหน่อย!”
นี่เขาชักจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆกับไอ้ท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของโทวะเขามีเื่ให้กังวลใจและต้องทำความเข้าใจมากมาย แต่หมอนั่นกลับฟังทุกสิ่งที่เขาเล่าราวกับเป็เื่ที่เข้าใจได้ง่ายดายเหลือเกิน
“ฉันรู้ว่านายรู้สึกยังไง แล้วฉันก็เข้าใจว่ามันต้องใช้เวลา”น้ำเสียงของโทวะฟังดูเป็จริงเป็จังขึ้นมาเมื่อเขาเอ่ย“ฉันเองก็เคยผ่าน่เวลานั้นมาแล้ว คิดดูสิ ตัวฉันในตอนนั้นอายุน้อยกว่านายในตอนนี้ด้วยซ้ำในตอนที่ความทรงจำ ‘ทั้งหมด’ กลับคืนมานายคิดสภาพเด็กหกขวบที่มีความทรงจำของชาติที่แล้วอยู่กับตัวแบบชัดเจนเหมือนกับมันเพิ่งเคยเกิดขึ้นสิฉันเข้าใจว่านายสับสน ไม่รู้จะเล่ามันออกมายังไงแล้วบางเื่มันก็เป็เื่ส่วนตัวที่นายไม่อยากเล่าออกมาด้วย ฉันเข้าใจถูกไหม?”
ถูกอย่างที่โทวะว่านั่นแหละ มีบางเื่ที่เขาไม่อยากเล่าบางเื่ที่เกี่ยวกับความไม่เอาไหนของเขาบางเื่ที่เขาไม่อยากจะกลับไปคิดถึงมันอีก
“ยังไงซะ ถ้านั่นเป็เหตุผลที่ทำให้นายเปลี่ยนร่างเป็ผู้พิทักษ์ได้ มันก็เป็เื่ที่น่ายินดีไม่คิดอย่างนั้นเหรอ”
โทวะสรุป
“ถึงจะเปลี่ยนร่างได้แล้วก็เถอะ แต่ใช้ว่าจะทำอะไรๆได้เลยเสียหน่อย”มาโมรุบ่น “ถ้าหมอนั่นไม่มาช่วยไว้ล่ะก็... จริงสิ! อาฮิราวะ ชินจิ! หมอนั่นเองก็เป็ผู้พิทักษ์เหมือนกัน!”
“หมอนั่นก็ด้วยเหรอ?” โทวะเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ“จากที่ไหนกัน?”
“เอิร์ธวินดี้” มาโมรุตอบ
คิ้วของโทวะขมวดขึ้นเป็ปม
มูน ซัน วอเทอร์ วินดี้ ฟลาวเวอร์...?
โทวะมองไม่เห็นความเชื่อมโยงของเื่ทั้งหมดเลย
“คราวก่อนก็ผู้พิทักษ์จากเอิรธฟลาวเวอร์มาคราวนี้เป็ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้งั้นเหรอ”
เด็กหนุ่มพึมพำ
ไหนจะเื่ของมิกิอีก... พวกเขาถูกจับตาดูอยู่ล่ะสินะ
“นายว่าเราจะได้เจอผู้พิทักษ์คนอื่นๆหรือเปล่า?” มาโมรุถาม
“ไม่รู้สิ” โทวะตอบ ในหัวไม่ได้คิดเื่ที่มาโมรุถามเลยแม้แต่น้อย“แต่ยังไงก็ตาม การที่นายเปลี่ยนร่างได้แถมยังมีผู้พิทักษ์คนอื่นเป็พวกด้วยแบบนี้ก็วางใจได้อย่างหนึ่งล่ะว่าฉันกับมินาโยะคงปลอดภัยแน่ๆ”
โทวะหันมายิ้มให้ แต่มาโมรุทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายใส่เขา
“นายมั่นใจ?”
ไม่เลยสักนิด... โทวะคิด แต่ไม่ตอบ
“อันที่จริงนายต้องเปลี่ยนร่างได้ก่อนฉันสิมีความทรงจำอยู่กับตัวอยู่แล้วนี่”
มาโมรุบ่นลอยๆ แต่ไม่มีการตอบรับกลับมาจากโทวะ