ผมเพ่งสายตาฝ่าความมืดเข้าไปในซอกลึกที่สุดของตู้เสื้อผ้ามั่นใจว่ามีบางอย่างขยับเขยื้อนอยู่ข้างในนั้นแน่ๆ แต่เมื่อกวาดสายตาดูจนทั่วกลับเห็นเพียงผนังไม้เรียบๆ ที่ดูไร้ทางออก ผมหันไปถามลิซ่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด"ลิซ่า ตู้ใบนี้ซื้อมาใหม่พร้อมตอนย้ายบ้านหรือเปล่า"
"เปล่าค่ะตู้นี้มันติดอยู่กับบ้านมาั้แ่แรกแล้วคุณแม่บอกว่ามันสวยดีเลยไม่ได้รื้อออก" เด็กน้อยตอบ
ผมลองเดินอ้อมไปสำรวจดูทั้งด้านข้างและช่องว่างด้านหลังตู้ไม้โอ๊กนั่นแต่ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อพบว่ามันไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวทั่วไปที่เคลื่อนย้ายได้แต่มันถูกออกแบบมาให้บิวท์อินฝังแน่นติดกับผนังห้องจนดูเหมือนเป็เนื้อเดียวกันแทบจะไร้รอยต่อ
ผมจึงก้มลงดูคราบน้ำนมบนพื้นอีกครั้งด้วยความสงสัยร่องรอยของมันลากยาวมาสิ้นสุดอยู่ตรงหน้าบานตู้พอดิบพอดีราวกับว่าเ้าบัตเตอร์คัพเดินทะลุผ่านเนื้อไม้เข้าไปดื้อๆ อย่างนั้นแหละ
เ้าบัตเตอร์คัพหายเข้าไปในนี้แน่ๆแต่มันเข้าไปได้ยังไง?
ในขณะที่ผมกำลังใช้ความคิดอยู่นั้นเอง
“ฮิ... ฮิฮิ... ฮ่าๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะเล็กแหลมที่ฟังดูจงใจจนผิดธรรมชาติสะท้อนรอดออกมาจากซอกไม้หลังตู้เสื้อผ้ามันเป็เสียงที่แห้งผากและมีความก้องกังวานแปลกๆคล้ายกับเสียงที่ถูกบีบออกมาจากลำคอที่ตีบตัน
มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ที่มีจังหวะจะโคนและยิ่งไม่ใช่เสียงแมว แต่มันมีความแห้งคล้ายกับเสียงของตุ๊กตาไขลานเก่าๆที่ฟันเฟืองกำลังขัดข้องและพยายามจะเลียนเสียงหัวเราะของเด็กอย่างบิดเบี้ยว
เสียงนั้นหยุดลงกะทันหันก่อนจะดังซ้ำขึ้นมาใหม่ด้วยโทนเดิมเป๊ะราวกับเป็แผ่นเสียงที่ตกร่อง ชวนให้สันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก
ลิซ่าที่ได้ยินเสียงนั้นถึงกับขวัญเสียเธอหวีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีดและเริ่มร้องไห้จ้าเสียงดังลั่นบ้านเพียงอึดใจเดียว อลิซ่าที่อยู่ในห้องครัวก็ได้ยินเสียงลูกสาวเธอรีบวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาบนชั้นสองทันที
“ลิซ่า!เกิดอะไรขึ้นลูก แม่ได้ยินเสียงร้อง...”
อลิซ่าถลาเข้ามาในห้องด้วยความใก่อนจะโผเข้ากอดลูกสาวตัวน้อยไว้แนบอกเพื่อปลอบประโลมลิซ่าซุกหน้าลงกับไหล่แม่พลางสะอื้นขณะที่ผมยังคงยืนนิ่งจ้องมองไปยังซอกไม้ของตู้เ้าปัญหาที่เพิ่งส่งเสียงหัวเราะชวนขนหัวลุกออกมา
ในจังหวะนั้นเองสายตาของผมเหลือบไปเห็น ลูคัส พี่ชายของเธอที่เพิ่งวิ่งตามแม่มาติดๆเขาหยุดยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องท่าทางของเด็กชายวัยสิบขวบเศษดูผิดแปลกไปจากน้องสาวอย่างสิ้นเชิงเขาไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวต่อเสียงลึกลับนั่นแต่ใบหน้าของเขากลับซีดเผือดราวกับกระดาษขาว
ดวงตาของลูคัสไม่ได้จ้องมองมาที่แม่หรือน้องสาวแต่เขากลับจับจ้องไปที่ตู้เสื้อผ้าหลังนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายมือทั้งสองข้างของเขากำขอบกางเกงไว้แน่นจนเส้นเืปูดโปนริมฝีปากที่สั่นระริกนั้นเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมาแต่กลับถูกความกดดันบางอย่างสะกดไว้
สัญชาตญาณของผมทำงานทันทีนี่ไม่ใช่ท่าทางของคนกลัวผี แต่มันคือท่าทางของคนที่กำลังปกปิดความลับบางอย่างที่อยู่หลังบานไม้นั่นต่างหาก
ผมเบนสายตาจากใบหน้าที่ซีดเผือดของลูคัสกลับไปยังตู้ไม้โอ๊กนั่นอีกครั้งในหัวของผมตอนนี้เบาะแสที่ดูเหมือนจะกระจัดกระจายเริ่มหมุนวนและดีดตัวเข้าหากันราวกับฟันเฟืองที่ถูกหยอดน้ำมันจนลื่นไหล
ภาพคำบอกเล่าของอลิซ่าที่ว่าลูกชายของเธอหลงใหลในกลไกและพวกนกลอยเด่นขึ้นมา ผสมโรงกับขนนกสีฟ้าสดใสที่ผมเก็บได้จากพื้นห้องซึ่งมันดูแปลกแยกเกินกว่าจะเป็ขนของนกทั่วไปไหนจะรอยคราบน้ำนมที่ลากเป็ทางยาวมุ่งตรงเข้าหาตู้ราวกับจงใจและไอ้เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนโลหะบดกันนั่น
วินาทีนันเองความจริงที่ซ่อนอยู่หลังบานไม้หนาก็สว่างวาบขึ้นในความคิด ผมมองเห็นภาพรวมทั้งหมดจนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำในความย้อนแย้งของสถานการณ์ความตึงเครียดที่เคยกดทับบรรยากาศรอบตัวพลันมลายหายไปสิ้นแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะที่ะเิออกมาจากลำคอของผมจนดังลั่นห้อง
“ฮ่าๆๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะที่ะเิออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของผมทำให้อลิซ่าและเด็กๆ ถึงกับชะงักงันไปทันที ลิซ่าหยุดสะอื้นพลางเงยหน้ามองผมด้วยดวงตาที่ยังคลอเบ้าแววตาของเด็กสาวเต็มไปด้วยความสับสนที่จู่ๆที่ปรึกษาผู้สุขุมก็ดูเหมือนจะขำกับเื่ที่น่าสยองขวัญที่สุดในชีวิตเธอ
“ค... คุณที่ปรึกษา หัวเราะอะไรคะ” ลิซ่าถามด้วยเสียงอ้อมแอ้มเธอขมวดคิ้วมองผมเหมือนกำลังสงสัยว่าผมสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือเปล่า
“อ้อ ขอโทษทีนะลิซ่า พอดีฉันเพิ่งมองเห็นความตลกที่ซ่อนอยู่ในกลไกอันซับซ้อนนี้เข้าให้แล้วล่ะ”ผมตอบพลางปาดน้ำตาที่หางตาพลางส่งยิ้มที่ดูผ่อนคลายไปให้เธอดูเหมือนเสียงหัวเราะของผมจะช่วยทำลายบรรยากาศอึดอัดและดึงสติเด็กสาวให้หยุดหวาดกลัวได้สำเร็จ
แต่แล้ว...ราวกับเป็การท้าทาย
"ฮิ... ฮิฮิ... ฮ่าๆๆๆ!"
เสียงหัวเราะที่แห้งผากและบิดเบี้ยวจากซอกไม้หลังตู้ดังขานรับขึ้นมาอีกครั้งจังหวะและโทนเสียงของมันล้อเลียนเสียงหัวเราะของผมเมื่อครู่อย่างน่าประหลาด
“คุณแม่! มันร้องอีกแล้วค่ะ”ลิซ่าสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบมุดหน้าเข้าหาอกแม่ทันทีความหวาดกลัวเริ่มกลับมาปกคลุมอีกรอบ ทว่าคราวนี้ผมกลับไม่ได้ใตามไปด้วยผมหันไปสบตากับลูคัสที่ยืนตัวแข็งอยู่ตรงประตู แล้วเลิกคิ้วขึ้นเป็เชิงคำถาม
“เสียงหัวเราะเมื่อกี้ สำเนียงมันฟังดูคุ้นหูพิกลนะว่าไหมลูคัส” ผมแสร้งเลิกคิ้วมองเด็กชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม“ฉันว่าถึงเวลาแล้วล่ะที่นายควรจะทำให้เพื่อนในตู้คนนี้หยุดหัวเราะเสียทีก่อนที่น้องสาวของนายจะขวัญเสียไปมากกว่านี้”
ลูคัสสะดุ้งสุดตัวจนไหล่ไหวเขามองหน้าผมด้วยดวงตาที่เบิกกว้างความตื่นตระหนกที่ถูกเปิดโปงความลับทำให้เขายืนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆก้มหน้าลงต่ำด้วยความสำนึกผิดท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนฉายชัดของอลิซ่าและลิซ่า
เด็กชายเดินเตาะแตะเข้าไปหยุดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่เขาซบหน้าลงกับบานไม้ครู่หนึ่งคล้ายกำลังทำใจก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วกระซิบสั่งเสียงเข้ม
“บลูกาย พอได้แล้ว... นายถูกจับได้แล้ว!”
สิ้นเสียงคำสั่งของลูคัสเสียงหัวเราะที่เคยดังกังวานกลับเงียบกริบลงทันทีราวกับถูกปิดสวิตช์ทว่าเพียงอึดใจเดียว กลับมีเสียงแหลมเล็กที่แห้งผากขานรับออกมาแต่น่าประหลาดที่สำเนียงนั้นกลับเหมือนเสียงของลูคัสเปี๊ยบจนน่าใ
“มาเล่นกันๆ! มาเล่นกันๆ!”
ลูคัสหันกลับมามองผมแววตาของเขาตอนนี้คลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความรู้สึกผิดที่ก่อเื่วุ่นวายจนคนทั้งบ้านขวัญผวาแต่สำหรับผมแล้ว ผมกลับลอบยิ้มออกมาบางๆ ในใจนอกจากความโล่งอกผมกลับนึกเอ็นดูในความ ซนปนอัจฉริยะของเด็กคนนี้ที่รู้จักใช้กลไกในบ้านมาสร้างพื้นที่ส่วนตัว แม้ว่ามันจะเกือบกลายเป็คดีสยองขวัญไปแล้วก็ตาม
ผมกระแอมไอเบาๆพลางขยับปกเสื้อให้เข้าที่เพื่อปรับโหมดกลับมาจริงจังสายตาที่มองไปยังลูคัสเปลี่ยนจากความเอ็นดูเป็ความกดดันเล็กน้อยในฐานะผู้ใหญ่
“เอาละลูคัส... ในเมื่อความลับมันไม่ได้อยู่แค่ในตู้แล้วฉันว่านายควรจะบอกความจริงกับคุณแม่และน้องสาวเดี๋ยวนี้ดีกว่านะ ว่านายแอบทำอะไรไว้ในห้องนี้กันแน่”
ลูคัสสะดุ้งเฮือกเขาเริ่มก้มหน้าลงต่ำจนแทบจะชิดอก ปลายเท้าถูไถพื้นไม้ไปมาด้วยความประหม่าจัดก่อนจะเริ่มพรั่งพรูคำสารภาพออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือและขาด่เป็ระยะตามประสาเด็กที่จนมุม
“ผ... ผมขอโทษครับคุณแม่! ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ทุกคนกลัวจริงๆ”เด็กชายสูดน้ำมูกพลางเงยหน้าขึ้นมองอลิซ่าด้วยสายตาอ้อนวอน “คือ...ผมแอบเลี้ยงนกแก้วไว้ตัวหนึ่ง ชื่อเ้าบลูกายครับผมไปเจอมันที่ร้านขายสัตว์เลี้ยงแถวโรงเรียนั้แ่อาทิตย์ก่อน มันฉลาดมากและชอบคุยกับผมทุกวันพอรู้ว่าเ้าของร้านจะขายมันให้คนอื่น ผม... ผมเลยเอาเงินเก็บของผมทั้งหมดที่มีไปซื้อมันมาเมื่อวานนี้เองครับ”
เขาสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้าอีกครั้งก่อนจะชี้มือที่สั่นเทาไปทางตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊กหลังใหญ่
“ผมกลัวคุณแม่จะดุที่ผมเอาสัตว์เลี้ยงเข้าบ้านโดยไม่บอก...ก็เลยแอบเอามันมาซ่อนไว้ในตู้นี้ เพราะผมบังเอิญไปเจอว่าตู้นี้มีกลไก... ลิซ่าพี่ขอโทษนะที่ทำให้เธอต้องร้องไห้ พี่แค่...พี่แค่ไม่อยากให้ใครเจอบลูกายเท่านั้นเอง”
ผมลอบยิ้มทึ่งๆอยู่คนเดียวในใจ เ้าหนูนี่ตาถึงและช่างสังเกตไม่เบาที่มองออกว่าตู้ไม้โบราณคร่ำคร่าหลังนี้มีช่องลับซ่อนอยู่แถมยังแสบพอที่จะเอาของรักมาซ่อนไว้ในห้องนอนคนอื่นเพื่อให้พ้นจากสายตาแม่...ร้ายกาจจริงๆ
อลิซ่าเลิกคิ้วสูงพลางกอดอกมองลูกชายด้วยสายตาที่ทึ่งจัดจนบอกไม่ถูก“ลูกแอบซื้อมันมาเองงั้นเหรอ ลูคัส แถมยังเอาเงินเก็บทั้งหมดที่มีไปทุ่มกับนกตัวเดียวเนี่ยนะ”
เด็กชายรีบหลับตาปี๋ไหล่ทั้งสองข้างเกร็งแน่นจนสั่นสะท้านเขาเม้มปากสนิทเตรียมรับพายุคำดุด่าที่คิดว่าต้องซัดกระหน่ำมาถึงตัวแน่ๆบรรยากาศในห้องเงียบกริบไปชั่วอึดใจ... แต่แล้วแทนที่จะเป็เสียงตวาดกลับมีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังออกมาจากลำคอของอลิซ่าแทน
เธอถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจก่อนจะเดินเข้าไปลูบกลุ่มผมของลูกชายเบาๆ “โถ่เอ๊ย ลูคัส...แม่ไม่ได้จะโกรธลูกเื่เลี้ยงสัตว์หรอกจ้ะแต่ลูกควรจะบอกแม่สักคำนะเราจะได้ช่วยกันเตรียมกรง เตรียมอาหารให้มันถูกที่ทางไม่ใช่แอบเอามาขังไว้ในตู้มืดๆ แบบนี้ บลูกายมันคงอึดอัดแย่เลยลูกเอ๊ย”
ลูคัสค่อยๆลืมตาขึ้นทีละข้างอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเห็นว่าแม่ไม่ได้ถือไม้เรียวรออยู่ใบหน้าที่เคยซีดเผือดก็พลันเปลี่ยนเป็รอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบทุกซี่ ความอัดอั้นในใจมลายหายไปจนเขาแทบอยากจะะโตัวลอย
ทว่าในขณะที่พี่ชายกำลังเสวยสุขกับอิสรภาพลิซ่าที่เพิ่งเช็ดน้ำตาจนจมูกแดงรั้นก็รีบกระตุกชายเสื้อแม่พลางทวงถามถึงภารกิจหลักทันที
“แล้ว... แล้วเ้าบัตเตอร์คัพของหนูล่ะคะคุณแม่?” เด็กสาวตัวน้อยถามด้วยเสียงสะอึกสะอื้นเล็กน้อยแววตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล “ในเมื่อมีแค่นกแก้วอยู่ในตู้...แล้วน้องแมวของหนูหายไปไหนล่ะคะ!”
ผมหัวเราะเบาๆในลำคอพลางพยักหน้าไปทางตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊กที่บานประตูยังคงเปิดอ้าอยู่“ไม่ต้องห่วงหรอกลิซ่า... เพื่อนสี่ขาของเธอก็แอบเข้าไปนอนเล่นอยู่ในช่องลับหลังตู้นี้เหมือนกับเ้าบลูกายนั่นแหละ”
ในขณะที่ความโล่งใจกำลังเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วห้องลูคัสกลับไม่ได้ดูดีใจตามไปด้วยเขาก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมพลางพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดยิ่งกว่าตอนสารภาพเื่นกเสียอีก
“คือ... ผมขอโทษจริงๆ ครับคุณแม่ ลิซ่า... จริงๆแล้วผมเห็นบัตเตอร์คัพมันแอบมุดตามบลูกายเข้าไปในซอกไม้ั้แ่เมื่อคืนแล้วล่ะครับ”
เด็กชายพูดกระตุกกระตักพลางกำมือแน่นแววตาเต็มไปด้วยความลุกลี้ลุกลนขณะเล่าความจริงที่เก็บงำไว้“เมื่อคืนตอนที่ลิซ่าหลับไปแล้ว ผมแอบย่องเข้ามาในห้องนี้เพื่อจะเอานมมาให้บลูกายกินแล้วก็อยากจะเล่นกับมันเงียบๆ สักพัก แต่พอผมเปิดช่องลับที่หลังตู้ทิ้งไว้เ้าบัตเตอร์คัพที่แอบอยู่ใต้เตียงก็พุ่งพรวดเข้าไปข้างในนั้นด้วยความซนผมพยายามจะคว้าตัวมันไว้แล้วแต่ไม่ทันครับ”
ลูคัสสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้าพูดต่อ“ตอนแรกผมกะว่าจะแอบพามันออกมาเงียบๆ ั้แ่ตอนนั้นเลยแต่ผมกลัวว่าถ้าทำเสียงดังจนลิซ่าตื่น ทุกคนก็จะรู้ว่าผมแอบซ่อนนกไว้ในห้องนี้ผมเลยกะว่า... กะว่ารอให้เช้าก่อนแล้วค่อยแอบมาเปิดช่องลับอีกทีแต่พอรุ่งเช้าผมแอบเข้ามา กลไกข้างหลังมันกลับเสียไปแล้วล่ะครับ ผมลองกดลองดันฟันเฟืองตั้งหลายรอบแต่มันก็นิ่งสนิท... ผมเปิดมันไม่ออกจริงๆผมกลัวว่าพวกมันจะขาดอากาศหายใจตายอยู่ในนั้น...”
ประโยคสุดท้ายหายไปในลำคอพร้อมกับหยาดน้ำตาที่เริ่มหยดแหมะลงบนพื้นไม้มิน่าล่ะ... เ้าหนูนี่ถึงได้ทำท่าทางหวาดระแวงขนาดนั้นตอนที่ถามเื่แมวครั้งแรกแถมยังไม่กล้าสบตาใครเลยตอนที่พูดเื่แมวหายที่แท้เขาก็ต้องแบกความลับที่หนักอึ้ง เพราะกลัวว่าทั้งนกแก้วและแมวจะถูกขังตายอยู่หลังผนังไม้นั่นด้วยความประมาทของตัวเอง
พอได้ยินว่าบัตเตอร์คัพถูกขังอยู่ข้างหลังตู้ที่กลไกพังลิซ่าที่เพิ่งปาดน้ำตาก็ทำท่าจะปล่อยโฮออกมาอีกรอบจนอลิซ่าต้องรีบรวบตัวลูกสาวเข้าไปกอดปลอบ
“ช้าก่อนลิซ่า อย่าเพิ่งพังเขื่อนตอนนี้” ผมรีบขัดจังหวะก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย“เื่กลไกติดขัดน่ะไม่ใช่เื่ใหญ่หรอก เพราะตอนนี้ตัวช่วยของเรามาถึงพอดี”
พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงกระพือปีกโลหะกระทบกันดัง เคร้งๆ ก็แว่วมาจากทางหน้าต่างพร้อมกับเสียงบ่นอุบอิบที่คุ้นเคย เกียร์บินโฉบกลับเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสะบักสะบอมเล็กน้อยจากการร่อนไปทั่วหมู่บ้าน
“เกี๊ยะ! นายท่าน ข้าบินหาจนทั่วหมู่บ้านยันยอดเสาไฟยันใต้ถังขยะไม่เห็นเงาแมวขาวสักตัวเลยนะเกี๊ยะ มีแต่แมวจรจัดหน้าตาหาเื่เต็มไปหมด... เอ๊ะ?”
นกเหล็กชะงักคำบ่นทันทีเมื่อเห็นทุกคนยืนรุมล้อมตู้เสื้อผ้าและเห็นลูคัสยืนทำหน้าสำนึกผิดอยู่กลางห้องมันบินมาเกาะที่ไหล่ผมพลางเอียงคอโลหะมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย “เกี๊ยะ...นี่ข้าพลาดอะไรไปหรือเปล่านายท่านทำไมบรรยากาศมันดูเหมือนเพิ่งผ่านาน้ำตามาอย่างนั้นล่ะ”
ผมยิ้มมุมปากพลางบุ้ยปากไปทางตู้ไม้โอ๊กที่ปิดสนิท“แกมาได้จังหวะพอดีเกียร์ มีงานถนัดให้ทำ...ดูเหมือนจะมีเพื่อนใหม่สองตัวถูกขังอยู่หลังตู้ใบนี้เพราะฟันเฟืองมันดันมาประท้วงหยุดงานเอาตอนนี้น่ะสิ”
เกียร์หรี่เลนส์กล้องที่ตาของมันลงจ้องเขม็งไปที่รอยต่อไม้ “เกี๊ยะ! งานงัดแงะกลไกโบราณงั้นเหรอ?นายท่านก็รู้ว่านกอัจฉริยะอย่างข้าไม่เคยปฏิเสธงานท้าทายฝีมือแบบนี้อยู่แล้ว!”
“งั้นก็เลิกบ่น แล้วลงมือซะ”
ผมส่งสัญญาณให้คู่หูเริ่มสำรวจเกียร์โผบินขึ้นวนรอบตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว แสงเลนส์จากดวงตามันกวาดผ่านรอยต่อไม้ทุกกระเบียดนิ้วเพื่อหาจุดที่ฟันเฟืองขัดตัวส่วนผมก็เริ่มใช้ทักษะช่างกลก้มลงมองตามร่องพื้นและผนังตู้เผื่อว่าจะมีสลักสำรองซ่อนอยู่ลูคัสที่เห็นพวกเราเริ่มปฏิบัติการก็ตาเป็ประกายทันทีเขาดูตื่นเต้นที่จะได้เห็นวิธีทำงานของช่างกลไกและนกเหล็กที่มีชีวิตจริงๆ
อลิซ่าเห็นท่าทางมุ่งมั่นของพวกเราเธอก็ยิ้มออกมาอย่างเบาใจ“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวฉันลงไปเตรียมน้ำชามาให้นะคะ เผื่อว่าเปิดตู้ได้แล้วเด็กๆจะได้มีอะไรดื่มแก้ใ ลิซ่า... อยู่ที่นี่อย่ากวนคุณที่ปรึกษานะลูก ส่วนลูคัส...ช่วยดูถ้าคุณที่ปรึกษาเขา้าอะไรก็รีบหยิบให้นะจ๊ะ”
ลูคัสพยักหน้ารับคำแม่รัวๆแววตาของเด็กชายเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะกู้ชื่อเสียงตัวเองคืนมาผ่านการช่วยผมไขความลับของบ้านหลังนี้
เวลาผ่านไปราวสิบนาทีเป็สิบนาทีที่ผมต้องทนฟังเสียงหัวเราะ “ฮิฮิ! ฮ่าๆ!”และเสียงเจื้อยแจ้วของเ้าบลูกายที่ขยันพูดไม่หยุดหย่อนตามประสานกแก้วช่างพล่ามจนแม้แต่เกียร์ยังทนไม่ไหวต้องหันไปตะคอกใส่ผนังตู้ “เกี๊ยะ!เงียบหน่อยเ้าก้อนขนสีฟ้า! ข้าไม่มีสมาธิแกะรอยฟันเฟือง!”
ขณะที่เ้าบัตเตอร์คัพกลับนิ่งสนิทมีเพียงเสียงขยับตัวซุกไปมาเบาๆ เท่านั้น
และแล้ว...ปลายนิ้วของผมก็ไปสะดุดเข้ากับปุ่มไม้แกะสลักเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ขอบบานพับดูเหมือนคนสร้างตู้ใบนี้จะทำกลไกสำรองเผื่อไว้ในกรณีที่ระบบหลักขัดข้องจริงๆผมออกแรงกดลงไปพร้อมกับที่เกียร์ใช้จะงอยปากจิกเข้าที่สลัก้าพอดี
แกร๊ก...ครืดดด!
บานไม้ลับหลังตู้ค่อยๆเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นช่องว่างขนาดพอเหมาะที่ซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างผนังบ้านทุกคนในห้องชะโงกหน้าเข้าไปดูด้วยความลุ้นระทึก
ภายในนั้น...เ้า บลูกาย นกแก้วขนสีฟ้าครามสดใส สีเดียวกับขนนกปริศนาที่ผมเก็บได้เปี๊ยบ!กำลังเกาะอยู่บนขอนไม้เล็กๆ พลางะโไม่หยุด “มาเล่นกัน! มาเล่นกัน!”
ส่วนเ้าบัตเตอร์คัพ แมวเปอร์เซียสีขาวขนฟูฟ่อง ก็นอนขดตัวนิ่งอยู่ข้างๆมันเพียงแค่ลืมตามองพวกเราด้วยความง่วงงุนและขยับตัวไปมาอย่างเกียจคร้านผมนึกไปถึงเกร็ดความรู้เื่แมวเปอร์เซียที่อ่านเจอในคาเฟ่เมื่อมื้อกลางวันทันที พวกมันจะนิ่งเงียบในที่มืดหรือที่แปลกตาเพื่อระมัดระวังตัวก็นับว่าโชคดีที่สัญชาตญาณระวังตัวของมันทำงานคู่ไปกับความี้เีไม่อย่างนั้นเ้าบลูกายคงกลายเป็อาหารว่างของมันไปั้แ่เมื่อคืนแล้ว
"บัตเตอร์คัพ! เ้าเหมียวของหนู!" ลิซ่าร้องอุทานด้วยความดีใจสุดขีดเธอถลาเข้าไปอุ้มก้อนขนสีขาวนุ่มนิ่มนั้นออกมากอดไว้แน่น ส่วนเ้าบลูกายนกแก้วสีฟ้าจอมซนก็โผบินออกจากช่องลับมาบินวนรอบตัวลูคัสพลางส่งเสียงร้อง"มาเล่นกัน! มาเล่นกัน!" อย่างร่าเริง
ผมยืนพิงขอบตู้ไม้พลางกอดอกมองดูภาพความสุขของสองพี่น้องที่ผลัดกันลูบขนเ้าบัตเตอร์คัพและหยอกล้อกับบลูกายด้วยรอยยิ้มจางๆอลิซ่าเดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าเกรงใจพร้อมกับกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ต้องขอโทษจริงๆ นะคะคุณดัสก์บอร์น ที่ความซนของลูกชายฉันทำให้คุณต้องเสียเวลาอันมีค่ามาทั้งวันแบบนี้”
“ไม่เป็ไรเลยครับคุณอลิซ่าอย่างที่บอกไปว่าวันนี้ผมเองก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากห้องทำงานบ้างเหมือนกัน”ผมตอบด้วยท่าทางสบายๆ พลางบุ้ยปากไปทางตู้เสื้อผ้า “ส่วนเื่กลไกนั่นผมกับเกียร์ช่วยกันหยอดน้ำมันและปรับจูนสลักใหม่ให้แล้วนะครับต่อไปมันจะใช้งานได้ลื่นไหล ไม่ติดขัดจนขังใครไว้ข้างในอีกแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างกลับเข้าที่เข้าทางผมจึงเอ่ยขอตัวลากลับลูคัสรีบวิ่งมาดักหน้าผมแล้วก้มหัวขอบคุณอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้
“ขอบคุณมากครับท่านที่ปรึกษา แล้วก็ ขอบคุณเกียร์ด้วยนะครับ”ลูคัสเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น“ผมสัญญาครับว่าจะดูแลบลูกายกับบัตเตอร์คัพให้ดีที่สุด จะไม่แอบทำอะไรเสี่ยงๆแบบนี้อีกแล้วครับ”
“ฝากด้วยนะเ้าหนู แต่อย่าลืมล่ะ ความลับน่ะ ยิ่งซ่อนมันยิ่งหนักบอกความจริงกับคนที่ไว้ใจได้ั้แ่แรกจะดีที่สุด” ผมตบไหล่เขาเบาๆก่อนจะหันไปโบกมือให้ลิซ่าที่กำลังกอดแมวแน่น
“ลาก่อนนะเด็กๆ ไว้เจอกันใหม่”
ผมเดินออกมาจากบ้านหลังนั้นท่ามกลางเสียงะโลาที่ดังไล่หลังมาเด็กๆ ยืนโบกมือให้จนกระทั่งประตูบ้านปิดลงความเงียบงันเริ่มกลับมาปกคลุมอีกครั้งขณะที่ผมเดินทอดน่องไปตามถนนสายหลักของลอนดอนที่มีหมอกจางๆเริ่มโรยตัวลงมา แม้จะรู้ดีว่าการกลับไปที่สถานีตำรวจตอนนี้คงไม่มีงานอะไรให้ทำนอกจากนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเดิมซ้ำอีกรอบ
แต่แล้ว...ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังสงบเงียบ จู่ๆเกียร์ที่เกาะอยู่บนไหล่ก็กระพือปีกพรึ่บพรั่บอย่างรุนแรงจนผมแทบเสียหลักเลนส์กล้องของมันขยายออกพร้อมกับเสียงร้องเตือนที่เปลี่ยนโทนเป็เคร่งขรึมทันที
"เกี๊ยะ! นายท่าน หยุดก่อน"มันะโออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื่นเต้น "ข้าััได้กระแสลมแถวนี้มันผิดปกติ มันมีความผันผวนของมานาที่คุ้นเคยมาก เป็ไปได้ว่าใกล้ๆนี้น่าจะมีประตูที่หายใจได้ ที่เราตามหามาตลอดเกี๊ยะ!"
หัวใจผมกระตุกวูบความดีใจพลุ่งพล่านขึ้นมาจนปิดไม่มิด ประตูที่หายใจได้รอยแยกมิติที่ไร้ร่องรอยและเอาแน่เอานอนไม่ได้ มันเงียบหายไปนานหลายเดือนนับั้แ่ผมเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาและนั้นทำให้ผมติดค้างอยู่ที่นี้โดยไร้ทางกลับบ้าน แต่นึกไม่ถึงว่าจู่ๆมันจะมาปรากฏขึ้นกลางวันแสกๆ แบบนี้!
"แกแน่ใจนะเกียร์" ผมถามย้ำพลางกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างระวัง
"เกี๊ยะ! เซนเซอร์ของข้าไม่มีทางพลาด กลิ่นอายของประตูมิติและกระแสลมมันโชยออกมาจากตรอกข้างหน้านี่เองตามข้ามาเร็วเข้านายท่าน!"
ผมเร่งฝีเท้าจนมาถึงตรอกแคบๆแห่งหนึ่งที่ลมกรรโชกแรงผิดปกติแรงลมนั้นรุนแรงจนชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างบ่นอุบด้วยความรำคาญใจบ้างก็รีบดึงหมวกลงมาปิดหน้าพรางสาปแช่งสภาพอากาศที่แปรปรวนของลอนดอน
แต่สำหรับผมคนที่มาจากโลกที่เต็มไปด้วยมานา ผมมองเห็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่มีวันมองเห็นตรงศูนย์กลางของพายุหมุนนั้นมีช่องว่างมิติสีดำสนิทขยายตัวอยู่อย่างเงียบเชียบขนาดของมันใหญ่โตกว่าครั้งไหนๆ ที่ผมเคยพบเจอในโลกใบนี้
"นายท่าน! ไม่ผิดแน่เกี๊ยะ นี่คือประตูที่หายใจได้ของจริง"เกียร์ะโแข่งกับเสียงลม เลนส์ตาของมันสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
ผมจ้องมองหลุมดำลึกลับนั้นอยู่นานครู่หนึ่งขณะที่ผู้คนรอบข้างยังคงเดินผ่านไปมาโดยเห็นเพียงความว่างเปล่าและััได้แค่กระแสลมแรงผมก้าวเข้าไปใกล้ใจกลางมิติที่กำลังสั่นไหวพลางหยิบสมุดจดบันทึกออกมาเปิดไปยังหน้าแผนที่ลอนดอน ผมบรรจงทำสัญลักษณ์พิเศษทับลงไปบนตำแหน่งปัจจุบันเพื่อบันทึกจุดที่รอยแยกปรากฏ
"เอาละเกียร์... กลับบ้านกันเถอะ"
ผมสูดหายใจลึกก่อนจะก้าวเข้าสู่ช่องว่างสีดำมืดมิดนั้นพร้อมกับนกเหล็กคู่ใจร่างกายของผมรู้สึกเหมือนถูกบีบอัดและเหวี่ยงผ่านอุโมงค์แห่งกาลเวลาเพียงชั่วอึดใจ
แต่แล้วความหวังที่พองโตก็มลายหายไปทันทีที่ฝ่าเท้าััพื้น
อากาศที่สูดเข้าไปยังคงเป็กลิ่นเขม่าควันและไอน้ำอันคุ้นเคยของลอนดอนผมมองไปรอบตัวด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง ป้ายร้านค้าฝั่งตรงข้ามที่เขียนว่าโรงรับจำนำประจำเขตเหนือ ยืนยันชัดเจนว่าผมยังคงติดอยู่ในโลกเดิมเพียงแค่ถูกส่งมาอยู่อีกฟากหนึ่งของลอนดอนเท่านั้น
ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มโปรดขึ้นมาก่อนจะถอนหายใจยาวพลางจรดปากกาขีดฆ่าสัญลักษณ์ที่เพิ่งเขียนลงไปเบาๆไม่ได้รุนแรงแต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย
“เห้อ... ประตูนี้ก็ยังไม่ใช่ทางกลับบ้านสินะ”ผมพึมพำกับตัวเองพลางเก็บสมุดลงกระเป๋าเสื้อ“ดูท่าว่า์จะอยากให้ฉันอยู่จิบชาที่ลอนดอนต่ออีกสักพักล่ะมั้งเกียร์”
เ้าปีกเหล็กบนไหล่ผมคอตกจนเลนส์กล้องดูหม่นแสงลงไปถนัดตา“เกี๊ยะ... นายท่าน ข้าเริ่มคิดแล้วนะว่าตัวจับกระแสลมของข้ามันอาจจะรวนหรือไม่ไอ้ทางกลับบ้านนั่นมันก็ขี้อายเกินไปหน่อย”
ผมยิ้มมุมปากให้กับคำประชดของคู่หูพลางหมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินออกจากตรอกมืดๆนั่นด้วยความเซ็งที่เริ่มกลายเป็ความชินชา...ทว่าในจังหวะที่ฝีเท้ากำลังจะขยับนั้นเอง สัญชาตญาณที่ถูกลับมาอย่างดีจากการเอาชีวิตรอดมาอย่างหลายพันปีของผมก็รู้สึกได้
ฟุ่บ!
เสียงแหวกอากาศแหลมเล็กและเย็นเฉียบดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังผมไม่ได้หันไปมองแต่เลือกที่จะเอียงคอหลบตามความรู้สึกที่แล่นพล่านไปตามแนวกระดูกสันหลัง
เคร้ง!
มีดสั้นเล่มบางพุ่งเฉียดใบหูผมไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดก่อนจะปักเข้ากับกำแพงอิฐด้านข้างอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟคมมีดนั้นยังคงสั่นระริกสะท้อนแสงไฟสลัวจากถนนใหญ่
“เกี๊ยะ! นายท่าน! มีแขกไม่ได้รับเชิญ!”เกียร์ะโลั่นพลางโผบินขึ้นจากไหล่แสงเลนส์ตาสีแดงของมันสว่างวาบขึ้นในความมืดพร้อมกับกางปีกเหล็กออกเตรียมจู่โจม
ผมไม่ได้ตื่นตระหนกแต่กลับค่อยๆ หันไปจ้องมองลึกเข้าไปในความมืดของตรอกที่เพิ่งเดินออกมามุมปากของผมยกขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกสนุก
“ดูท่าว่า... วันนี้จะไม่ได้จบลงแค่เื่แมวหายซะแล้วล่ะมั้ง?”
ผมกระชับถุงมือให้แน่นขึ้นสายตาจับจ้องไปยังเงาร่างลึกลับที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากมุมมืดพร้อมกับความกดดันที่เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ