บทที่ 67 โซ่เทพเจ้า!
‘แต่ทำไมพลังป้องกันของเขาถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ล่ะ?’ ชายชราคิดขึ้นอย่างสงสัยภายในใจ ตามที่ได้ยินมาการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มือเปล่าสิ้นแสงจันทราไม่ได้ช่วยเพิ่มพลังป้องกันของร่างกายแม้แต่น้อย
การที่เทพวายุมีพลังป้องกันแข็งแกร่งจนกระทั่งดาบเรืองแสงยังไม่สามารถทำร้ายร่างกายได้นั้นแสดงว่าเทพวายุจะต้องมีไพ่ลับซ่อนอยู่บนมือแน่นอน
“เป็นอะไรไป ทีแรกยังเห็นเจ้าต้องการสังหารข้าอยู่เลยนี่ พอรู้ว่าข้าฝึกฝนศิลปะการต่อสู้สิ้นแสงจันทรากลับกลัวจนหัวหดเลยรึไง? ฟู่วว~ ที่เขาว่ากันว่าเจ้ายิ่งแก่ยิ่งขี้ขลาดเนี่ยเป็นเรื่องจริงสินะ”
เทพวายุส่ายหัวไปมาพลางถอนหายใจจากนั้นก็มองหน้าชายแก่อย่างกวนๆ ชายชรามองหน้าของเทพวายุแล้วอดรู้สึกอยากต่อยไม่ได้ เมื่อก่อนยังเคารพมันราวกับอาจารย์อยู่เลยทว่าเวลานี้กลับไม่ให้ความเคารพมันแม้แต่นิด ชายแก่ไม่คิดว่าจะมีวันที่อีกฝ่ายเป็นแบบนี้
“ข้ายอมรับ ด้วยพลังทั้งหมดของเจ้าในตอนนี้ชีวิตของข้าจะจบสิ้นเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา ทว่าถึงข้าจะตายไปก็ยังมีเทพอีกมากมายที่เจ้าจะต้องการเจอในอนาคต เทพแต่ละตนล้วนแข็งแกร่งกว่าข้าทั้งนั้น เจ้าคิดดีแล้วหรือว่าจะเลือกหนทางนี้?”
แม้ว่ามันจะใช้พลังทั้งหมดต่อสู้กับเทพวายุมันก็ไม่สามารถชนะอีกฝ่ายได้อยู่ดี อีกอย่างในอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อนเทพวายุกับตัวมันก็เคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ชายแก่ก็ไม่อยากให้เทพวายุเดินบนเส้นทางนี้ เพราะงั้นชายชราจึงโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง หวังว่าเทพวายุจะเปลี่ยนเส้นทางตอนนี้
“ต่อให้เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยเลือดข้าก็ไม่ยอมเปลี่ยนเส้นทาง ในสงครามครั้งนั้นข้าคิดว่าตนเองได้สูญเสียเหตุผลทั้งหมดของการมีชีวิตไปหมดแล้ว แต่อีกสิบปีถัดมาข้าพลันคิดเหตุผลในการมีชีวิตใหม่ได้ และเพราะแบบนั้นเทพเจ้าทั้งหมดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นจะต้องตาย!”
แววตาเทพวายุเผยความหนักแน่นและจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นํ้าเสียงที่ใช้นั้นเป็นการประกาศให้ทุกสิ่งมีชีวิตรับรู้ว่าต่อให้เขาจะต้องตายเขาก็จะไม่มีวันล้มเลิกสิ่งที่ตนคิดเด็ดขาด
สายฝนซึ่งอยู่ในร่างเทพวายุพลันรับรู้อารมณ์ของอีกฝ่าย แตกต่างจากคำพูดและแววตาอันแสนแน่วแน่ อารมณ์ของเทพวายุในตอนนี้ไม่มั่นคงอย่างที่มันควรเป็นเอาซะเลย
เวลานี้อารมณ์เทพวายุมีหลายอารมณ์ปนเปกันไปหมด ทั้งเศร้าเสียใจ โกรธเกรี้ยว และอื่นๆ ทุกครั้งที่เทพวายุกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นในสงครามอารมณ์ของเขาจะไม่มั่นคงตลอด นี่ทำให้สายฝนอดสงสัยไม่ได้
“งั้นก็ขอให้หลังจากนี้เจ้าโชคดีแล้วกัน” ชายชรากล่าวด้วยนํ้าเสียงเสียใจและเสียดาย วินาทีถัดมาเทพวายุพลันเริ่มจู่โจมชายแก่อีกครั้ง หมัดขวาถูกชกออกไป
ปึง! หมัดชกเข้าตำแหน่งหัวใจของชายชราเต็มๆ แม้ชายแก่จะรู้ว่าเทพวายุใช้ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าสิ้นแสงจันทราแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ชายชราหลบหมัดเทพวายุพ้นเลย
“อัก!” ชายแก่กระอักเลือดออกจากปาก ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในมือเกือบหลุด ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดชายชราพยายามจับดาบศักดิ์สิทธิ์ให้แน่นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แววตาปรากฏความตื่นเต้นเล็กน้อย มันไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว
หลังจากสงครามในตอนนั้นชายชราก็ไม่เคยใช้พลังเต็มที่เลย มาวันนี้วันที่ต้องต่อสู้กับเทพวายุ ดูเหมือนว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะสู้กับอีกฝ่ายโดยไม่ใช้พลังทั้งหมด เพราะหากยังเก็บพลังเอาใว้เกรงว่าตัวมันคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเทพวายุแต่เป็นกระสอบทรายซะมากกว่า
ฉับพลันทักษะการลงทัณฑ์แห่งเทพแสงถูกเรียกใช้งาน ดาบเรืองแสงหนึ่งร้อยหนึ่งเล่มปรากฏจากความว่างเปล่าด้านหลังชายชรา
“โซ่เทพเจ้า!” วินาทีนั้นชายแก่ก็ตะโกนขึ้นมากะทันหัน นี่คือทักษะอีกอย่างของมัน และทักษะนี้ก็เป็นทักษะแต่กำเนิดของมันด้วย
เดิมมันไม่ได้ชื่อโซ่เทพเจ้าแต่เพราะทักษะถูกยกระดับมันเลยกลายเป็นชื่อนี้ สิ้นสุดเสียงตะโกนชายแก่ โซ่สีเงินแวววาวก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ไม่ใช่โซ่แค่เส้นเดียว ยังมีโซ่อีกหลายร้อยเส้นโผล่ขึ้นตามมา โซ่หลายร้อยเส้นพุ่งเข้าหาร่างเทพวายุต้องการจับตัวอีกฝ่าย
“เจ้าสามารถสร้างโซ่เกินห้าร้อยเส้นได้แล้ว” เทพวายุพูดเบาๆพลางหลบโซ่เทพเจ้าเส้นหนึ่งที่พุ่งเข้ามา หลังหลบเส้นแรกพ้นแล้วโซ่เทพเจ้าเส้นต่อมาก็เข้าถึงตัวเขาพอดี ระยะใกล้เกินกันไป! เทพวายุไม่สามารถหลบโซ่เส้นนี้พ้นอย่างแน่นอน ต่อให้หลบพ้นก็จะมีโซ่เส้นใหม่ตามมา
เทพวายุใช้ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าสิ้นแสงจันทรารับมือกับโซ่เทพเจ้า เขาใช้หมัดต่อยใส่โซ่สีเงินแต่โซ่สีเงินกลับไม่เป็นอะไรเลย มันใช้จังหวะที่เทพวายุชะงักไปชั่วครู่มัดข้อมือของเขาใว้แน่นใจ
“เจ้าโซ่บ้านี่น่ารำคาญขึ้นเยอะจริงๆ” เทพวายุพยายามทำลายโซ่ซึ่งมัดข้อมือเขาทว่าไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่โซ่ก็ยังคงเหมือนเดิม
“ไอ้แก่เวร!”
การรับมือกับโซ่เทพเจ้าด้วยแขนข้างเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพียงไม่นานแขนข้างที่เหลือของเทพวายุก็ไม่สามารถใช้ได้ ใช่แล้ว! ตอนนี้เทพวายุกำลังถูกโซ่เทพเจ้ามัดข้อมือทั้งสองใว้ เมื่อไม่สามารถใช้แขนทั้งสองข้างได้ภายในสามนาทีข้อเท้าอีกสองข้างของเทพวายุก็ถูกมัด วินาทีนี้เขาสามารถขยับร่างกายได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“การขยับร่างกายไม่ใช่ง่ายๆเลย” เทพวายุพึมพำขณะลองขยับแขนข้างขวาดู ผลปรากฏว่าความเร็วของเขาลดลงแปดส่วนสิบเลยทีเดียว ทักษะเทพเจ้าไม่ได้มีดีแค่ชื่อจริงๆ
“เทพเจ้า”ทักษะที่มีคำนี้ในชื่อล้วนไม่ธรรมดาทั้งสิ้น เทียบความเร็วกับโซ่เทพเจ้า ดาบเรืองแสงช้ากว่ามาก ก่อนที่ดาบเรืองแสงจะถึงตัวเทพวายุโซ่เทพเจ้าก็ได้มัดข้อมือข้อเท้าของเขาใว้เรียบร้อยแล้ว
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
เนื่องจากโซ่เทพเจ้าได้มัดข้อมือข้อเท้าเขาเอาใว้เทพวายุจึงมีความเร็วลดลงหลายเท่า เขาสามารถหลบดาบเรืองแสงพ้นแค่สี่เล่มเท่านั้น ดาบเรืองแสงที่เหลือจากนั้นเขาไม่สามารถหลบได้เลยแม้แต่เล่มเดียว
โชคดีที่ร่างกายเขานั้นแข็งแกร่งทนทานสุดๆ เพราะงั้นจึงไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก ทว่ายิ่งดาบเรืองแสงโจมตีโดนเทพวายุมากขึ้นบาดแผลของเขาก็ยิ่งมากกว่าก่อน
สิบเล่ม…...ห้าสิบเล่ม………..หนึ่งร้อยเล่ม……………...หนึ่งร้อยห้าสิบเล่ม…….สองร่อยเล่ม……….สองร้อยห้าสิบเล่ม
เทพวายุโดนดาบเรืองแสงฟันและแทงอยู่เรื่อยๆ เวลาไหลผ่านไปหลายนาที เวลานี้เทพวายุกลับมาไร้เสื้อผ้าอีกครั้ง ร่างกายอันแข็งแกร่งของเขาปรากฏแบดแผลจำนวนมากที่เกิดจากการโจมตีของดาบเรืองแสงหลายร้อยเล่ม
เลือดอาบทั่วร่างเทพวายุ แม้ทั่วร่างกายจะเต็มไปด้วยโลหิตสีแดงฉานแต่ดวงตาคู่ของเขายังคงสงบนิ่ง สงบนิ่งราวกับเลือดที่อยู่ตามร่างกายไม่ได้ส่งผลใดๆต่อเขาทั้งสิ้น แววตาไร้อารมณ์
“...” เทพวายุเงียบ ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขาเพียงใช้สายตาสงบนิ่งจ้องชายชรา ร่างกายที่เต็มไปด้วยเลือดบวกกับดวงตาสงบนิ่งไม่สามารถบ่งบอกอารมณ์ใดๆจากมันได้ทำให้วินาทีนี้เทพวายุดูน่ากลัว รอบข้างเงียบ ชายชราหยุดเคลื่อนไหวและไม่ได้โจมตีต่อเพราะมันรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ชายแก่รู้สึกว่ารอบข้างเวลานี้อึมครึม อากาศก็ดูเหมือนจะหนาวขึ้นด้วย
---
จบบทที่ 67 โซ่เทพเจ้า!