เมื่อลู่สืออินอุ้มลู่สือหลิงตรงไปที่หอจันทราลู่สือม่านก็ไม่รอช้ารีบเดินติดตามไปด้วย ซวีจื่ออิงก็รีบตามไปด้วยเช่นเดียวกันด้วยเกรงว่าพี่สาวต่างมารดาทั้งสองของตนเองจะไปตามคนมารุมทำร้ายนางอีก
“ม่านม่านรอข้าด้วย”เสียงของซวีจื่ออิงทำให้คนที่ยืนมองเหตุการณ์บนชั้นสองของหอเมฆายิ้มออกมาในทันที
“ดูเหมือนว่าผู้บำเพ็ญที่พึ่งจะเข้าใหม่ในปีนี้จะน่าสนใจไม่ใช่น้อยแม้ว่าจะอยู่ในขั้นฝึกตนแต่กลับสามารถหลอมยาลูกกลอนเพิ่มพลังปราณขั้นสองได้ช่างน่าสนใจจริงๆ”ไป๋เฟิงเอ่ยออกมาพลางจ้องมองลู่สือม่านที่กำลังเดินติดตามพี่ชายและน้องสาวของนางไปยังทิศที่ตั้งของหอจันทรา
“เ้าหมายถึงคุณหนูใหญ่จวนเ้าเมืองผู้นั้นหรือ”ซวีจื่อหานเอ่ยถามออกมาพลางจ้องมองไปยังทิศที่น้องสาวต่างมารดาหายลับไป
“น้องสาวของเ้าก็ไม่ธรรมดาพวกนางอยู่ในขั้นสร้างปราณก็จริงแต่กลับไม่ลังเลเลยที่จะรวบรวมพลังโจมตีผู้ที่อ่อนด้อยกว่าอีกทั้งหนึ่งในคนที่พวกนางรังแกยังเป็น้องสาวในจวนของพวกนางอีกด้วย”เมื่อไป๋เฟิงเอ่ยเช่นนี้ซวีจื่อหานก็พลันยิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อน แล้วจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอับอาย
“ทำให้เ้าได้เห็นเื่ขบขันแล้วท่านแม่ตามใจพวกนางมากจนเกินไปทำให้พวกนางหลงลำพองและคิดว่าตนเองสูงส่งกว่าผู้อื่น”
“เ้าไม่ต้องรู้สึกอับอายเพราะพวกนางหรอกถึงอย่างไรต่อให้เป็สายเืเดียวกันก็หาได้เหมือนกันไม่เพียงแต่ข้าขอแนะนำเ้าว่าควรจะกำราบพวกนางเอาไว้บ้างด้วยนิสัยเช่นนี้ของพวกนางวันหน้าพวกนางจะต้องหาเื่เดือดร้อนมาให้เ้าเป็แน่”คำพูดของไป๋เฟิงทำให้ซวีจื่อหานพยักหน้า
“เื่นี้ข้าคิดเอาไว้แล้วว่าต้องกำราบพวกนางเอาไว้เสียบ้างถึงอย่างไรพวกนางก็เป็บุตรสาวของท่านพ่อการที่เอานามของท่านพ่อมาอวดอ้างบารมีที่นี่มีแต่จะทำให้ชื่อเสียงของท่านพ่อต้องมัวหมอง”ซวีจื่อหานเอ่ยพลางจ้องสีหน้าของสหายแล้วจึงได้เอ่ยถามออกมาตามตรง
“ว่าแต่เ้าเถิดออกจากด่านกักตนก่อนกำหนดเช่นนี้ไม่กลัวว่าท่านอาจารย์จะตำหนิหรือ”คำถามของซวีจื่อหานทำให้ไป๋เฟิงพลันรู้สึกเหนื่อยหน่ายขึ้นมาในทันที
“แม้แต่อาจารย์ก็ยังยากที่จะผ่านเข้าสู่ขั้นฝานซูแล้วข้าจะเป็ลูกศิษย์คิดล้างครูด้วยการแซงหน้าอาจารย์ได้อย่างไร”ไป๋เฟิงเอ่ยพลางจ้องมองท้องฟ้าด้วยอารมณ์ที่ไม่คงที่เขาอยู่ในขั้นสุดท้ายของฮว่าเสินแล้วเพียงแต่เขาบำเพ็ญมาตั้งหลายปีแต่กลับยังไม่รุดหน้า
แรกเริ่มเดิมทีเขาคือลูกศิษย์ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดของปรมาจารย์เวินเหยียนผู้เป็เ้าสำนักถงซานแห่งนี้พลังปราณของเขาเข้าสู่ขั้นฮว่าเสินั้แ่อายุสิบขวบผู้คนต่างกล่าวขานกันว่าพร์อันล้ำค่าของเขาจะต้องทำให้เขาสามารถบรรลุขั้นต้าเฉิงได้เป็คนต่อไปอย่างแน่นอน
แต่ขั้นฮว่าเสินนี้เขาบำเพ็ญมาตั้งหลายปีจนยามนี้อายุย่างเข้ายี่สิบปีแล้วเขาก็ยังไม่มีความก้าวหน้า ทำให้คำพูดยกยอที่เคยได้รับจากผู้คนจางหายไปในที่สุดส่วนความฮึกเหิมและความคาดหวังที่มีต่อตนเองของเขาก็พลันจางหายไปเช่นเดียวกันบัดนี้พลังปราณของเขาอยู่ในระดับปริ่มคอขวดของขั้นฮว่าเสินแล้วอีกแค่เพียงนิดเดียวก็จะสามารถผ่านพ้นคอขวดไปอยู่ในขั้นฝานซูแต่เขาก็ยังไม่อาจจะหลุดพ้นจากคอขวดนี้สักทีในใจจึงเกิดความท้อแท้จนต้องออกจากด่านกักตนก่อนกำหนด
“ข้าอยากจะพักผ่อนสักพักเ้าอย่าพึ่งบอกเื่นี้กับอาจารย์เล่า” ไป๋เฟิงเอ่ยพลางยิ้มออกมายามนี้ปรมาจารย์เวินเหยียนกำลังอยู่ใน่กักตนเพื่อพยายามเข้าสู่ขั้นฝานซูเช่นเดียวกันกับเขาดังนั้นเื่ที่เขาออกจากด่านกักตนก่อนกำหนดนี้หากไม่มีผู้ใดไปแจ้งให้ปรมาจารย์เวินเหยียนรู้ท่านปรมาจารย์ก็จะไม่มีทางรู้แน่ว่าเขาออกจากด่านกักตนแล้ว
“วางใจเถิดนอกจากข้าแล้วก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเ้าออกจากด่านกักตนแล้วส่วนทางด้านอาจารย์ยามนี้กำลังอยู่ใน่สำคัญของท่านข้าไม่กล้าไปรบกวนท่านอาจารย์ด้วยเื่ของเ้าแน่” ซวีจื่อหานเอ่ยพลางจ้องมองสหาย
ไป๋เฟิงเป็ชายหนุ่มที่มีที่มาไม่แน่ชัดแม้จะบอกกับทุกคนว่าเป็แค่เพียงลูกชาวนามีฐานะยากจนแต่บุคลิกและท่วงท่ากลับแตกต่างจากชาวบ้านธรรมดาทั่วไปยังมีพลังปราณติดตัวก่อนเข้าสำนักของเขาอีกซวีจื่อหานไม่เคยเชื่อเลยว่าไป๋เฟิงผู้นี้เป็แค่เพียงลูกชาวนาทั่วไปอย่างที่เขาบอกกับผู้อื่น
“กักตนนานหลายเดือนปี้จื่อคงจะเหงาน่าดูข้าขอตัวไปหาปี้จื่อก่อนนะ”เมื่อเอ่ยจบไป๋เฟิงก็เหินร่างขึ้นขี่กระบี่ของตนเองแล้วบินทะยานเข้าไปในป่าต้องห้ามในทันทีทิ้งให้ซวีจื่อหานจ้องมองเงาร่างของเขาด้วยสายตาอันซับซ้อน
“ข้าไม่รู้ว่าตนเองควรจะริษยาเ้าหรือว่าควรจะสงสารเ้าดีข้าริษยาเ้าที่เ้าประสบความสำเร็จั้แ่อายุยังน้อยแต่ข้าก็สงสารเ้าที่เ้าถูกความคาดหวังกดทับจนติดกับดักแห่งความคาดหวังเ่าั้”ซวีจื่อหานเอ่ยพึมพำออกมา แล้วก็พลันคิดถึงตนเอง
ตัวเขาเองก็ถูกความคาดหวังกดทับตนเองเช่นเดียวกันเพียงแต่เป็ความคาดหวังที่มีต่อตัวเขาหาได้ยิ่งใหญ่จนต้องบรรลุถึงขั้นต้าเฉิงแต่ในฐานะที่เขาคือคุณชายใหญ่ของสกุลซวีความคาดหวังของคนในสกุลที่มีต่อเขาจึงมีมากเป็พิเศษอย่างน้อยเขาก็ไม่ควรจะด้อยกว่ามหาราชครูซวีหยวนผู้เป็บิดาของเขายามนี้เขาที่อยู่ในขั้นหยวนอิงและกำลังจะเข้าสู่ขั้นฮว่าเสินจึงหาได้มีความกดดันมากมายนักเพราะถ้าเทียบกับบิดาแล้วในตอนที่อายุเท่ากันนับว่าเขามีความก้าวหน้ามากกว่าบิดาอยู่เล็กน้อย
เมื่อคิดถึงความคาดหวังของคนในสกุลซวีจื่อหานก็พลันคิดได้ว่าทั้งซวีจื่อเหมยและซวีจื่อหลันควรจะต้องถูกลงโทษกฎในสำนักหย่อนยานนั่งคือเื่ของผู้คุมกฎ แต่กฎของสกุลซวีของเขาหาได้หย่อนยานไม่ในเมื่อพวกนางคิดง่ายๆ ว่ายามอยู่นอกจวนแล้วจะรอดพ้นจากกฎของสกุล ตัวเขาจะทำให้พวกนางเห็นเองว่าพวกนางคิดผิดแล้ว
ทางด้านลู่สือม่านยามนี้นางกำลังนั่งอยู่ในหอจันทราฉินชวนนับว่าเป็หนึ่งในผู้าุโที่นางใฝ่ฝันอยากจะฝากตัวเป็ศิษย์ยามนี้เมื่อได้เห็นเขากำลังตรวจดูอาการของลู่สือหลิงในใจของนางก็ยิ่งทวีความเลื่อมใสในตัวของอาจารย์ผู้นี้มากยิ่งขึ้น
“ยาลูกกลอนเพิ่มพลังปราณที่เ้ากินพอจะมีเหลือให้ข้าได้ตรวจสอบได้หรือไม่” ฉินชวนเอ่ยถามด้วยความสนใจยาลูกกลอนที่เด็กสาวตรงหน้ากินเข้าไปแม้ว่าประสิทธิภาพจะยังไม่อาจจะเทียบเท่ากับยาที่เขาปรุงแต่การที่มีคนสามารถปรุงยาลูกกลอนเพิ่มพลังปราณขั้นสองได้เพิ่มขึ้นมาอีกคนมันทำให้เขารู้สึกสนใจยิ่งนัก
“ยาลูกกลอนไม่ได้อยู่ที่ข้าหรอกเ้าค่ะท่านอาจารย์ฉินแต่ยาอยู่ที่นางต่างหาก” ลู่สือหลิงเอ่ยพลางชี้มาที่ลู่สือม่านทำให้ลู่สือม่านกลายเป็จุดความสนใจของฉินชวนในทันที
“ผู้ใดมอบยาให้เ้าหรือ”ฉินชวนเอ่ยถามลู่สือม่านด้วยความสนใจ ในบรรดาลูกศิษย์ของเขาทุกคนล้วนเป็คนเย่อหยิ่งและเก็บตัวไม่มีทางที่พวกเขาจะลดลำดับขั้นพลังปราณตนเองมาปรุงยาเพิ่มพลังปราณขั้นสองแล้วมอบให้ผู้อื่นแน่ซึ่งนั้นย่อมหมายความว่าคนที่ปรุงยาชนิดนี้ไม่ใช่หนึ่งในบรรดาลูกศิษย์ของเขา
“ข้าเป็คนปรุงยาลูกกลอนนี้เองเ้าค่ะ”ลู่สือม่านเอ่ยออกมาด้วยความขัดเขิน
เดิมทียาลูกกลอนนี้นางปรุงขึ้นเพื่อจะเพิ่มพลังปราณให้แก่ตนเองแต่ยาที่ได้กลับเป็ขั้นสองนางจึงยังไม่กล้ากินทำได้แค่เพียงเก็บเอาไว้ในถุงผ้าเพียงเท่านั้นสาเหตุที่นางมอบให้ลู่สือหลิงก็เพราะคิดว่าลู่สือหลิงมีพลังปราณอยู่ในขั้นสร้างฐานเหมาะที่จะกินยาเพิ่มพลังปราณนี้พอดี
เพียงแต่ลู่สือม่านไม่เคยรู้เลยสักนิดว่าลู่สือหลิงมีพลังปราณอยู่ใน่สูงสุดของขั้นสร้างฐานพอดีพอลู่สือหลิงกินยาลูกกลอนเข้าไปแล้วพลังปราณของลู่สือหลิงก็ทะลุเข้าสู่ขั้นสร้างฐานโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเพราะไม่ได้เตรียมตัวที่จะข้ามขั้นร่างกายทนรับไม่ไหวจึงได้มีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอย่างที่ลู่สือหลิงกำลังเป็อยู่