หลังจากที่ทั้งสามหนีเข้ามาภายในถ้ำ พวกเขาก็รีบพาหลี่ซวนที่กำลังหมดสติมาวางลงบนพื้น เืสีแดงสดกระอักเปรอะเปื้อนเต็มหน้าอกเสื้อของเขา
"ฮึก... ฮือ..." ถงจื่ออันกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ "เราจะทำอย่างไรดี... หลี่ซวนเขา..."
ั้แ่เกิดมา เขาแทบไม่เคยร้องไห้เพราะเื่ใด แม้แต่ตอนถูกมารดาลงโทษอย่างหนัก เขายังไม่เคยหลั่งน้ำตาเช่นนี้ แต่เมื่อเห็นสหายที่เติบโตมาด้วยกันได้รับาเ็สาหัส เขากลับรู้สึกเ็ปยิ่งกว่าตนเองาเ็เสียอีก
จี้อันที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่กำหมัดแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอันหนักอึ้ง
"เป็เพราะข้า... หากตอนนั้นข้าไม่หยุดวิ่ง หลี่ซวนก็คงไม่ต้อง..."
แม้จี้อันจะเป็คนสุขุมและเยือกเย็นมาตลอด แต่ในเวลานี้ เขากลับโทษตัวเองไม่หยุด ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกสติของตนเองกลับมา
"ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาโทษตัวเอง สิ่งสำคัญกว่าคือ... ถ้ำแห่งนี้คือสถานที่ใดกันแน่"
รอบด้านมืดมิดและเงียบสงัด แทบไม่มีร่องรอยของสัตว์อสูรหรือสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย แม้แต่พวกค้างคาวที่ควรอาศัยอยู่ในถ้ำลึกก็ยังไร้เงา
ยังไม่ทันสิ้นเสียง... เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็พลันดังกึกก้องมาจากด้านหน้าปากถ้ำ!
ตึง! ตึง! ตึง!
สัตว์ป่าฝูงใหญ่กำลังวิ่งหนีทะลักผ่านหน้าปากถ้ำไป จี้อันเห็นดังนั้น สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที
"เร็ว! รีบเข้าไปด้านใน! ต่อให้ไม่รู้ว่าข้างในมีสิ่งใด อย่างน้อยก็ยังดีกว่าถูกฝูงอสูรเหยียบตายอยู่ตรงปากถ้ำนี้!"
ถงจื่ออันพยักหน้ารับทันที เขารีบแบกร่างของหลี่ซวนแล้ววิ่งลึกเข้าไปภายในถ้ำ ท่ามกลางเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของทั้งสองคน...
...ในห้วงความฝันอันมืดมิด
รอบด้านมีเพียงความว่างเปล่าและความมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด ไม่มีแสง ไม่มีเสียง ไม่มีแม้แต่สายลมพัดผ่าน
หลี่ซวนค่อยๆ ลืมตาขึ้น พลางมองไปรอบด้านด้วยความสับสน
"ที่นี่... ที่ใดกัน"
เขาพยายามก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ว่าก้าวไปไกลเพียงใด ภาพเบื้องหน้าก็ยังคงเป็ความมืดมิดเช่นเดิม ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด
"แปลก..." หลี่ซวนค่อยๆ ก้มมองฝ่ามือของตน เขาััได้ถึงลมหายใจ ััได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นระทึก แม้กระทั่งความรู้สึกยามเท้าััลงบนพื้นที่มองไม่เห็น "ข้าไม่เคยจำได้ว่าความฝันจะสมจริงถึงเพียงนี้... หรือว่า..."
สีหน้าของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็ซีดขาว "ข้า... ตายแล้วงั้นหรือ..."
เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้น หัวใจของเขาก็พลันหนักอึ้ง ภาพของท่านปู่ ลุงซ่งิ ถงจื่ออัน และจี้อัน ค่อยๆ ลอยเข้ามาในห้วงความคิด
"ท่านปู่... ทุกคน... ข้ายังไม่อยากตาย..."
เขากำหมัดแน่น แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่รู้สึกอยู่นี้คือความฝันหรือความจริงกันแน่
ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นจากที่ไกลแสนไกล
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงนั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามา แต่เมื่อหลี่ซวนหันกลับไปมอง กลับพบเพียงความว่างเปล่า จากนั้นเสียงหัวเราะอันอบอุ่นของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ดังก้องขึ้น
"ฮ่าๆ เด็กคนนี้... ช่างน่ารักเหมือนเ้าเสียจริง"
หลี่ซวนสะดุ้งสุดตัว "นะ... นั่นเสียงผู้ใดกัน?!" เขารีบมองไปรอบด้านด้วยความตื่นตระหนก
ไม่นาน เสียงของสตรีผู้หนึ่งก็ดังตอบกลับ น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและนุ่มนวล ราวกับสายลมยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิ
"เช่นนั้น... พวกเราจะตั้งชื่อให้เด็กคนนี้ว่า..."
หลี่ซวนเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงระทึก เขาพยายามตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ แต่ก่อนที่นางจะทันได้เอ่ยนามนั้นออกมา เสียงทั้งหมดกลับขาดหายไปดื้อๆ ราวกับถูกใครบางคนตัดขาด!
"เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งหยุด! บอกข้ามา!" หลี่ซวนะโสุดเสียง แต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับ ความมืดรอบด้านกลับยิ่งเงียบงันและวังเวงกว่าเดิม
เขาพยายามออกวิ่งไปตามทิศทางของเสียง แต่ไม่ว่าจะวิ่งไปนานเท่าใด ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม จนกระทั่งความสิ้นหวังเริ่มกัดกินหัวใจ...
จู่ๆ แสงสีทองอ่อนสายหนึ่งก็ส่องสว่างขึ้นเบื้องหน้า แม้จะเป็เพียงละอองแสงเล็กๆ แต่กลับทำให้ความมืดมิดโดยรอบอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด พร้อมกันนั้น... เสียงของสตรีผู้นั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความรัก ความห่วงใย และความอาลัยอย่างถึงที่สุด
"ลูกรัก... แม่รักลูกมากนะ..."
ััอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอก ราวกับมีฝ่ามือที่มองไม่เห็นกำลังลูบศีรษะของเขาอย่างอ่อนโยน เพียงได้ยินประโยคนั้น หัวใจของหลี่ซวนก็พลันสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกจากดวงตาโดยไม่รู้ตัว
"ทะ... ท่าน... ท่านคือใคร..."
เขายื่นมือออกไปหาแสงสีทองสายนั้นอย่างโหยหา แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะทันได้ัั แสงทั้งหมดก็แตกสลายกลายเป็ละอองระยิบระยับราวกับเศษกระจก พร้อมกับความมืดมิดที่ถาโถมกลับมาปกคลุมอีกครั้ง!
"อย่าไป!" หลี่ซวนะโสุดเสียง
แต่ไม่ว่าจะร้องเรียกเท่าใด ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาอีกเลย... ทุกสิ่งค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดมิด
"เฮือก!"
หลี่ซวนพลันลืมตาขึ้นทันที!
"เมื่อครู่นี้... คือเสียงของผู้ใดกัน..." เขาหอบหายใจถี่กระชั้น หัวใจยังคงเต้นรัวไม่เป็จังหวะ "เหตุใด... ข้าจึงรู้สึกอบอุ่นถึงเพียงนี้... แล้วเหตุใด... ข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยได้ยินเสียงนั้นมาก่อน..."
เขารีบก้มมองร่างกายของตนเอง เดิมทีคิดว่าคงาเ็สาหัสกระดูกแทบแตกจากแรงกระแทกของหมูป่าอสูร แต่กลับพบว่าอาการาเ็ไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด เืหยุดไหลแล้ว และมีเพียงความเจ็บชาบางเบาแผ่กระจายไปทั่วร่างเท่านั้น
"หลี่ซวน! เ้าฟื้นแล้ว!" ถงจื่ออันเห็นเขาลืมตาขึ้นก็รีบวิ่งเข้ามาหา ดวงตาแดงก่ำ "ฮือ... ข้านึกว่าเ้าจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว!"
จี้อันเองก็รีบเดินเข้ามา สีหน้าที่เคยสงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "หลี่ซวน... เ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง หากไม่ใช่เพราะข้า..." เขาก้มหน้าลงต่ำ "เ้าก็คงไม่ต้องาเ็เช่นนี้"
หลี่ซวนยิ้มบางๆ ก่อนส่ายหน้า "ไม่ใช่ความผิดของเ้าหรอก สถานการณ์เช่นนั้น ต่อให้เป็ใครก็ต้องทำเหมือนกัน" หลี่ซวนถอนหายใจยาว "อย่างน้อย... พวกเราทุกคนก็ยังมีชีวิตอยู่"
เมื่อได้ยินสหายพูดเช่นนั้น จี้อันจึงถอนหายใจออกมาอย่างคลายกังวล ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ที่หาได้ยากยิ่งขึ้นมา "อืม... เห็นเ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว"
ถงจื่ออันหันไปมองจี้อันทันทีพลางทำสีหน้าใสุดขีด "เอ๊ะ! นี่เ้าก็ยิ้มเป็กับเขาด้วยหรือเนี่ย! ข้านึกว่าเ้าจะเป็หุ่นไม้ที่ทำหน้าตายและพูดเสียงเรียบๆ ไปตลอดชีวิตเสียอีก!"
จี้อันชำเลืองมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเอ็นดูแกมระอา "เ้าลิงตัวใหญ่... เห็นแก่ที่วันนี้เ้าน้ำตาไหลพุ่ย ข้าจะไม่ถือสาคำพูดเ้าก็แล้วกัน"
"ใครร้องไห้กัน! ข้าแค่ฝุ่นเข้าตาต่างหากเล่า!" ถงจื่ออันรีบเถียงด้วยน้ำเสียงสะอื้น
บรรยากาศอันหนักอึ้งและตึงเครียดพลันผ่อนคลายลงทันที หลี่ซวนมองสหายทั้งสองด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันสายตากลับไปมองลึกเข้าไปภายในถ้ำอันมืดมิดเบื้องหน้า แล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
"จริงสิ... ที่นี่... คือสถานที่แห่งใดกันแน่"