ครั้นเมื่อถึง์เก้าชั้นฟ้าเฟิงจางจิ้งเห็นทิวทัศน์แปลกตาเนื่องจากไม่ได้มาที่นี่เสียนานหลายแสนปีมาแล้วที่นางจากเมืองสุขาวดีสู่พงไพรขจีวนา[1]จึงไม่รู้สึกยินดีเท่าใดนักที่ต้องกลับมาที่นี่
จื่อจิงคอยประคับประคองเฟิงจางจิ้งอย่างระมัดระวัง
“เสี่ยวจิ้ง” เสียงเรียกของประมุข์ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงกำยำของผู้มีเกศาสีเงินประดับด้วยกวานเงินลวดลายั[2] สวมชุดสีขาวทั้งร่าง สง่างาม ปกคลุมด้วยไอเซียนรัศมีอบอุ่นแผ่กำจาย
“คำนับเทียนจวิน” เฟิงจางจิ้งย่อตัวคำนับเล็กน้อยตามธรรมเนียมจื่อจิงเองก็เช่นกันแม้ว่านางจะเป็สาวใช้แดนมารแต่ก็เป็สาวใช้ที่มาจากชนชั้นสูงรู้ธรรมเนียมปฏิบัติทั้งแดนเซียนและแดนมารอย่างถี่ถ้วน
“ตำหนักเหม่ยฮวาของเ้าพี่ยังให้สาวใช้มาปัดกวาดเช็ดถูอยู่เสมอ เ้าเดินทางมาไกลคงเหนื่อยมากพักผ่อนเถิดแล้วพลบค่ำค่อยมาพบพี่ที่ตำหนักต๋าเทียนกง” เฟิงหวังเหล่ยกล่าวอย่างเป็กันเองแม้ว่าเฟิงจางจิ้งจะเอ่ยกับเขาราวกับเขาเป็คนนอกทั้ง ๆ ที่พวกเราก็ต่างเป็พี่น้องร่วมสายเื
สมัยก่อนยังพูดคุยวิ่งเล่นและปรึกษาเื่ส่วนตัวกันอย่างไม่มีปิดบังผิดกันกับตอนนี้ เหตุใดนางถึงได้ทำท่าทีราวกับรังเกียจเขา
“ขอบพระทัยเพคะ”นางตอบอย่างสำรวมพลางก้มโค้งคำนับอีกครั้ง ก่อนจะค่อยถอยออกไปไม่แม้แต่จะพูดคำอื่นใดอีก
เมื่อเดินมาจนเข้าเขตตำหนักของตนจึงปลดผ้าแพรขาวออก ตำหนักนี้เมื่อครั้งยังวัยเนางอาศัยอยู่กับพี่เลี้ยงคนหนึ่งนามว่า'ผานเยว่ถิง' ปีนั้นเฟิงหวังเหล่ยใกล้จะเข้ารับตำแหน่งเทียนจวินแล้วจึงมิค่อยมีผู้ใดใส่ใจนางนัก ยังไป ๆ มา ๆ อยู่ระหว่าง์เก้าชั้นฟ้าสลับกับสถานที่ฝึกตนห้องที่เคยอยู่ สิ่งของทุกอย่างล้วนถูกทำความสะอาดอย่างดีเหมือนเพิ่งเมื่อวานนี้เองที่ตัดสินใจออกจากที่นี่โดยไม่หันหลังกลับมา
ครั้งนี้หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นเร็วจนนางไม่ทันยั้งคิดไม่ทันรู้ตัว
“จิงเอ๋อร์”
“เพคะ”
“ข้าอยากได้ชาหวงเหมยกุ้ย”
นางนึกถึงรสชาติชาเมื่อวันวานยามได้ดื่มร่วมกับท่านประมุขของจื่อจิงประมุขท่านนั้นเขาเป็ประมุขเมืองใดกัน ระหว่างอยู่ที่วังก็เอาแต่สวมผ้าแพรปิดตาอยู่ตลอดจึงมิอาจหยั่งรู้ได้ว่าคือเมืองใดอีกทั้งกักตนอยู่ในหุบเขาสิ้นชีวามานานต่อให้เห็นแต่ไม่อาจนึกได้ว่าคือเมืองใดอยู่ดีเพียงสงสัยว่าเขาย่อมต้องเป็ประมุขเมืองใดในแดนมารแน่นอน
“เชิญท่านเซียนเ้าค่ะ”จื่อจิงนำชาหวงเหมยกุ้ยรินใส่ถ้วยลายวิหคเพลิงอย่างประณีตแล้วยื่นให้แก่เซียนหญิง
“จิงเอ๋อร์ท่านประมุขของเ้าครองแดนใดอยู่หรือแล้วเ้ามาจากเผ่าอะไร”
“จื่อจิงมาจากเผ่าวิหคเพคะ ท่านประมุขเป็ผู้ปกครองแดนโลกันตร์อีกชื่อหนึ่งที่ทุกคนต่างทราบกันดีคือนรกอเวจีเพคะ”
เคร้ง
เสียงถ้วยชาล่วงหล่นจากมือของเฟิงจางจิ้งอย่างแรง
ประมุขผู้นั้นเขาเป็จอมมารหรือนี่!
นางเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้วถึงการได้รับการแต่งตั้งประมุขมาร เพราะปีนั้นประมุขมารได้รับการแต่งตั้งไล่เลี่ยกับพี่ชายของนางเทียวหากจะให้สาธยายถึงความสลับซับซ้อนของดินแดนทั่วทั้งสีทะเลแปดดินแดนเกรงว่าพูดทั้งวันก็ยังคงเล่าไม่หมดกระมัง
“จอมมารผู้นั้นก็คือเผ่าวิหคด้วย?”
“เพคะ ท่านประมุขมาจากเผ่าวิหคเพลิงเพคะเคยมีคำกล่าวที่ว่า แม้นสูญสลายมลายสิ้นสู่พสุธา วิหคเหินสู่ฟ้าคืนกสิณ[3] คือท่านประมุขเพคะ” นางพิเคราะห์บทกลอนนั้นแล้วยังไม่เข้าใจอยู่หลายส่วน
ไม่ว่ามนุษย์หรือเทพเซียนก็ต่างมีเพียงชีวิตเดียวมิใช่หรือ?
ในโลกนี้ไหนเลยความนิรันดร์จะคงอยู่ตลอดไป?
“ที่แท้ก็เป็เขา แล้วเหตุใดเ้าถึงภักดีกับเขาเช่นนี้มิคิดจะเดินวิถีเซียนบ้างหรือจิงเอ๋อร์”
“ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้นเ้าค่ะ ข้าโชคดีที่มีท่านประมุขเป็ผู้ปกครองดินแดนเขาปกครองด้วยใจยุติธรรมและเที่ยงธรรมแม้ว่าเราจะขึ้นชื่อว่าเป็มารแต่มารย่อมมีคุณธรรมได้ท่านประมุขกล่าวเช่นนั้นเ้าค่ะ อีกทั้งข้าคิดว่าวิถีเซียนไม่เหมาะกับข้าสักเท่าใดข้าไม่เชื่อในกฎเกณฑ์และกฎเกณฑ์จะสำคัญอย่างไรหากเราปฏิบัติตนโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นวิถีเซียนของพวกท่านกฎเกณฑ์มากมาย บางเื่ข้ายังเห็นว่าไม่จำเป็”
เฟิงจางจิ้งพอจะเข้าใจอยู่บ้างถึงทรรศนะที่แตกต่างอย่างหนึ่งที่นางเห็นคือพี่ชายของนางผู้เดินวิถีเซียนกลับมีสนมมากมายมากรัก หลายใจผิดกับประมุขมารผู้นั้นแม้แต่สนมสักคนก็ยังไม่มีและมีที่ไหนแค่เห็นนางน่าสนใจกลับฉุดกันกลับวังตนเองแต่ถึงเป็เช่นนั้นเขาก็ส่งเทียบมาสู่ขอตบแต่งเป็เื่เป็ราว จิตใจมิได้โฉดชั่วอย่างที่เคยได้ยินมา
อืม เมื่อย้อนคิดดูแล้ว เขาก็มีความจริงใจอยู่มาก แม้ข้าจะไม่ชมชอบในวิถีมารสักเท่าใดนักแต่ขอเพียงเขาแสดงความจริงใจ ข้าอาจยอมตบแต่งกับด้วย..
“เอาเถอะ เพลานี้ก็ใกล้พลบค่ำเต็มทีช่วยข้าเลือกชุดกับเครื่องประดับทีข้าต้องเข้าพบเทียนจวินค่ำนี้” ข้าสั่งจื่อจิงเสร็จก็หันหน้าเข้าหาคันฉ่องบานใหญ่ค่อยแต่งแต้มเครื่องประทินโฉมโทนอ่อนพอเหมาะ
“เ้าค่ะ”
ไม่รู้ว่าเข้าวังครั้งนี้จะได้เจอเทียนโฮ่ว[4]ท่านนั้นไหม 'หนานอี้หรงเซียน'ข้าไม่ชอบเทียนโฮ่วผู้นั้น ผู้มาจากเผ่าจิ้งจอก เ้าเล่ห์เพทุบาย เพราะนางจิ้งจอกนั่นทำให้ผานเยว่ถิงต้องถูกขังอยู่ในคุกน้ำแข็งหลายแสนปี
ตัวหายนะนำมาซึ่งเื่ร้ายมากมาย..
[1] เปรียบเปรยถึงการปลีกวิเวกออกจากแดนเซียน
[2] กวาน คือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะเพื่อเป็เครื่องบอกระดับประดับพระยศพระเกียรติ
[3] เปรียบเปรยว่า ไม่มีวันดับสูญแม้ดับสูญก็กำเนิดขึ้นมาอีกได้
[4] เทียนโฮ่ว คือพระอัครมเหสีของจักรพรรดิสูงสุดแดนเซียน(เทียนจวิน)