ร่องรอยของฤดูหนาวที่เคยเกรี้ยวกราดและเย็นเยียบจนบาดลึกถึงกระดูกกำลังค่อยๆถูกกาลเวลาพัดพาให้เจือจางลงไปทีละน้อยผืนหิมะที่เคยทับถมหนาจนกลบฝังทุกสรรพสิ่งบนลานกว้างของจวนตระกูลเสิ่นเริ่มละลายกลายเป็แอ่งน้ำเล็กๆ กระจายตัวอยู่ตามร่องกระเบื้องดินเผาและพื้นทรายหยาบแสงตะวันในยามโพล้เพล้สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำเ่าั้สะท้อนประกายสีส้มอมแดงที่กำลังจะถูกความมืดมิดของยามราตรีกลืนกิน
ลมเหนือที่เคยกรีดร้องหวีดหวิวและพัดกรรโชกจนบานหน้าต่างกระดาษสาสั่นะเืบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนทิศทางและลดระดับความเกรี้ยวกราดลงเหลือเพียงสายลมเอื่อยที่หอบเอาความอบอุ่นบางเบาของต้นฤดูใบไม้ผลิมาโลมไล้สรรพสิ่งกลิ่นหอมจางๆ ของไอดินที่เพิ่งฟื้นตื่นจากการหลับใหลยาวนานผสมผสานกับกลิ่นของหญ้าอ่อนที่กำลังพยายามแทงยอดทะลุผิวดินขึ้นมารับแสงแดดบรรยากาศภายในเรือนสี่ประสานดำเนินไปตามจังหวะที่เชื่องช้าและเป็ธรรมชาติ
…
สวนทิศใต้ในเรือนตระกูลเสิ่น
ต้นท้อโบราณที่ยืนตระหง่านอยู่ริมลานฝึกวรยุทธ์ไม่ได้หลับใหลอยู่ภายใต้กิ่งก้านที่แห้งโกร๋นอีกต่อไปเปลือกไม้สีน้ำตาลเข้มที่หยาบกร้านและเคยต้องรองรับเพียงน้ำหนักของเกล็ดน้ำแข็งบัดนี้ถูกประดับประดาด้วยชีวิตใหม่ที่กำลังก่อตัวตุ่มดอกสีชมพูเรื่อที่เคยเบียดเสียดกันอยู่ตามซอกกิ่งเมื่อหลายวันก่อนได้ก้าวข้ามผ่าน่เวลาแห่งการรอคอย บางตุ่มดอกเริ่มปริแย้มเผยให้เห็นกลีบดอกสีชมพูอ่อนหวานซ้อนทับกันอยู่ภายในบางกิ่งผลิบานออกมารับแสงแดดอย่างเต็มที่กลายเป็จุดสีสันที่สว่างไสวที่สุดท่ามกลางความเคร่งขรึมของสถาปัตยกรรมจวนตระกูลเสิ่น
ภายใต้ร่มเงาของต้นท้อที่กำลังเปลี่ยนผ่านฤดูกาลนั้นระเบียงทางเดินไม้กระดานทอดยาวขนานไปกับลานกว้างแสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบผืนกระดานไม้ที่ถูกขัดจนขึ้นเงาทาบทับเป็ตารางสี่เหลี่ยมสีทองเรืองรอง
เถาอิ่งในวัยสิบหนาวนั่งพับเพียบอยู่บนเบาะรองนั่งสีเข้มหน้าโต๊ะไม้ตัวเตี้ยวันนี้เด็กหญิงไม่ได้สวมใส่ชุดกระโปรงผ้าไหมสีกลีบบัวที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งสถานะที่มารดาพร่ำสอนทว่าเธอเลือกสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายเนื้อนิ่มสีขาวนวลทับด้วยเสื้อกั๊กตัวบาง มันเป็เครื่องแต่งกายที่อนุญาตให้เธอหายใจได้อย่างเต็มปอดขยับหัวไหล่ได้อย่างอิสระและกลับมาเป็ตัวของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดของเธอ
บนโต๊ะไม้เบื้องหน้าอุปกรณ์วาดภาพถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบ แท่นฝนหมึกหินสีดำสนิทสลักลวดลายเมฆาจานสีดินเผาใบเล็กๆ ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีพู่กันขนกระต่ายหลายขนาดที่ถูกใช้งานจนคุ้นมือและขวดกระเบื้องเคลือบใบจิ๋วที่บรรจุผงสีแร่ธาตุล้ำค่าซึ่งเธอเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน
เถาอิ่งไม่ได้มีท่าทีเร่งร้อนเธอใช้ช้อนไม้คันเล็กตักผงสีฟ้าครามและสีแดงชาดออกมาอย่างระมัดระวังวางลงบนหลุมของจานสี หยดกาวน้ำใสและน้ำสะอาดลงไปผสม ปลายนิ้วเล็กๆจับด้ามพู่กันคนส่วนผสมเ่าั้เข้าด้วยกันอย่างเชื่องช้าดวงตากลมโตของเด็กหญิงจดจ่ออยู่กับการเปลี่ยนแปรของเม็ดสีที่ค่อยๆละลายกลายเป็ของเหลวข้นที่มีสีสันจัดจ้าน
สวบ... สวบ...
เสียงปลายพู่กันขนกระต่ายลากผ่านผิวขรุขระของแผ่นกระดาษข้าวสีขาวบริสุทธิ์ดังกึกกึกแ่เบาเป็จังหวะดนตรีเดียวที่บรรเลงอยู่ใต้กิ่งท้อในยามนี้
ห่างออกไปเพียงหนึ่ง่แขนเสิ่นเยี่ยนฉือในชุดคลุมสีเข้มตัวเรียบง่ายนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นกระดานไม้แผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงตามสัญชาตญาณของการระแวดระวังที่ฝังรากลึกทว่ากล้ามเนื้อลาดไหล่และท่อนแขนกลับผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์สองมือของเขาวางประสานกันไว้อย่างหลวมๆ บนหน้าตัก ไม่ได้กำแน่นไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะชักดาบไม้หรือปกป้องสิ่งใด
เขาไม่ได้ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้เพื่อดูว่าเถาอิ่งกำลังผสมสีอะไรไม่ได้เอ่ยปากตั้งคำถามเพื่อทำลายความเงียบและไม่ได้แสดงท่าทีเบื่อหน่ายที่ต้องมานั่งนิ่งๆ อยู่กับที่
แสงอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนตัวเปลี่ยนองศาไปตามกลไกของธรรมชาติ
เงาของต้นท้อใหญ่ที่ทาบทับอยู่บนพื้นระเบียงไม้กระดานเริ่มยืดยาวและขยับเขยื้อนมันไม่ใช่เงาของกิ่งก้านที่แห้งโกร๋นและว่างเปล่าเหมือนในฤดูหนาวที่ผ่านมาอีกต่อไปทว่ามันเป็เงาที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันสลับซับซ้อนเงาของกิ่งไม้ที่คดเคี้ยวสอดประสานกัน เงาของตุ่มดอกที่กำลังพองโตและเงาของกลีบดอกไม้บางเบาที่เพิ่งปริแย้ม
เงาเ่าั้ทอดตัวทับซ้อนลงบนแผ่นกระดาษข้าวที่กางแผ่อยู่บนโต๊ะของเถาอิ่งเกิดเป็ลวดลายสีเทาเข้มที่วูบไหวไปมาทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน
เสิ่นเยี่ยนฉือเบนสายตาจากลานทรายหยาบเบื้องหน้าเลื่อนมาหยุดอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวเตี้ย
เขาไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นไม่ได้โน้มตัวเข้าไปใกล้ เขาเพียงแค่นั่งอยู่ในตำแหน่งเดิมทอดสายตามองจากระยะห่างหนึ่ง่แขนที่คุ้นเคย
ดวงตาสีเข้มที่เคยมืดมิดและไร้ซึ่งประกายความหวังของเขากวาดมองลงบนแผ่นกระดาษข้าวที่เต็มไปด้วยร่องรอยของน้ำหมึกและสีแร่ธาตุ
สิ่งที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้นไม่ใช่ภาพทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ของจวนตระกูลเสิ่น ไม่ใช่ภาพของท้องฟ้าสีครามหรือสัตว์มงคลในตำนาน ทว่ามันคือเส้นสายสีดำสนิทที่ตวัดเกี่ยวพันกันอย่างมีจังหวะสีดำของน้ำหมึกถูกขับเน้นให้โดดเด่นด้วยการแต้มจุดสีแดงชาดและสีชมพูอ่อนลงไปตามซอกกิ่งอย่างระมัดระวัง
ทว่าเมื่อเสิ่นเยี่ยนฉือพิจารณาภาพวาดนั้นอย่างถี่ถ้วนเขากลับค้นพบความจริงบางอย่างที่ดำเนินมาอย่างยาวนานโดยที่ไม่มีใครเอ่ยถึง
เถาอิ่งไม่ได้กำลังวาดรูปต้นท้อที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเธอ
เส้นหมึกที่เธอตวัดลงไปไม่ได้เลียนแบบเปลือกไม้ที่หยาบกร้าน จุดสีแดงชาดที่เธอแตะแต้มไม่ได้เลียนแบบกลีบดอกที่กำลังเบ่งบานรับแสงแดดสิ่งที่เธอวาดลงบนกระดาษมาตลอดั้แ่ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บจนกระทั่งถึง่เวลาที่ดอกไม้เริ่มผลิบาน ล้วนเป็สิ่งเดียวกันเสมอ
เธอกำลังใช้พู่กันจุ่มน้ำหมึกเพื่อวาดเงาของต้นท้อที่ทอดทับลงมาบนแผ่นกระดาษของเธอต่างหาก
เธอเก็บเกี่ยวเอาความมืดมิดที่ไร้ตัวตนทรวดทรงที่ถูกบิดเบือนด้วยแสงตะวันและความสลับซับซ้อนของเงาไม้ที่ตกกระทบลงบนพื้นที่สีขาวบริสุทธิ์มาตรึงไว้ด้วยเส้นหมึกอย่างถาวร
เสิ่นเยี่ยนฉือมองดูเงาของกิ่งท้อของจริงที่ทาบทับอยู่บนกระดาษสลับกับรอยหมึกสีดำที่เถาอิ่งเพิ่งลากเส้นเสร็จสิ้น มันสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบราวกับว่าเด็กหญิงกำลังเล่นไล่จับกับแสงและเงาอย่างเงียบเชียบในโลกของเธอเอง
เขาไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดเธอจึงหลงใหลในความมืดมิดของเงามากกว่าความสว่างไสวของดอกไม้ไม่เคยสงสัยว่าทำไมเด็กหญิงที่เปรียบเสมือนแสงสว่างของจวนตระกูลเสิ่นจึงเลือกที่จะใช้หมึกดำสนิทบันทึกร่องรอยของการมีอยู่
ทว่าในเสี้ยววินาทีนี้ท่ามกลางสายลมต้นฤดูใบไม้ผลิที่พัดพาเอากลีบดอกท้อกลีบแรกให้ร่วงหล่นลงมาบนพื้นกระดานไม้
ริมฝีปากที่มักจะปิดสนิทเป็เส้นตรงของเสิ่นเยี่ยนฉือก็ค่อยๆเผยอออก
"เถาอิ่ง"(桃影)
เสียงของเขาดังขึ้นทำลายความเงียบมันเป็เสียงที่แหบพร่าและทุ้มต่ำ ไม่ได้กังวานใส ไม่ได้ดังก้องไปทั่วลานกว้างทว่ามันชัดเจนและหนักแน่น
เขาไม่ได้เปล่งเสียงเพื่อประกาศกร้าวไม่ได้ทำตัวเป็ผู้มีอำนาจที่กำลังประทานนามอันศักดิ์สิทธิ์ให้กับใครเขาเพียงแค่ออกเสียงพยางค์สองพยางค์นั้นออกมาอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังเอ่ยถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นตรงหน้า
พยางค์แรกหมายถึง ดอกท้อต้นไม้ที่คอยให้ร่มเงาและเป็พื้นที่ปลอดภัยของพวกเขา
พยางค์หลังหมายถึง เงาสิ่งที่ไร้ตัวตนทว่าแนบสนิทอยู่กับแสงสว่างเสมอ
มันไม่ใช่การตั้งชื่อที่ผ่านการคิดวิเคราะห์อย่างซับซ้อนไม่ใช่การสรรหาคำมงคลจากตำรากวีเล่มใดทว่ามันคือคำศัพท์ที่หลุดร่วงออกมาจากริมฝีปากของเขาเองอย่างเป็ธรรมชาติที่สุดเมื่อสายตาของเขามองเห็นสิ่งที่เธอสร้างสรรค์
เสิ่นเยี่ยนฉือหยุดนิ่งไปชั่วครู่ลมหายใจพ่นออกเป็จังหวะสม่ำเสมอ เขาไม่ได้ขยายความต่อในทันทีไม่ได้อธิบายเหตุผลยืดยาว
ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่ายที่สุด
"เ้าวาดเงาดอกท้อเสมอ"
มันเป็เพียงประโยคบอกเล่าเป็การสังเกตการณ์ที่ไร้ซึ่งการตัดสินหรือการตั้งคำถามเขาชี้ให้เห็นถึงความจริงที่เธออาจไม่เคยตระหนักรู้ด้วยซ้ำ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่ได้หลงใหลในความงดงามของต้นไม้ แต่เธอหลงใหลในร่องรอยที่มันทิ้งไว้บนพื้นโลก
เถาอิ่งชะงักมือที่กำลังจะจุ่มพู่กันลงในจานสี
หยดน้ำสีฟ้าครามหยดหนึ่งร่วงหล่นลงมาบนแท่นฝนหมึกหินดังกึกแ่เบาเด็กหญิงไม่ได้สะดุ้งใ ไม่ได้หันขวับมามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
เธอค่อยๆวางพู่กันขนกระต่ายลงบนที่พักกระเบื้องเคลือบอย่างเบามือสายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่แผ่นกระดาษข้าวตรงหน้ามองดูเส้นหมึกสีดำที่เธอวาดทับลงไปบนเงาของกิ่งท้อจริงๆมองดูความกลมกลืนระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมืุ์
จากนั้น เธอก็เลื่อนสายตาจากแผ่นกระดาษหันใบหน้ามาทางด้านขวา
เธอมองสบตากับเสิ่นเยี่ยนฉือดวงตากลมโตของเด็กหญิงสะท้อนประกายแสงแดดยามสายที่สาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้ลงมา
เธอไม่ได้เอ่ยปากถามว่านั่นหมายความว่าอย่างไรไม่ได้เรียกร้องให้เขาอธิบายความหมายที่ซ่อนอยู่เื้ัคำสองคำนั้นไม่ได้กล่าวคำขอบคุณอย่างเป็ทางการราวกับได้รับพระราชทานนามจากเบื้องบน
สำหรับเธอแล้ว คำว่า 'เถาอิ่ง' ที่หลุดออกมาจากปากของเขาไม่ได้เป็สิ่งแปลกปลอมหรือหนักอึ้ง มันไม่ได้เหมือนกับกฎเกณฑ์ที่มารดาพร่ำสอนซึ่งทำให้เธอต้องเกร็งไหล่และทอดสายตาต่ำ
มันเบาบาง โปร่งสบายและพอดีกับตัวเธออย่างน่าประหลาดราวกับว่ามันเป็ชื่อที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเธอมาั้แ่ต้นและเขาเป็เพียงคนแรกที่มองเห็นมันอย่างทะลุปรุโปร่ง
เด็กหญิงไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดตอบกลับไป
ริมฝีปากบางของเธอค่อยๆขยับยกขึ้นเป็รอยยิ้ม รอยยิ้มที่สว่างไสว บริสุทธิ์ และปราศจากการประดิษฐ์ประดอยเป็รอยยิ้มที่ไม่้าสิ่งใดเพิ่มเติม ไม่้าคำยืนยัน ไม่้าอนาคต
เธอพยักหน้าให้เขาเบาๆหนึ่งครั้ง เป็การยอมรับที่เรียบง่ายที่สุดในความเงียบ
จากนั้นเถาอิ่งก็หันใบหน้ากลับมายังโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเอื้อมมือไปหยิบพู่กันขนกระต่ายขึ้นมาจับไว้อย่างมั่นคงเธอจุ่มปลายพู่กันลงในสีแดงชาดอีกครั้ง และเริ่มต้นตวัดเส้นสายลงบนแผ่นกระดาษข้าวดำเนินการสร้างสรรค์โลกของเธอต่อไป
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้พูดสิ่งใดต่อเขาละสายตาจากใบหน้าของเธอ กลับมาทอดมองขอบกำแพงอิฐที่อยู่ไกลออกไปแผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงทว่าไหล่ทั้งสองข้างผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์แบบในพื้นที่แห่งนี้
ความเงียบสงบดำเนินต่อไปสายลมพัดกรรโชกมาอีกระลอกหอบเอากลีบดอกท้อสีชมพูอ่อนที่เพิ่งผลิบานกลีบหนึ่งให้ร่วงหล่นลงมาจากกิ่งเบื้องบน
มันลอยคว้างหมุนวนอยู่ในอากาศอย่างอ้อยอิ่งก่อนจะทิ้งตัวลงมาวางนิ่งอยู่บนมุมหนึ่งของแผ่นกระดาษข้าวสีขาวบริสุทธิ์ทาบทับอยู่เหนือเส้นหมึกสีดำที่เถาอิ่งเพิ่งวาดเสร็จ
ไม่มีใครปัดกลีบดอกไม้นั้นทิ้งไป