ยามอู่ เจ้าเทาเดินลากเกวียนเล็กเข้ามายังไร่ตระกูลหวัง เสียงดังเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆดังมาแต่ไกล เมื่อเจ้าเทาลากเกวียนเข้ามาจอด เฟิ่งเทียนที่ยืนรอน้องๆอยู่แล้วก็เดินเข้าไปอุ้มลงมาจากเกวียน ส่วนจางหู่และจางซื่อก็แยกตัวไปกินข้าวที่โรงครัวก่อนที่จะกลับมาศึกษาตำรากับนายน้อยทั้งสอง
“เป็นอย่างไรบ้าง น้องรอง น้องเล็ก ไปเล่นกับเพื่อนๆสนุกไหม”
“สนุกมากเลยขอรับพี่ใหญ่ พวกเราไปเล่นกันที่ลานกิจกรรมของหมู่บ้าน เพื่อนๆในหมู่บ้านก็ออกมาเล่นกับพวกข้าหลายคน พวกเราแบ่งขนมปังไส้ผิงกั่วเชื่อมให้กับพวกเขา เพื่อนๆของเราต่างชมว่าพี่ใหญ่ทำขนมอร่อยขอรับ”
“อื้ม! ดีแล้ว พวกน้องๆมีความสุขพี่ใหญ่ก็ดีใจด้วย ครั้งหน้าหากอยากไปเล่นกับเพื่อนๆอีกพี่ใหญ่ก็จะทำขนมอร่อยไปให้กินเหมือนเดิม แล้วมีใครเข้ามารังแกพวกเจ้าหรือไม่”
“ไม่มีใครมารังแกพวกเราหรอกขอรับ พวกเราเล่นกันเพลินจนเจ้าเทาลากเกวียนเดินเข้ามาหา พวกข้าจึงรู้ว่าใกล้ถึงยามอู่แล้ว พี่จางหู่พี่จางซื่อจึงอุ้มพวกข้าขึ้นเกวียนกลับไร่ขอรับ”
“ใช่ๆขอรับ ท่านตาผู้นำหมู่บ้านก็ยังเดินมาถามพวกข้าอยู่เลยว่า ทำไมเจ้าเทาถึงแสนรู้ที่มันเดินลากเกวียนโดยไม่ต้องมีคนบังคับ พวกข้าเลยบอกว่าสัตว์เลี้ยงบ้านเราฉลาดทุกตัว ทีแรกทุกคนที่ได้ยินก็ไม่มีใครเชื่อ ข้าก็เลยให้เจ้าเทายิ้มและส่ายหัวให้กับทุกคน พอเจ้าเทาทำตามทุกคนก็ตื่นเต้นกันใหญ่ แต่น้องสาวบางคนก็ร้องไห้สงสัยจะกลัวที่เจ้าเทายิ้มให้ขอรับ”
“ฮ่า ฮ่า ไหนเจ้าเทายิ้มให้ข้าดูหน่อยสิ”
“พรืด….ข้าก็ยิ้มแบบนี้ ข้าก็ออกจะหล่อเหลา ฟันของข้าก็ขาวสะอาด เหตุใดสาวน้อยพวกนั้นจึงหวาดกลัวข้าจัง ข้าไม่เข้าใจเลยเจ้านาย”
“ฮ่า ๆเจ้ายิ้มหล่อมากเลยเจ้าเทา แต่เด็กน้อยเหล่านั้นคงจะเคยเห็นลายิ้มเป็นครั้งแรกจึงตกใจจนร้องไห้ก็ได้เจ้าก็อย่าได้ถือสาเลย เอาหล่ะถือว่าภารกิจของเจ้าทำสำเร็จ เย็นนี้ก็รอกินผิงกั่วสี่ลูกได้เลย”
“พรืด ฮี่ ฮี่ ผิงกั่วลูกโตของข้า ข้าไปพักในคอกฝันหวานรอผิงกั่วก่อนนะขอรับ”
เจ้าเทาเดินเข้าคอกของมันเอง เฟิ่งเทียนมองตามหลังมันก็ได้แต่ส่ายหัว จากนั้นพี่น้องบ้านหวังจึงทานมื้อเที่ยงในบ้านหลังน้อยด้วยกัน มื้อนี้เฟิ่งเทียนทำหมี่เหลืองไก่ตุ๋นน่องโต เช่นเดียวกับที่โรงครัวทำให้กับเหล่าคนงานในไร่ แต่แตกต่างตรงที่ว่าน้ำซุปส่วนของพวกเขาปรุงเพิ่มด้วยน้ำทิพย์วารีสวรรค์
เมื่อทานมื้อเที่ยงเสร็จก็เข้าสู่ยามเว่ย เด็กๆทั้งสี่คนก็ได้ฝึกการใช้พู่กันลากเส้นซึ่งเฟิ่งเทียนนำอุปกรณ์จากร้านค้าตำราในช่องมิติออกมานั่นก็คือสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือ ประกอบด้วย พู่กัน กระดาษ หมึก และจานฝนหมึก อีกทั้งเฟิ่งเทียนยังนำโต๊ะเขียนหนังสือขนาดเล็กสี่ตัวพร้อมกับเก้าอี้นั่ง นำออกมาให้กับเด็กๆทั้งสี่ได้นั่งฝึกเขียน เด็กๆทั้งสี่ต่างตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เฟิ่งเทียนนำออกมา ดังนั้นตลอดยามเว่ยเด็กๆต่างรู้สึกสนุกสนานที่ได้ใช้พู่กันจุ่มหมึกลากเส้นลวดลายต่างๆ บนกระดาษเอสี่สีขาวบริสุทธิ์ที่เฟิ่งเทียนไม่ตระหนี่เลยแม้แต่น้อย ท้ายคาบเฟิ่งเทียนวาดภาพของเสี่ยวเฮยให้น้องๆดูและให้ลองใช้พู่กันวาดตาม เด็กๆต่างชื่นชอบและสนุกเป็นอย่างมาก แต่สภาพของเด็กแต่ละคนหลังจากที่ฝึกวาดภาพก็ดูไม่จืดกันสักคนจึงต้องแยกย้ายไปอาบน้ำก่อนทานมื้อค่ำ
*********************
มื้อค่ำทุกคนในไร่ตระกูลหวังรวมถึงเฟิ่งเทียนและน้องๆจะต้องมาร่วมกินอาหารค่ำด้วยกัน ซึ่งเป็นกฎปฏิบัติที่เฟิ่งเทียนได้แจ้งไว้ เพราะหากมีเรื่องที่ต้องพูดคุยหรือตกลงร่วมกันทุกคนจะได้รับทราบโดยพร้อมเพรียงกัน สัตว์อสูรทั้งห้าตัวก็จะมากินเนื้อย่าง เนื้อตุ๋น ของพวกมันที่โรงครัวด้านข้างที่เหล่าคนงานต่างเต็มใจสร้างแยกให้กับพวกมัน หลังจากอิ่มหนำทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน ใครมีหน้าที่กะดึกก็เฝ้าเวรยาม ใครไม่มีหน้าที่ก็พักผ่อนเอาแรงสำหรับวันพรุ่งนี้ เพราะนายท่านของพวกมันซื้อที่เพิ่มดังนั้นทาสหรือคนงานทุกคนก็ต้องขยันมากขึ้นแต่ทุกคนก็เต็มใจทำกันเต็มที่อยู่แล้ว
เมื่อกลับเข้าบ้านน้องๆทั้งสองดื่มนมร้อนคนละแก้ว จากนั้นก็หยิบหนังสือภาพคนละเล่มวิ่งเข้าห้องนอนของพวกเขา เฟิ่งเทียนสำรวจความเรียบร้อยของบ้านก่อนที่จะอาบน้ำเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปฝึกในมิติของเฮยหู่อีกครั้ง
“เสี่ยวเป่า เปิดระบบรักษาความปลอดภัยครอบคลุมเขตไร่ทั้งหมด ข้าจะเข้าไปฝึกฝนในมิติของเฮยหู่”
[รับทราบ เปิดระบบรักษาความปลอดภัย]
“อืม…เสี่ยวหู่ข้าพร้อมเข้าไปฝึกฝนในมิติของเจ้าแล้ว”
“ขอรับนายท่าน เอ่อนายท่านขอรับเสี่ยวเฉิงกับครอบครัวขอเข้าไปฝึกในมิติของข้าพร้อมกับนายท่านด้วยนะขอรับ”
“ได้สิ! เราทุกคนจะไดเแข็งแกร่งไปด้วยกัน”
เมื่อเฟิ่งเทียน เสี่ยงเฮย และครอบครัวทั้งสี่ของเสี่ยวเฉิง เข้าสู่มิติของเสี่ยวเฮย ครอบครัวหมาป่าได้แยกตัวนำลูกน้อยของมันเข้าไปฝึกฝนในป่ามายา ส่วนเฟิ่งเทียนถูกแยกตัวเข้ามาฝึกในถ้ำอีกแห่ง
“สำหรับการฝึกในครั้งนี้ นายท่านต้องฝึก บทที่ 2 : เคลื่อนไหวไร้เงา โดยที่ข้าจะส่งนายท่านเข้าไปฝึกในถ้ำศิลาจำแลงซึ่งมีทั้งหมด10 ด่าน ภายในถ้ำแห่งนั้นจะมีอสูรมายาเฝ้าติดตาม นายท่านจะต้องเก็บลมหายใจเคลื่อนไหวแผ่วเบาอย่าให้อสูรมายาจับได้โดยเด็ดขาด หากอสูรมายาจับตัวหรือสัมผัสท่านได้ นายท่านจะถูกดีดออกมาที่ด่านแรกทุกครั้งและเริ่มฝึกใหม่จนสามารถบรรลุถึงด่านสุดท้ายถึงจะถือว่านายท่านฝึกสำเร็จในบทที่ 2”
“เหมือนกับว่าข้าต้องเล่นซ่อนแอบอสูรมายาไปจนถึงด่านสิบสินะ แล้วอย่างนี้ระยะเวลาในการฝึกจะเป็นกี่ปีหล่ะเสี่ยวเฮย”
“ข้ากำหนดระยะเวลาในการฝึกนี้เป็นเวลา 2 ปีในมิติ ส่วนครอบครัวของเสี่ยวเฉิงก็ 2 ปีเช่นเดียวกัน”
“สองปีเชียวเหร๊อ! ข้าต้องคิดถึงหน้าน้องๆของข้าแน่ๆ”
ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงโลกภายนอกจะผ่านไปไม่กี่ชั่วยามแต่สำหรับเขาการฝึกโหดในมิติแห่งนี้ก็เป็นระยะเวลาอันยาวนานเช่นกัน
“ยามที่นายท่านเลื่อนระดับทุกครั้งข้าจะฉายภาพคุณชายน้อยทั้งสองให้นายท่านดูเป็นรางวัลก็แล้วกันนะขอรับ”
“เฮ้อ! อย่างน้อยข้าก็จะได้เห็นว่าพวกเขานอนเตะผ้าห่มหรือเปล่าหล่ะนะ สู้ๆเฟิ่งเทียน ข้าต้องอดทนไปให้ได้ เสี่ยวเฮยข้าพร้อมแล้ว!”
ทันใดนั้นเฟิ่งเทียนคล้ายกับถูกย้ายที่มายังหน้าถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่และสูงลิ่วและถูกโอบล้อมด้วยธารน้ำตกมรกต ประตูเถาวัลย์ของถ้ำถูกเปิดออกคล้ายกับเชิญให้เฟิ่งเทียนเข้าไป
“นี่คือถ้ำศิลาจำแลง มีทั้งหมด 10 ด่าน หากนายท่านสามารถหลบหลีกอสูรมายาแต่ละด่านได้สำเร็จจะมีบันไดด่านต่อไปปรากฏให้เห็น หน้าประตูด่านต่อไปนายท่านจะได้รับรางวัลจากการผ่านด่าน ซึ่งข้ายังบอกไม่ได้ว่าเป็นอะไรบ้าง ขอให้นายท่านตั้งใจฝึกฝน ส่วนข้าจะไปดูฝั่งครอบครัวของเสี่ยวเฉิง ข้าขอให้นายท่านโชคดี อีก 2 ปีเจอกันขอรับ”
“อืม….อีกสองปีเจอกันนะเสี่ยวเฮย สู้โว้ย!”
เฟิ่งเทียนเตรียมพร้อมร่างกายโดยการโคจรพลังปราณทั่วร่างกายซึ่งตอนนี้เส้นพลังปราณสีทองอ่อนๆเริ่มมีความเข้มขึ้นหลังจากที่เขาเลื่อนระดับเข้าสู่ขั้นรากฐานขั้นต้น เมื่อพร้อมแล้วเฟิ่งเทียนจึงสูดหายใจเข้าปอดพร้อมกับก้าวเข้าไปยังถ้ำศิลาจำแลง
เมื่อเข้ามาในถ้ำแสงสว่างของคบเพลิงที่ติดตามจุดของถ้ำก็สามารถทำให้สามารถมองเห็นความสลับซับซ้อนของถ้ำแห่งนี้ ตัวอักษรสีทองก็ปรากฏออกมาที่ผนังถ้ำ
ด่านที่หนึ่ง เอาชีวิตรอดหลบหลีกจากพยัคฆ์มายา
เฟิ่งเทียนเก็บลมหายใจโคจรพลังปราณไว้ที่ปลายเท้าทั้งสองข้างค่อยๆเดินเข้าไปช้า ๆ เสียงคำรามของพยัคฆ์มายาเจ้าเก่าดังก้องถ้ำทำเอาเขาขนลุกไปทั้งตัว เฟิ่งเทียนค่อยๆเดินไปมาตามช่องลอดต่างๆภายในถ้ำ พยัคฆ์มายาเดินวนเวียนไปมาเฟิ่งเทียนเดินหลบหลีกทันใดนั้นเสียงฝีเท้าและเสียงคำรามวิ่งตามมา เฟิ่งเทียนไม่รอช้าวิ่งโกยอ้าวไปตามซอกซอยภายในถ้ำแต่สุดท้ายก็ถูกพยัคฆ์มายาตะปบลงกับพื้น
“อ๊ากกกก! แฮ่กๆๆ…..ปีเตอร์ นายจะวิ่งเร็วทำไมห๊าาา”
เฟิ่งเทียนนอนหอบหายใจ ปีเตอร์หรือพยัคฆ์มายาที่เฟิ่งเทียนได้ตั้งชื่อให้นอนทับเฟิ่งเทียนไว้ใต้ร่างพร้อมกับเลียใบหน้าเขาจนเปียกโชก สุดท้ายเขาต้องถูกส่งมายังนอกถ้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งสามารถหลบหลีกพยัคฆ์มายามาถึงบันไดประตูถ้ำในด่านถัดไปก็ใช้เวลาในมิติไปหนึ่งเดือนด้วยกัน
“แฮ่ก ๆ ๆ ในที่สุดข้าก็ผ่านด้านแรกแล้ว ไหนขอดูของรางวัลแห่งความพยายามหน่อยซิ”
เฟิ่งเทียนเปิดดูกล่องไม้สีแดงที่วางอยู่หน้าประตูด่านชั้น 2 ก็พบกับไข่มุกราตรีเม็ดใหญ่ที่อยู่ในก้นหีบใบนั้น
“นี่อะไรอะเสี่ยวเป่า ทำไมไข่มุกมันถึงส่งแสงสว่างได้”
[นี่คือไข่มุกราตรี มีค่าควรเมือง สามารถใช้ส่องสว่างแทนแสงไฟในที่มืดได้]
“อืมของดี ได้ไฟฉายส่วนตัวมาก็ดีเหมือนกัน เอาหล่ะด่านสองข้าพร้อมแล้ว”
เฟิ่งเทียนสูดลมหายใจ โคจรพลังปราณเตรียมพร้อมเดินก้าวเข้าไปในเถาวัลย์ที่ห้อยระย้า เมื่อผ่านพ้นเข้ามา ตัวอักษรสีทองก็ปรากฏออกมาอีกครั้งหนึ่ง
ด่านที่สอง เอาชีวิตรอดจากราชาหมีเหล็ก
เฟิ่งเทียนก็ได้ก้าวเข้ามายังป่าทึบ ต้นไม้ขนาดใหญ่สูงชะลูดเสียงคำรามของราชาหมีเหล็กก้องสะท้อนทั่วผืนป่า เฟิ่งเทียนเดินวนเวียนไปมาเหมือนกับแมลงวันพยายามโคจรพลังปราณพร้อมกับโคจรลมหายใจ
“สวบ!”
เสียงเคลื่อนไหวพร้อมกับพุ่มไม้สั่นไหวบ่งบอกตำแหน่งที่อยู่ของราชาหมีเหล็ก เฟิ่งเทียนวิ่งหลบแฝงตัวอยู่ที่โคนต้นไม้ขนาดใหญ่ เก็บลมหายใจเหงื่อเม็ดโตหลั่งไหลเต็มใบหน้า ราชาหมีเหล็กเดินวนเวียนอยู่บริเวณนั้นเสียงลมหายใจฟืดฟาดของมัน พยายามดมกลิ่นของผู้บุกรุกมายังอาณาเขตของมัน ราชาหมีเหล็กเดินย่องมาด้านหลังต้นไม้ที่เฟิ่งเทียนหลบซ่อนตัว
“กรรซ์ โฮกกกกกกกกกกก!”
“อ๊ากกกกกก กริซซี่มาแล้วววว”
เฟิ่งเทียนวิ่งสู้ฟัดสุดแรงเกิดโคจรพลังปราณจนสุดขีดจำกัดวิ่งหนีราชาหมีเหล็กหรือน้องกริซซี่ที่เขาได้ตั้งชื่อไว้ อีกทั้งราชาหมีเหล็กตัวนี้สามารถพ่นลูกไฟออกมาจากปากของมัน สุดท้ายลูกไฟขนาดย่อมก็ลอยปะทะร่างของเขากระเด็นไปตกกระแทกพื้น เฟิ่งเทียนจึงถูกส่งกลับออกมายังปากประตูถ้ำอีกครั้ง
"แฮ่กๆๆ โอ๊ย! ไม่ไหว ข้าขอพักก่อนก็แล้วกัน เฟิ่งเทียนลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิดึงซาลาเปากับน้ำผิงกั่วคั้นสดนำออกมากินเสริมพลังตบท้ายด้วยน้ำทิพย์วารีสวรรค์อีกหนึ่งแก้ว พลังปราณที่เขาดึงออกมาใช้แทบจะหมดตัวก็ฟื้นฟูขึ้นมา เมื่อพร้อมเฟิ่งเทียนจึงเริ่มนับหนึ่งอีกครั้งผ่านด่านหนึ่งเข้าสู่ด่านสอง เฟิ่งเทียนใช้เวลาผ่านด่านที่สองเป็นระยะเวลาทั้งหมดสองเดือนด้วยกัน ในที่สุดเฟิ่งเทียนก็ตะเกียกตะกายเข้าสู่บันไดปากถ้ำด่านที่สามได้สำเร็จ รางวัลด่านที่สองเฟิ่งเทียนได้ต้นโสมพันปีในกระถางดินใบใหญ่ เฟิ่งเทียนดีใจเป็นอย่างมาก นี่มันโสมพันปีที่มีชีวิตเชียวนะ หากเขาขยายพันธุ์มันได้เท่ากับรวยและเชียวนะ เฟิ่งเทียนไม่รอช้าเก็บกระถางโสมพันปีไว้ในระบบของเสี่ยวเป่า จากนั้นจึงนั่งโคจรพลังปราณที่ตอนนี้ใกล้จะแตะเข้าสู่ระดับขั้นรากฐานขั้นกลางแล้วเหลือเพียงอีกนิดเดียวเท่านนั้น เมื่อเข้าสู่ด่านที่สาม ตัวอักษรสีทองก็ปรากฏออกมาอีกครั้งหนึ่ง
ด่านที่สาม หลบหลีกการโจมตีจากเหล่าผึ้งหยกพฤกษา
“งานนี้มีบวมปูดแน่นอน ไม่อยากจะนึกถึงฝูงผึ้งหยกพฤกษา งานนี้ศพไม่สวยแน่”
เฟิ่งเทียนเข้าสู่ด่านที่สาม ก็พบกับดงต้นดอกทานตะวันยักษ์สีเหลืองทองที่มีความสูงของลำต้นสูงถึงห้าเมตร ใบไม้ที่ปกคลุมด้วยขนอ่อนของมันขึ้นอยู่แน่นหนาตามลำต้น แต่ก็เป็นข้อดีที่เฟิ่งเทียนสามารถใช้หลบเลี่ยงสายตาและการโจมตีจากผึ้งงานเหล่านั้น เสียงหึ่งๆของฝูงผึ้งหยกพฤกษาที่กำลังทำงานอย่างแข็งขันก็ทำเอาเฟิ่งเทียนเหงื่อโชกไปทั้งตัว เขาพยายามนิ่งเก็บลมหายใจและสังเกตสภาพแวดล้อมพร้อมกับสังเกตพฤติกรรมเหล่าผึ้งงานที่พากันมาดูดน้ำหวานก็พบว่าผึ้งเหล่านี้จะไม่สนใจดอกทานตะวันที่แก่ไร้น้ำหวานแล้ว
ดังนั้นเขาจึงเดินลัดเลาะไปตามต้นดอกทานตะวันที่เหี่ยวแห้งไปเรื่อย ๆ แต่เหตุการณ์กลับไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ดอกทานตะวันที่เหี่ยวแห้งเหล่านั้นอยู่ๆก็สลายหายไปและต้นอ่อนก็แทงยอดขึ้นมาแทนที่ เท่ากับว่าที่กำบังของเฟิ่งเทียนนั้นได้หายไป เมื่อเหล่าผึ้งงานเห็นผู้บุกรุกพวกมันต่างส่งเสียงหึ่งเรียกพรรคพวกของมัน ทันใดนั้นผึ้งหยกพฤกษานับหมื่นตัวต่างรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนสีดำมุ่งหน้าพุ่งเข้าหาเฟิ่งเทียน
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก!”
เฟิ่งเทียนวิ่งหนีเหล่าผึ้งพฤกษาหัวซุกหัวซุน ขนอ่อนของใบไม้ของต้นดอกทานตะวันบาดตามร่างกายของเขา แต่เฟิ่งเทียนก็ไม่สนใจได้แต่โคจรพลังปราณสู่ปลายเท้าด้วยความเร็วสุดขีดจำกัดอีกครั้ง แต่ทว่าเหล่าผึ้งหยกพฤกษารวมร่างกันเป็นคันศรขนาดใหญ่บนท้องฟ้า เล็งลูกศรที่เป็นผึ้งงานที่รวมตัวกันไปตามทิศทางที่เฟิ่งเทียนวิ่งหนี
“พรึบ!”
เสียงยิงลูกศรผึ้งงานทะลุไปตามใบไม้ที่เฟิ่งเทียนใช้บังกายวิ่งหลบหลีก แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหนีพ้นการถูกโจมตีจากลูกศรผึ้งพฤกษานับร้อยตัว
“อ๊ากกกกกกกกกก!”
เฟิ่งเทียนถูกส่งออกมาสู่หน้าปากถ้ำอีกครั้งด้วยสภาพร่างกายที่มีผิวหนังบวมปูดเป็นลูกชิ้น เฟิ่งเทียนเดินลากสังขารอันอิดโรยไร้เรี่ยวแรงมุ่งตรงไปยังลำธารมรกตแล้วทิ้งตัวลงไปในน้ำใสกระจ่างสีมรกตนั้น ทันใดนั้นร่างกายที่เคยบวมปูด ความเจ็บปวดจากการถูกฝูงผึ้งรุมต่อยก็หายไปในพริบตา เฟิ่งเทียนโคจรพลังปราณให้คงที่ เมื่อพร้อมแล้วก็เริ่มเข้าสู่วัฏจักรด่านหนึ่งอีกครั้ง
"เฮ้อ! ด่านที่สามยังไม่เอาชีวิตรอด เขาก็คิดถึงน้องๆแล้ว เสี่ยวเฮยโปรดไว้ชีวิตข้าเถอะ!"
************************