โรงเตี๊ยม
เหมยฮวานั่งจิบชาร้อนอยู่ที่โต๊ะใกล้รั้วไม้ไผ่
นางชมชอบโต๊ะตัวนี้เนื่องจากสามารถมองออกไปเห็นวิถีชีวิตของผู้คน
บางคราวความธรรมดาก็เป็ความสุข
ยกเว้นเื่ธรรมดาบางเื่ที่อาจทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้า
อาทิ สตรีกับสตรีมักจะเป็ศัตรู
นี่แม้คล้ายเป็เื่ธรรมดาแต่แน่นอนว่าไม่นำมาซึ่งความสุขเท่าใด
เจียเจียเดินเข้าโรงเตี๊ยมมาแม้อากาศหนาวเย็น แต่ยามเช้าเช่นนี้ยังอบอุ่นพอให้นางฝ่าออกมาได้
“มันยังไม่กลับมาหรือ”
เหมยฮวาหันไปมองดวงตาสีฟ้าคู่งาม
“เ้ามาที่นี่ทุกวันถามแต่คำถามเดิมๆ”
ดวงตาสีฟ้าส่งประกายไม่เป็มิตร เจียเจียไม่ชอบเหมยฮวาเท่าใดส่วนหนึ่งนางรู้ดีว่าเสี้ยวอู่ิชมชอบนาง แถมท่าทางที่นางไม่ค่อยสนใจใยดีมันยิ่งทำให้เหมยฮวายิ่งน่าค้นหา
อย่างไรก็ตามบ๊วยหวานดักปักษาย่อมไม่ยอมแพ้
“เ้าก็ไม่ยอมบอกว่ามันไปที่ใด”
เหมยฮวาแย้มยิ้ม อย่างไม่รู้ตัวนางเริ่มชอบที่จะ หยอกล้อกับน้องสาวนางนี้
“ถ้ามันอยากบอกเ้าก็คงรู้ไปแล้ว”
เจียเจียเปลี่ยนตาสีฟ้าเป็สีเขียว (หมายถึงโกรธมาก)
“หากเ้าไม่บอก ข้าฯก็จะมาทุกวัน”
“นั่นแล้วแต่เ้าแต่ข้าฯไม่มีเวลามานั่งคุยด้วยทุกวัน หรอกนะ”
เจียเจียยิ้มหยัน
“ข้าฯเห็นว่าเ้ามิมีสิ่งใดทำ”
เหมยฮวายิ้มเยาะ
“เ้าก็มิแตกต่างเท่าใด”
เสี่ยวเอ้อผู้อาภัพได้แต่ยืนใช้ผ้าเช็ดถูเสาโรงเตี๊ยมอยู่ไกลๆภาวนาอย่าให้ทั้งสองนางตบตีกัน
มันยินยอมรับมือกับฝูงลูกค้าหนุ่มเมาสุรามากกว่า
เสียงม้าวิ่งและคนโวยวายดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เจียเจียรีบวิ่งออกไปที่หน้าโรงเตี๊ยม
เหมยฮวานั่งอยู่กับที่
ม้าตัวหนึ่งวิ่งมาเกือบเต็มฝีเท้า บรรทุกไว้ด้วยร่างคนาเ็ร่างหนึ่ง
คนของกรมเมืองตามมาอย่างกระชั้นชิด
เสี่ยวเอ้อเข้าไปจับเชือกม้าไว้แล้วเอ่ยถามทันที
“เกิดอันใดขึ้น”
สารถีนั้นแข็งใจเงยหน้า
“มีคนลอบทำร้าย”
มันขี่ม้าหนีมาเจ็ดวันเจ็ดคืนแทบจะมิได้พักผ่อนาแที่ไหล่ถูกพอกยาไว้แบบลวกๆ
เจียเจียกระอึกกระอัก “เกิดอันใดท่านอา”
เสี่ยวเอ้อหันมามองหน้าตื่น “คุณหนู นี่เป็สารถีรับจ้างของไต้เท้าเสี้ยวอู่ิ”
เจียเจียหน้าถอดสี “ต้องรีบไปแจ้งบิดา”
นางหันไปมองที่โต๊ะข้างรั้ว
เหมยฮวาไม่อยู่ที่นั่นแล้ว
เสี้ยวอู่ิหมอบซุ่มอยู่ในพงหญ้าศรีษะแทบจะมุดแทรกไปในพื้นดิน
ท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่ามีเพียงเสียงลมพัด หวีดหวิวแม้เสียงสัตว์และแมลงยังเงียบไป
ถึงมองไม่เห็นแต่มันรู้ว่ามือธนูยังรอคอยโอกาสอยู่
มันไม่เคยพบเห็นฝีมือธนูในระดับนี้มาก่อน จึงพยายามแยกแยะรูปแบบของลูกธนูที่ถูกยิงมา
ธนูเร็ว ธนูโค้ง ธนูชุด
ฝ่ายตรงข้ามอาจสามารถยิงธนูในแบบอื่นได้อีก
นั่นเป็สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่ง
แต่มันจะรับมืออย่างไร
มีแต่เข้าประชิด
ตราบใดที่มือธนูยังไม่เปิดเผยตำแหน่ง มันต้องอดทน
ทันใดนั้น ลูกธนูดอกหนึ่งก็แล่นเป็สายสีแดงฝ่าความมืดมา
ธนูเพลิง
ธนูนี้แม้เป็การยิงสุ่มแต่เมื่อปักลงกับพื้นเปลวเพลิงกลับลุกไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วจนผิดปกติของไฟทั่วไป
เพลิงลุกห่างจากเสี้ยวอู่ิหลาย่ตัวแต่ควันเริ่มลอยตลบไปทั่วบริเวณ
ปรากฏธนูเพลิงอีกดอกหนึ่งลอยมาจากทิศทางอื่น
ธนูดอกนี้แม้ตกไกลกว่าดอกแรกแต่เปลวไฟก็ลุกพรึบขึ้นทันที โอบล้อมมันเอาไว้รอบด้าน
ควันไฟลอยคละคลุ้งจนแสบตาแสบจมูก
ยิ่งกับผู้มีจมูกประเปรียว ยิ่งนับว่าเป็อันตราย
มันควานหาได้หินก้อนหนึ่งทดลองโยนใส่พงหญ้าที่อยู่ห่างออกไป
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแต่เมื่อเคลื่อนตัวแหวกพงหญ้าไปในทิศทางตรงข้าม
ธนูดอกหนึ่งแหวกพงหญ้ามาปักเบื้องหน้าของมันเพียงหนึ่งกระเบียดก้านธนูสั่นตีกระทบดั้งจมูกอย่างแรง
เสี้ยวอู่ิหยุดเคลื่อนไหวทันที
ร้ายกาจยิ่งนัก
แต่ถ้าไม่ขยับจากตรงนี้ก็จะต้องถูกไฟเผาหรือไม่ก็สำลักควันจนตาย
เปลวเพลิงลุกลามเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ความร้อนรุนแรงจนแสบผิวกาย
เสี้ยวอู่ิอับจนหนทาง
มันกลั้นลมหายใจ พลิกกายขึ้นนอนหงายช้าๆ มองไปยังกิ่งไม้ที่อยู่เหนือศีรษะ พลันคิดสิ่งใดออก
ไม่ลังเลรั้งรอมันซัดก้อนหินเท่าที่คว้าได้เข้าใส่กิ่งไม้ขนาดใหญ่นับสิบกิ่งจนหักหล่นลงมาที่พื้น แล้วรีบเคลื่อนตัวทันที
ธนูสองดอกแล่นมาปักตรงจุดที่มันเพิ่งซุ่มอยู่
มันใช้เท้าเตะกวาดกิ่งไม้เข้าใส่เปลวเพลิงโหมทั้งไฟทั้งควันให้พุ่งแรงขึ้นอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ
บัดนี้มันแน่ใจแล้วว่าธนูที่ยิงมามีเชื้อไฟพิเศษกว่าธนูเพลิงทั่วไป
เสียงหวีดหวิวแว่วมาแต่ไกล คราวนี้ธนูใหญ่ดอกหนึ่งแหวกเปลวเพลิงและควันไฟที่ลุกอยู่จนเป็ช่อง
ตามมาด้วยธนูอีกห้าดอก
หรือเราพบกับเทพเ้าแห่งธนูแล้ว
ดีที่ขณะนั้นไฟไหม้แรงขึ้นมากแม้ลูกธนูจะมีวิถีทางมาหามัน แต่มือธนูก็แสดงว่าไม่อาจมองเห็นมันได้ชัด ธนูเ่าั้จึงเพียงปักอยู่ใกล้ๆตัว แต่มีดอกหนึ่งเฉียดต้นขามันไปเรียกโลหิตได้สายเล็กๆ เสี้ยวอู่ิอาศัยโอกาสอันน้อยนิดนี้พุ่งตัวเรียดไปกับพื้นศีรษะแหวกไปในพงหญ้าจนบาดผิวหน้าแต่มันไม่มีเวลาใส่ใจ รีบมุ่งเข้าหาต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วตีลังกาถีบเท้าเข้ากับลำต้น อาศัยแรงส่งพุ่งเรียดไปยังอีกต้นด้วยความเร็วเท่าที่จะเร็วได้ ราวกระรอกเหินบิน มันทุ่มเทท่าร่างไม่หยุดยั้ง จนสามารถร่อนหนีออกมาเป็ระยะทางหลายลี้
แสงเปลวไฟพวยพุ่งอยู่ไกลๆ
ศัตรูมิเสียดายกับการจุดไฟเผาป่าเป็วงกว้าง เพียงเพื่อหาโอกาสยิงธนูใส่มัน
นี่เป็ใครกัน
เสี่ยวอู่ิยังมิกล้าชะล่าใจหมอบอยู่ในพุ่มไม้ใกล้แม่น้ำ
รุ่งสาง
มันจะมองเห็นลูกธนูที่พุ่งมาได้ชัดขึ้น
แต่มือธนูก็จะเห็นมันชัดขึ้นเช่นกัน
มันมีลูกธนูกี่ลูกกันแน่
เหมยฮวาชิงม้าตัวหนึ่งได้ก็ควบออกจากลั่วหยางมุ่งหน้าไปฉางอาน
นางทราบดีอยู่แล้วว่ารถม้าต้องแล่นไปทางใด
ดูจากคราบโลหิตแห้งกรังที่เสื้อผ้าของสารถีและเวลาที่เสี้ยวอู่ิออกจากลั่วหยางนางคำนวณได้ว่าเหตุการณ์ผ่านมาหลายวันแล้ว
แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องไป
แม้ปราศจากความรัก แต่คนยังมีน้ำใจ
นางขี่ม้าแทบไม่หยุดยั้งจนกระทั่งห้าวันผ่านไปจึงพบกับซากของสัตว์ใหญ่ถูกสัตว์ป่าแทะเหลือแต่โครงกระดูกอยู่บนหนทาง
เป็กระดูกของม้า
ห่างไปเล็กน้อยมีเศษแตกหักของรถม้าตกกระจายอยู่ทั่ว ลักษณะเกิดเหตุปะทะขึ้นอย่างรุนแรง
แม้มีคนเดินทางผ่านไปมาก่อนนางแล้วแต่ถนนผ่านป่าลึกเช่นนี้ ผู้ที่พบเห็นต่างหวาดกลัวรีบเร่งผ่านไป
เหมยฮวาสอดส่ายสายตาหาร่องรอยจนพบลูกธนูหลายดอกตกหล่นอยู่
นางรู้สึกเย็นเฉียบขึ้นมาทันที
ไกว่เช่อเฉียว
แม้แต่มันก็เคลื่อนไหว
หรือพรรคปราบัเริ่มลงมือแล้ว
เมื่อมองเข้าไปในป่าพบเศษซากรถปักอยู่ตามต้นไม้ บางอันจมลึกเข้าไปจนมองแทบไม่เห็น
ผู้ซัดเศษไม้เหล่านี้ต้องมีกำลังภายในที่ร้ายกาจ
จากนั้นนางจึงเห็นร่องรอยไฟไหม้เป็วงกว้างหลายมู่(ไร่จีน) ขี้เถ้าสีดำโปรยอยู่ทั่ว ดีที่ป่าแถบนี้อุดมสมบูรณ์ความชื้นทำให้ไฟไม่ลุกลามมากไปกว่านี้ นางแกะรอยไปรอบๆจนพบลูกธนูปักอยู่ที่ต้นไม้บ้าง พุ่มไม้บ้าง ธนูบางดอกก็ถูกไฟไหม้ จนกระทั่งมาถึงริมแม่น้ำใหญ่ซึ่งไหลเชี่ยวกราก
มีรอยเือยู่ริมแม่น้ำ
นางรีบรุดเข้าไปดู
โลหิตแห้งกรังแล้ว
นางหันไปมองรอบกาย
ไม่มีทางหลบหนีใดที่ดีไปกว่าะโลงไปในสายน้ำเย็นจัด
การประสบกับมือธนูพิสดารแบบไกว่เช่อเฉียว ยากที่จะรับมือได้
ความกังวลเข้าครอบคลุมจิตใจ
มันไปที่ใด
เจียเจียน้ำตาคลอเขย่าแขนบิดาจนร่างใหญ่โตของประมุขเฒ่าสั่นคลอน
“ท่านพ่อต้องส่งคนไปติดตามมันกลับมา”
หวงฮูหยินเดินเข้ามาจับไหล่บุตรี
“ใจเย็นก่อนเถิดสารถีนั่นบอกว่าเสี้ยวอู่ิช่วยมันให้รอดมาได้ แสดงว่ามันยังไม่เป็อะไร”
หลังจากทราบข่าวหวงฮูหยินให้ศิษย์ไปนำตัวสารถีมารักษา มันนับว่าโชคดีที่ลูกธนูทะลุไหล่ออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่โดนกระดูกหรืออวัยวะภายใน
“แต่ท่านแม่”
เจียเจียน้ำตาเริ่มไหลไม่สามารถพูดถ้อยคำออกมาได้
ประมุขหวงมองดูธิดาหนึ่งเดียวแล้วสั่งคนจัดขบวนออกติดตาม
เจียเจียลุกขึ้น “ผู้บุตรขอไปด้วย”
หวงฮูหยินต้องกอดรั้งไว้“เ้ารออยู่นี้แหละ ม้าเดินทางไปกลับไม่กี่วันก็ทราบข่าว”
เจียเจียว้าวุ่นกังวลแต่ก็ยังต้องเชื่อฟังมารดา
นครฉางอาน
ชื่อนี้แปลได้ว่า เมืองแห่งความสงบสุขอันเป็นิรันดร์ถูกใช้เป็นครหลวงของแผ่นดินจีนหลายสมัย ก่อตั้งมาแต่ราชวงศ์สุย ซึ่งเรียกชื่อเมืองว่าต้าชิง มาเปลี่ยนเป็ฉางอานในสมัยราชวงศ์ถังตัวเมืองใหญ่โต ถนนหนทางสวยงาม มีผู้คนอาศัยนับล้าน เป็จุดหมายสำคัญของเส้นทางสายไหม
กำแพงรอบเมืองยาวถึงเจ็ดสิบลี้ถนนกลางเมืองกว้างกว่าห้าสิบวา ความเจริญก้าวหน้านับว่าทัดเทียมกับลั่วหยาง
เหมยฮวาเดินเข้ามาในย่านค้าขายซึ่งสร้างแยกออกจากบริเวณที่อยู่อาศัย
นางรู้ว่าเสี่ยวอู้ิชอบเดินชมตลาดจึงเริ่มต้นค้นหามันจากจุดนี้
ตลาดอยู่ด้านข้างของตัวเมืองทั้งซ้ายและขวา หากไม่พบมัน นางตั้งใจว่าจะเข้าไปค้นหาในบริเวณใจกลางเมือง
ร้านค้าในตลาดมีนับร้อยๆ ร้าน สินค้าที่วางขายมีทั้งของกินของใช้ของพื้นเมือง รวมถึงของจากแดนไกล นางเดินผ่านร้านขายหนังสัตว์และเครื่องแก้วแปลกตามาได้สักครู่ก็รู้สึกหิว
ดีที่มีเงินติดตัวมาบ้าง
เงินที่นางนำออกมาจากสำนักมีไม่มาก เงินทองที่นางใช้สอยในปัจจุบันกลับเป็เสี้ยวอู่ิมอบไว้ให้
มันบอกว่าสตรีสมควรมีเงินทองจับจ่ายใช้สอยจะได้ไม่ลำบาก
ความจริงแล้วบุรุษก็เช่นกัน
นางเข้าร้านอาหารสั่งผัดผักง่ายๆ และข้าวสวยระหว่างที่ทาน สายตาคอยสังเกตผู้คน หูคอยรับฟังเื่ราว
จะมีขบวนเสด็จมาจากลั่วหยาง
ชายกลุ่มหนึ่งท่าทางเป็คนของกรมเมืองพูดจาหารือกันเบาๆ เื่การตระเตรียมงานรักษาความปลอดภัยแต่นี่ย่อมไม่พ้นประสาทหูของผู้มีวรยุทธ
นางมิใคร่สนใจเื่ราวของราชสำนัก
เมื่อมืดค่ำนางเลือกโรงเตี๊ยมราคาย่อมเยาเป็ที่พักเสี่ยวเอ้อที่นี้พูดแทบจะตลอดเวลา จนนางรู้สึกรำคาญต้องไล่มันออกไป
ยามนี้เข้าฤดูหนาวเพียงพลบค่ำอากาศก็เย็นลงมาก นางนั่งในโรงเตี๊ยมยังััได้ถึงความหนาวไม่รู้ว่ามันจะเป็ฉันใด
หลังจากนางแกะรอยมาตามแม่น้ำอยู่หลายวันก็ไม่พบสิ่งใดอีกสุดท้ายตัดสินใจเดินทางเข้าฉางอานซึ่งเป็จุดหมายของเสี้ยวอู่ิ
มันเคยช่วยชีวิตนางไว้หลายครั้งาเ็สาหัสก็เพราะเป็ห่วงนาง
หากเป็บุรุษด้วยกันนี่นับเป็มิตรแท้ผู้หนึ่ง
พอถึง่เช้านางก็ออกตามหาต่อแต่ไม่ว่าจะเป็ตลาดซ้ายขวาของเมือง หรือย่านที่อยู่อาศัยตรงกลางแม้แต่บริเวณกรมเมืองหรือค่ายทหาร นางไม่พบร่องรอยของมันแม่แต่น้อย
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หิมะเริ่มโปรยปราย อากาศบางวันนางต้องอยู่แต่ในโรงเตี๊ยม
แต่เหมยฮวาค้นพบสิ่งหนึ่ง
สองสามวันมานี้มีผู้คนแปลกหน้าแฝงกายเข้าเมืองมานับร้อยคน บ้างเป็พ่อค้า บ้างเป็ชาวบ้านบ้างเป็ขอทาน บ้างเป็ชาวยุทธ
แม้นางไม่รู้จักพวกมันแต่สามารถสังเกตวิธีสื่อสารของคนกลุ่มนี้ได้
นั่นเป็รหัสลับของพรรคปราบัซึ่งนางหลบหนีออกมา
ั้แ่อายุได้สองสามขวบแม่เฒ่าก็เก็บนางมาเลี้ยง เนื่องด้วยหมู่บ้านที่อยู่อาศัยประสบภัยา เท่าที่ทราบครอบครัวนางสูญหายไปจนหมดด้วยนางมีหน้าตาน่ารักหมดจด จึงได้รับความเอ็นดูเป็พิเศษหนำซ้ำเมื่อเติบใหญขึ้นยังมีพร์ของการฝึกวรยุทธแม่เฒ่าจึงถ่ายทอดวิชาให้แก่นางมากกว่าผู้อื่น ผ่านไปเกือบยี่สิบปีสุดท้ายนางได้นั่งตำแหน่งสำคัญเพียงรองจากเ้าสำนัก
ตอนยังเด็กนางเข้าใจว่าที่ตนอาศัยเป็หมู่บ้านใหญ่ซึ่งมีแม่เฒ่าเป็ผู้นำพอรู้ความจึงทราบว่านั่นเป็พรรคใหญ่โตมากพรรคหนึ่งภายในพรรคแม้มีบุคคลน่ากลัวอยู่มากมายแต่เมื่อทุกคนพบแม่เฒ่ากลับกลายเป็เรียบร้อยว่าง่าย นางซึ่งนับเป็ “หลาน”ของแม่เฒ่าจึงเป็ผู้มีหน้ามีตาในสำนัก
สำนักปราบัมีรายได้จากที่ใดนางไม่เคยสนใจ รู้เพียงว่าเงินทองมีให้ใช้สอยไม่ขาดมือไม่ว่าสิ่งใดที่นางคิดซื้อหา ล้วนได้มาทั้งสิ้น แต่ตัวแม่เฒ่ากลับใช้จ่ายอย่างมัธยัสธ์ ความจริงแล้วนางไม่เคยเห็นแม่เฒ่าซื้อหาสิ่งใดเลยการใช้จ่ายของแม่เฒ่าล้วนเป็การจัดการกิจธุระของพรรคทั้งสิ้น
เมื่ออายุได้สิบแปดปีนางก็สามารถช่วยงานสำคัญภายในจึงเริ่มพบเห็นว่ามีการจัดสรรคนของพรรคออกเดินทางอยู่ตลอดเวลาคนเหล่านี้จะหายไปครั้งละหลายวันจนถึงหลายเดือนเมื่อกลับมาก็จะนำทรัพย์สินเงินทองมาจำนวนมาก ตอนแรกนางเข้าใจว่าพวกมันไปค้าขายแต่ก็ไม่เห็นว่ามันนำสินค้าใดไป ต่อมาจึงทราบว่าพวกมันประกอบการค้าที่มิต้องลงทุน(ปล้นสะดม)
นางเองเห็นภาพเหล่านี้จนชินตามิได้รู้สึกว่าผิดอะไร จวบจนอายุสิบแปด จึงััได้ถึงความกดดันของผู้คนที่รายล้อมทุกคนแม้เป็อยู่อย่างสบาย แต่พวกมันคล้ายหวาดกลัวสิ่งหนึ่งอยู่ตลอดบาง่ถึงกับเขม็งตึงเครียด จนถึงขั้นลงมือทำร้ายเข่นฆ่ากัน น่าแปลกที่แม่เฒ่าสามารถจัดการปัญหาได้ตลอดหลายครั้งผู้ที่ก่อปัญหาก็หายไปตลอดกาล
ตอนนั้นนางทราบแล้วว่าเหนือแม่เฒ่าขึ้นไปมีคนผู้หนึ่ง แต่นางไม่เคยเห็นหน้ามันเลยสักครั้ง
ประมุขพรรคปราบัมีเพียงแม่เฒ่าและรองประมุขบางคนเท่านั้นที่สามารถเข้าพบเป็ส่วนตัว นอกเหนือจากนั้นแล้วท่านประมุขจะสวมหน้ากากไว้ตลอดเวลา
อยู่มาวันหนึ่งนางเห็นว่าขบวนปล้มสดมฉุดคร่าเด็กชายหญิงกลับมาด้วยหลายคน
สำหรับพรรคที่มีผู้คนในสังกัดนับหมื่นการนำเด็กมาเป็คนรับใช้นับว่ามิแปลก แต่เมื่อมีเด็กถูกจับมาบ่อยๆ เข้านางก็สังเกตว่าภายหลังเด็กหลายคนหายไป
นี่ยังมิมีใด
จนกระทั่งวันที่จอมยุทธชายหญิงคู่หนึ่งลักลอบเข้ามายังที่ตั้งของพรรคเพื่อตามหาบุตรที่สูญหาย
คนสองคนบุกเข้ามาหาผู้คนนับหมื่น
แม้จะมีวรยุทธพอใช้ได้แต่เมื่อเทียบกับผู้คนจำนวนมากของพรรคแล้ว เป็เสมือนมดน้อยสองตัวบุกเข้ารังต่อใหญ่พวกมันสองคนถูกจับตัวไว้ได้ไม่ยากเย็น
แต่มันก็สังหารคนของพรรคไปได้นับสิบคน
สองผัวเมียด่าทอพรรคที่จับลูกของพวกมันมา
แต่ไม่มีใครแยแสสนใจ
นางเห็นแม่เฒ่าสั่งการเพียงครู่เดียวพวกมันก็ถูกนำตัวออกไประหว่างนั้นยังร่ำร้องคร่ำครวญหาบุตรตลอดเวลา
ต่อมานางพบศพของทั้งสองถูกโยนทิ้งที่สุสานอนาถาของพรรคโดยมิได้กลบฝัง
มิคาดมีเด็กชายคนหนึ่งผ่านมาพบ มันน้ำตาไหลดังสายโลหิตเข้าไปกอดซากร่างทั้งสองไว้
นั่นทำให้นางแน่ใจว่าพรรคปราบัมิใช่สถานที่ของนางอีกต่อไป
เมื่อสบโอกาสนางพาเด็กชายคนดังกล่าวหนีออกมาจากพรรคหาหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่เตะตาผู้คน มอบเด็กไว้กับครอบครัวผู้มีเมตตาพร้อมเงินทองแทบทั้งหมดที่นางนำติดตัวมา
จากนั้นนางสร้างร่องรอยให้พบเห็นได้ว่านางหลบหนีไปยังลั่วหยางและถูกชี่หยวนเฟิงตามพบอย่างง่ายดาย
ตอนนั้นนางรู้แล้วว่าตนเป็ส่วนหนึ่งของความชั่วร้ายในแผ่นดินนี้และเตรียมใจรับชะตากรรมแลกกับการที่เด็กคนนั้นปลอดภัย
จนกระทั่งได้พบกับเสี้ยวอู่ิ
นางตื่นจากภวังค์เมื่อรถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านไป
พักนี้มีผู้คนมาที่โรงเตี๊ยมมากขึ้นโต๊ะที่เคยว่างกลับกลายเป็ต้องแย่งชิง เสี่ยวเอ้อเข้ามากดดัน
ไม่ทราบว่าแม่นางจะสั่งสุราอาหารเพิ่มหรือไม่
นางจ่ายเงินแล้วรีบลุกจากมาวันนี้อากาศไม่หนาวเย็นเท่าใด นางจะลองไปสังเกตแถวประตูเมือง
ประตูเมืองฉางอานเป็ประตูโค้งขนาดใหญ่เนื่องด้วยวังหลวงถูกสร้างไว้ด้านหน้าเมืองโดยหันหน้าวังเข้าหาตัวเมืองคล้ายจักพรรดิ์เฝ้าดูความเป็อยู่ของประชาชน คนที่จะเข้าออกเมืองจึงต้องผ่านประตูด้านอื่นๆ นางแฝงกายอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่พบเบาะแส กำลังจะถอดใจกลับโรงเตี๊ยมกลับพบคนของพรรคปราบักลุ่มใหญ่เข้าเมืองมาอีก
นางเองทางหนึ่งไม่้าพบคนของพรรคแต่อีกทางก็อยากตามหาเสี้ยวอู่ิ
ทันใดนั้นนางรู้สึกว่าถูกจับตามองจึงรีบแฝงกายเข้าไปในกลุ่มคน
ความรู้สึกนั้นก็หายไป
ผ่านไปครู่ใหญ่นางจึงรีบเดินกลับโรงเตี๊ยม
ความรู้สึกว่าถูกมองก็เกิดขึ้นอีก
นางแน่ใจแล้วว่าถูกติดตาม
เมื่อผ่านร้านขายผ้านางเข้าไปทำทีเลือกผ้าไปมา แล้วฝ่าออกทางด้านหลังของร้าน ไม่สนใจว่าเ้าของร้านจะคิดเช่นใด
แต่แล้วนางถอยกลับเข้าไปในร้านใหม่หยิบผ้าคลุมมาผืนหนึ่ง จ่ายเงินให้เ้าของร้านแล้วคลุมตัวกลับออกมาด้านหน้าร้าน
เมื่อได้เงินทองเ้าของร้านก็มิมีปัญหากับสตรีงามท่าทางประหลาดคนนี้
นางคลุมศีรษะเดินลัดเลาะไปกับผู้คนใน่ที่หิมะโปรยปรายเช่นนี้ ไม่นับว่าแปลกแยกอันใด
แต่นางมิได้กลับโรงเตี๊ยม
นางยินยอมเดินฝ่าความหนาวจนพบร้านขายผ้าอีกแห่งหนึ่งจึงเดินเข้าไปหาซื้อผ้าผืนใหม่ คลุมแทนผืนเดิมแล้วออกมาด้านหลังร้าน
จากนั้นจึงลัดเลาะไปตามตรอกเล็กๆแล้วเข้าไปนั่งในร้านน้ำชาฝั่งตรงข้ามโรงเตี๊ยมเยื้องกันไปเล็กน้อย
นางอดทนนั่งกินน้ำชาอยู่พักหนึ่งก็มองเห็นผู้คนหลายคนบางคนเดินผ่านโรงเตี๊ยมไปบางคนเข้าไปนั่งกินอาหาร บางคนยืนรีรออยู่ด้านนอก
คนกลุ่มนี้ล้วนเป็คนของพรรคปราบั
หรือพวกมันพบเห็นนางแล้ว