เมื่อลากรถเข็นมาถึงทำเลท้ายตลาด ซึ่งเป็พื้นที่ว่างใกล้กับกองขยะและแผงขายปลาเค็ม หลินเสี่ยวฟานกวาดสายตามองรอบ ๆ สภาพแวดล้อมช่างหดหู่ใจยิ่งนัก กลิ่นคาวปลาโชยมาตามลม ผสมกับไอร้อนจากพื้นดิน แผงข้าง ๆ มี เถ้าแก่เนี้ยโจว แม่ค้าขายผักวัยกลางคนผู้มีฝีปากจัดจ้าน กำลังนั่งพัดฉ่ามองเขาด้วยสายตาประเมิน
“อ้าว เ้าหนุ่มตระกูลหลิน นึกอย่างไรมาแย่งที่ทำมาหากินของพวกคนยากคนจนล่ะเนี่ย?” เถ้าแก่เนี้ยโจวเอ่ยทักทายแกมประชด
“ท่านป้าโจว พูดเช่นนี้ไม่ถูก ข้ามาเพื่อยกระดับวัฒนธรรมการกินของตลาดเราต่างหากขอรับ” เสี่ยวฟานยิ้มรับกวน ๆ พลางเริ่มจัดแจงแผง
ทว่า ปัญหาใหญ่หลวงที่สุดในตอนนี้คือ... เขาจะขายอะไร?
ในรถเข็นมีเพียงขิง ข่า ตะไคร้ พริกแห้ง และข้าวสวยก้นหม้อที่เหลือจากเมื่อคืนที่ท่านแม่ยัดเยียดใส่มาให้ เสี่ยวฟานนั่งยองๆ กุมขมับ สมองหมุนคิดหากลยุทธ์ “จะขายผักสดรึ? นายน้อยกู้ก็เพิ่งหัวเราะเยาะไป ข้าประกาศไปแล้วว่ามันคือเสบียง์ ถ้าขายหัวขิงหัวข่าตรง ๆ หน้าข้าคงแตกละเอียดเป็ผงแป้งแน่ ๆ ของมันต้องผ่านกระบวนการที่ ‘ยิ่งใหญ่’ ไว้ก่อน!”
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเตาถ่านดินเผาขนาดเล็กและตะแกรงเหล็กที่ติดมากับรถเข็น กอปรกับข้าวสวยก้นหม้อที่เริ่มจับตัวกันเป็ก้อนเหนียวเนื่องจากทิ้งไว้ข้ามคืน ความคิดอันบรรเจิดแฝงความหายนะก็ปะทุขึ้นในหัว
“คิดออกแล้ว! ในนิยายจอมยุทธ์แคว้นแดนใต้ชอบกินข้าวปั้นย่างไฟ ข้าจะเอาข้าวสวยนี่มาทำเป็ของกินเล่นสายดุดัน!”
ไม่รอช้า หลินเสี่ยวฟานเริ่มจุดไฟในเตาถ่าน ทักษะการจุดไฟของเขานับว่าไม่เลวเพราะแอบหนีเที่ยวบ่อย ลมร้อนบ่ายสามโมงบวกกับความร้อนจากเตาถ่านทำเอาเหงื่อท่วมกาย เสี่ยวฟานจัดการหยิบข้าวสวยก้นหม้อมาปั้นเป็ก้อนกลมใหญ่เท่ากำปั้น ทว่าเขาคิดว่าข้าวเปล่า ๆ มันธรรมดาเกินไป ไม่สมศักดิ์ศรี
“ในเมื่อนายน้อยกู้บอกว่าผักของข้าเหี่ยว ข้าจะยัดไส้สมุนไพรแบบเข้มข้นสะกดิญญาให้ดู!”
เสี่ยวฟานหยิบหัวขิงแก่มาบดหยาบ ๆ ซอยตะไคร้เป็แว่น ๆ และเด็ดพริกแห้งใส่ลงไปกำมือใหญ่ จากนั้นยัดสิ่งเ่าั้เข้าไปกึ่งกลางก้อนข้าวปั้น นำไม้ไผ่มาเสียบตรงกลาง แล้ววางลงบนตะแกรงเหล็กเหนือเตาถ่านที่ไฟกำลังลุกโชน
เพื่อเพิ่มความหรูหรา เขาหยิบแปรงขนหมูมาจุ่มน้ำมันหมูผสมซีอิ๊วดำทาเคลือบผิวข้าวปั้นจนขึ้นเงาแวววาว เมนูนี้เขาตั้งชื่อรบว่า “ข้าวจี่เพลิงโลกันตร์”
ซู่... ซู่...
น้ำมันหมูหยดลงบนถ่านร้อนระอุ เกิดเปลวไฟลุกพรึ่บพรั่บตระการตา เสี่ยวฟานควงตะหลิวเหล็กในมือซ้าย หมุนสากไม้ในมือขวา ร่ายรำกระบวนท่าพลิกข้าวจี่ไปมาคล้ายจอมยุทธ์กำลังประชันวรยุทธ์กับศัตรูที่มองไม่เห็น “เข้ามาเลยครับเข้ามา! ข้าวจี่เพลิงโลกันตร์ รสชาติร้อนแรงทะลวงิญญา ดื่มด่ำกำลังภายในในราคาเพียง 3 อีแปะ!”
การแสดงอันโอเวอร์ของเขาดึงดูดความสนใจของชาวบ้านได้จริง ๆ ทว่า สิ่งที่ตามมาพร้อมกับเปลวไฟไม่ใช่กลิ่นหอมหวน... แต่เป็ควันโขมงสีเทาดำที่หนาทึบ!
เนื่องจากขิง ตะไคร้ และพริกแห้งที่อยู่ข้างในโดนความร้อนจัดจนไหม้เกรียม ควันฉุนกึกที่ผสมสารความเผ็ดร้อนของพริกแห้งเริ่มลอยกระจายออกไปเป็วงกว้าง ประดุจะเิควันพิษของสำนักมาร
“แค่ก ๆ ๆ! ไอหยา! เ้าแสบเสี่ยวฟาน แกเผาร้านรึไงวะ!” เถ้าแก่เนี้ยโจวที่นั่งอยู่แผงข้าง ๆ เริ่มไอจามจนตัวโยน น้ำตาไหลพราก รีบเอาผ้าเช็ดหน้าอุดจมูก
“แค่ก ๆ! ควันอะไรเนี่ย แสบตา แสบคอไปหมดแล้ว!” ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างแตกตื่น วิ่งหนีออกจากบริเวณนั้นกระเจิดกระเจิง บางคนนึกว่าเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในตลาดท้ายเมือง
หลินเสี่ยวฟานเองก็สำลักควันจนหน้าดำคร่ำเครียด แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคออยู่ เขาจะแสดงความอ่อนแอไม่ได้! เด็กหนุ่มกลั้นหายใจ ตาแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้า แต่ยังคงฝืนยิ้มมุมปาก ยืนกอดอกท่ามกลางกลุ่มควันดำราวมหาบุรุษผู้ไม่สะทกสะท้านต่อภัยพิบัติ
“ท่านป้าโจว... นี่ไม่ใช่ควันธรรมดา แต่มันคือ ‘ไอปราณสมุนไพร’ ที่ช่วยขับไล่ความชื้นในร่างกายต่างหากขอรับ! ใครได้ดมถือเป็บุญวาสนา!” เสี่ยวฟานะโเสียงแหบแห้ง ฝืนทำตัวเท่สู้กับกลุ่มควันที่กำลังโอบล้อมรอบตัวเขาอย่างไม่ยอมลดละ