หลังจากดื่มไปสักพัก บทสนทนาก็เริ่มผ่อนคลายและเป็กันเองมากขึ้น เสียงหัวเราะของพวกเราดังขึ้นเป็ระยะ พร้อมกับเหล้าปั่นที่ถูกเติมลงแก้วไม่หยุด
“เออ อลัน” ทีมถามขึ้นมาพลางยิ้มมุมปาก
“นายรู้จักเตได้ยังไงวะ?ดูท่าทางจะไม่ค่อยสนิทกับใครง่ายๆ”
อลันหันมามองผมครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาตอบทีม
“ก็เจอกันในคลาสบัญชีนั่นแหละ เรียนคณะเดียวกัน เลยมีโอกาสได้คุยกันบ้าง”
“แล้วทำไมนายถึงมาเรียนที่นี่ล่ะ?” ต้าถามขึ้นบ้าง น้ำเสียงเขาไม่ได้แสดงความสนใจมากนัก แต่ผมรู้ว่าต้ากำลังอยากรู้จริงๆ
อลันหันมามองหน้าต้า ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย
“ก็แค่...อยากลองอะไรใหม่ๆ ดูบ้างน่ะ”
บทสนทนาระหว่างพวกเราดำเนินไปท่ามกลางเสียงเพลงเบาๆ และบรรยากาศผ่อนคลายที่เริ่มกลายเป็ความสนุกเต็มที่ เหล้าปั่นสีฟ้าในแก้วของแต่ละคนแทบจะละลายหมดแล้ว แต่ไม่มีใครใส่ใจ ทุกคนกำลังเริ่มดื่มด่ำกับการสนทนาและความมึนเมาที่ค่อยๆ แทรกเข้ามา
ทีมยังคงถามอลันด้วยความอยากรู้
“ลองใช้ชีวิตต่างจากเดิมนี่หมายถึงอะไร?นี่นายกำลังพูดถึงการออกจากบ้านหรูๆ แล้วมาอยู่หอพักรึเปล่า?” ทีมถามด้วยท่าทางสนใจ จริงๆ นิสัยของทีมเองก็เป็คนช่างสงสัยอยู่แล้ว
อลันยิ้มมุมปากอย่างคนที่รู้ตัวว่ากำลังถูกสนใจ
“ใช่ประมาณนั้นล่ะ นายคงเดาได้ไม่ผิด... บางทีการเปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้เราเข้าใจอะไรใหม่ๆ ก็ได้ ฉันแค่้าอะไรที่เรียบง่ายกว่านั้นน่ะ”
ทีมยักไหล่แล้วหัวเราะ
“นายมันก็ชอบพูดอะไรที่ดูเท่ๆ ตลอดนั่นแหละ”
อลันไม่พูดอะไรต่อ แค่ยิ้มตอบและหันไปจิบเหล้าปั่นในแก้วที่ละลายจนเกือบจะเป็น้ำเต็มที ต้ากับผมไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มองดูเพื่อนใหม่ที่เข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของกลุ่มสนทนาอย่างราบรื่น แต่ในความเงียบนั้นผมเริ่มสังเกตได้ว่าอลันเองก็ดูจะมีความคิดอะไรบางอย่างในใจที่เขาไม่พูดออกมา
หลังจากนั้นบทสนทนาก็ดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด ทุกคนพูดถึงเื่ราวต่างๆ ั้แ่เื่เรียน เื่ชีวิตประจำวัน รวมถึงเื่ของสาวๆ ที่อลันดูจะมีความชำนาญในการพูดถึงมากกว่าใคร เขาเล่าเื่ความสัมพันธ์ของเขากับผู้หญิงที่เขาเคยออกเดตด้วยอย่างเมามัน แต่ผมกับต้าไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในบทสนทนานี้มากนัก
ขณะที่อลันกำลังเล่าถึงเื่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาคุยๆ อยู่ ผมก็เริ่มรู้สึกถึงความคิดถึงบางอย่างเมื่อได้เห็นสุนัขจรจัดเดินผ่านไปทำให้ผมนึกถึงเ้าดำ... หมาที่หายไปจากบ้านหลายเดือนแล้ว
ผมยังไม่เคยลืมมันเพราะเ้าดำคือเพื่อนต่างสายพันธุ์ตัวแรกที่ผมรู้สึกผูกพันอย่างไม่อาจตัดใจได้
ผมได้แต่ถอนหายใจออกมายาวๆ แล้วพยายามเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อไม่ให้บรรยากาศในวงสนทนามันดูน่าเบื่อ แต่ว่าในขณะที่ผมมองดูต้าที่นั่งอยู่ข้างๆ มองดูทรงผมรากไทรสีดำสนิทที่เหมือนขนเ้าดำ แน่นอนว่าตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกแย่ลงกว่าเดิม บางครั้งผมก็อยากลองลูบหัวต้าดูสักครั้งให้รู้แล้วรู้รอด มันคงช่วยระบายความคิดถึงเ้าดำลงได้ไม่มากก็น้อย
...
บรรยากาศในร้านเริ่มคึกคักขึ้นตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่เราดื่มเข้าไป เสียงเพลงในร้านก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะดนตรีที่บรรเลง และเสียงหัวเราะของกลุ่มลูกค้ารอบๆ ตัวก็เริ่มดังขึ้นไม่ต่างกัน ยิ่งดึกก็ยิ่งดื่มมากขึ้น ความมึนเมาเริ่มครอบงำ ผมรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะไม่มีสติเท่าที่ควรแล้ว
ในหัวของผมเวลานี้เริ่มหมุนหน่อยๆ แต่ก็ยังพอรู้ตัวว่าอะไรเป็อะไร ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ดึงความสนใจผมกลับมาจริงๆ คือ ต้า... ที่นั่งอยู่ข้างๆ ผม
แสงไฟสีเหลืองอบอุ่นที่สะท้อนลงบนเส้นผมดำขลับของเขา ทำให้ผมอดคิดถึงเ้าดำไม่ได้ มันช่างเหมือนกันเหลือเกินจนผมอดยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ใจผมรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ต้องยื่นมือออกไปทำในสิ่งที่อาจจะเสี่ยงต่อชีวิตอยู่หน่อยๆ นั่นก็คือ...การเอื้อมมือไปขยี้หัวของต้าให้หนำใจ
“เอาวะ!” ผมคิดในใจ พลางหัวเราะเบาๆ เพราะรู้ดีว่าการลูบหัวต้าตอนนี้คงเป็การระบายความคิดถึงเ้าดำที่ผมเก็บไว้อยู่ในใจมานาน ผมยื่นมือออกไปเบาๆ แล้วเริ่มขยี้เส้นผมสีดำสนิทของต้าด้วยความหมั่นไส้ปนความคิดถึง
“เฮ้ย! เต…นายทำอะไรน่ะ?” ต้าหันมามองผมทันทีด้วยความใ หน้าของเขาดูงุนงงปนกับไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมทำ ทีมกับอลันที่นั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลินก็หยุดการสนทนาแล้วหันมามองผมด้วยสีหน้าสงสัย ก่อนจะทำหน้าเหมือนกำลังพยายามกลั้นขำอยู่
ผมรีบชักมือกลับแล้วหัวเราะเบาๆ เพื่อแก้เขิน
“โทษทีๆ เรานึกถึงหมาของเราที่หายไป” ผมพูดพร้อมเกาหัวตัวเองด้วยท่าทางประหม่าที่พยายามจะแก้สถานการณ์ ความจริงผมไม่ได้ตั้งใจจะเปรียบเทียบต้ากับหมา แต่มันก็หลุดออกมาง่ายๆ แบบนั้น
สิ้นเสียงผม ทีมก็หัวเราะเสียงดังลั่นอย่างไม่อายใคร “ฮ่าๆๆ นี่เต นายคิดว่าต้าหน้าตาเหมือนหมาของนายจริงๆ เหรอเต?” เขาพูดพลางหัวเราะคิกคัก ไม่สนใจความตึงเครียดของเพื่อนร่วมโต๊ะ ขณะที่อลันที่ตอนแรกก็ทำหน้าแปลกใจอยู่เหมือนกัน ก็เริ่มหัวเราะตามทีมไปด้วยอย่างไม่หยุดยั้ง
ผมยังคงหัวเราะแก้เก้อ แต่สีหน้าของต้าในตอนนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป เขากำลังมองผมด้วยสายตาบูดบึ้ง ค้อนควักใส่ผมอย่างโกรธเคืองเป็นัยๆ แน่ล่ะ ใครจะไปพอใจที่ถูกเอาเส้นผมของตัวเองไปเปรียบเทียบกับหมาแบบนี้
ผมรีบยกมือขึ้นมาขอโทษทันที
“ขอโทษจริงๆ นะต้า เราเมาน่ะ คิดถึงเ้าดำจนเบลอไปหน่อย” ผมพยายามหลบสายตาของเขา เพราะรู้ดีว่าเื่ที่ทำลงไปมันดูแย่ขนาดไหนในสายตาเขา
ต้ายังคงมองผมด้วยสายตาตำหนิอยู่ดี แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ผมเองก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ พยายามเปลี่ยนบรรยากาศความอึดอัดนี้ออกไป
“อ่ะๆ เอาน่า ขำๆ เราไม่ได้ตั้งใจ แต่ยอมรับนะว่าลูบหัวนายแล้วสบายใจดี นี่ถ้าไม่ติดว่าเมา เราคงไม่กล้าทำหรอก” ผมพูดพลางยิ้มแหยๆ
ทีมยิ่งหัวเราะหนักขึ้น เขาตบโต๊ะเสียงดังจนคนในร้านหันมามอง “ดูหน้าไอ้ต้าดิ โกรธจนไม่พูดเลยว่ะ ฮ่าๆๆ”
อลันก็ยิ้มขำๆ พร้อมเอื้อมมือมาตบหลังผมเบาๆ
“เต นายนี่มันจริงๆ เลย พูดแบบนี้ต้าไม่โกรธก็แปลกละ” เขาพูดติดตลกพร้อมกับจิบเครื่องดื่มที่เหลืออยู่
ผมหันไปหาต้าอีกครั้งด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความรู้สึกผิดเล็กๆ “เราขอโทษจริงๆ นะ อย่าโกรธเราสิ” ผมพูดพร้อมยิ้มอย่างประจบประแจง เหมือนเด็กที่ทำความผิดแล้วมาขอโทษผู้ใหญ่
ต้านิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวๆ แล้วหันมามองผม “เออๆ ไม่โกรธก็ได้ แต่นายจะมาเปรียบเทียบเรากับหมาอีกไม่ได้นะ” เขาพูดเสียงเรียบแต่ในแววตากลับแอบมีรอยยิ้มซ่อนอยู่ ผมโล่งใจทันทีที่เห็นว่าเขาไม่ได้โกรธจริงจัง
“ตกลง ไม่ทำอีกแล้ว” ผมยิ้มตอบ ต้าที่ดูจะหายโกรธแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เหมือนพยายามระบายความอึดอัดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แล้วหันไปดื่มเครื่องดื่มของตัวเองต่อ
หลังจากนั้นบรรยากาศรอบโต๊ะของเราก็กลับมาสบายๆ อีกครั้ง เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสงไฟในร้านยังคงสลัวๆ ลอดผ่านโต๊ะไปมาจนทำให้ทุกอย่างดูนุ่มนวลขึ้น เสียงเพลงดังกระหึ่มทั่วร้าน แต่ผมกลับรู้สึกว่าเสียงหัวใจตัวเองยังเต้นเร็วจากความประหม่าเมื่อกี้นี้ เหลือบมองไปทางต้าก็เห็นว่าเขายังคงดื่มอย่างเงียบๆ พร้อมกับส่ายหัวนิดๆ แบบขำๆ กับสิ่งที่ผมเพิ่งทำลงไป
ผมได้แต่คิดในใจ ‘ไอ้เตเอ๊ย! ทำบ้าอะไรลงไปเนี้ย’ แต่ถึงจะรู้สึกผิดก็เถอะ การกระทำเมื่อครู่ก็ช่วยให้ผมคลายความคิดถึงเ้าดำได้อยู่บ้าง แม้มันจะเป็การปลดปล่อยที่แปลกประหลาดไปสักหน่อยก็ตาม