คัมภีร์เทพอสูรเทวะ

    ตอนที่ 102: เสียงเต้นของหัวใจดวงที่สาม

    ความเงียบปกคลุมทั่ววิหารพังทลาย


    ซากร่างมหาเทพทอดตัวนิ่งท่ามกลางเศษศิลาแตกหัก แสงสีทองจากแก่นสัจธรรมยังคงเต้นเป็นจังหวะราวกับหัวใจจักรวาลไร้การดับสูญ


    เย่เฉินก้าวเข้าไปอย่างเชื่องช้า สังขารแทบไม่เหลือเค้าเดิม แขนข้างหนึ่งสูญสิ้น ศัสตราคู่กายแตกสลาย เตาหลอมวิปลาสกลางทรวงอกแผ่วเบาราวกับจะดับลงทุกเมื่อ


    ทว่าเปลวแห่งความหิวโหย... กลับยิ่งลุกโชน


    ดวงตาทั้งสามชั้นทอดมองแก่นสัจธรรมเบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ ปราศจากความลังเล ปราศจากความหวาดหวั่น หลงเหลือเพียงสัญชาตญาณผู้ล่าจ้องมองเหยื่อชิ้นสุดท้าย


    ชายหนุ่มยื่นมือออกไป กรงเล็บเหลือเพียงกระดูกนิลจิกลงบนแก่นสัจธรรม กรามบิดเบี้ยวอ้ากว้างฝังเขี้ยวลงไป!


    ทันใดนั้น... โลกทั้งใบพลันเงียบงัน


    สายลมหยุดพัด ฝุ่นผงหยุดเคลื่อนไหว แม้แต่แสงสว่างยังคล้ายแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ราวกับกฎทั้งปวงแห่งฟ้าดินถูกบังคับหยุดหายใจ


    รสชาติของเหลวสีทองขุ่นมัวทะลักล่วงเข้าสู่ลำคอ พลังมหาศาลทะลักเข้าสู่สังขารในเสี้ยวพริบตา มิใช่เพียงพลังปราณ ทว่ามันคือกฎแห่งการกำเนิดและการทำลาย คือความทรงจำจักรวาลนับไม่ถ้วน คือเจตจำนงของผู้เคยยืนอยู่เหนือสรรพชีวิต


    ทะลวงวิญญาณมัจจุราช นิมิตจักรวาลสีทองไร้ขอบเขตระเบิดทับซ้อน ดาวฤกษ์นับล้านลี้หมุนวน สัจธรรมฟ้าดินก่อตัวเป็นเงาร่างมหึมาเหนือความว่างเปล่า ดวงตามันราวกับดวงอาทิตย์คู่หนึ่ง


    กังวานมหาเทพดังก้องสะเทือนรากวิญญาณ ‘มดปลวก... เจ้าหาญกล้ากลืนกินจักรวาลกระนั้นหรือ!’


    แสงสีทองสว่างไสวแผ่ซ่านบุกรุกทะเลวิญญาณสีหมึก พยายามลบเลือนตัวตนปรสิตตัวจ้อยให้สูญสิ้น ผู้ปกครองทวีปหาได้ดับสูญสมบูรณ์ มันกำลังอาศัยภาชนะวิปลาสเพื่อ "จุติใหม่"


    ข่ายเส้นเลือดสีทองงอกเงยทะลักออกจากแก่นสัจธรรม ลุกลามพันธนาการกระดูกสีนิล เนื้อหนังเคยหลอมละลายกลับงอกเงยใหม่ในรูปลักษณ์สีทองอร่าม ดวงตาซ้ายเย่เฉินแปรสภาพกลายเป็นเนตรสวรรค์ ท่อนแขนขวาขาดสะบั้นค่อยๆ ก่อตัวกลายเป็นกรงเล็บเทพเจ้าบรรพกาล


    ความทรงจำสรวงสวรรค์หลั่งไหลทับซ้อนอดีตมัจจุราช ภาพการสร้างโลก ภาพการปกครองสรรพสัตว์ บดขยี้ตัวตนเดิมจนแหลกละเอียด เย่เฉินเริ่มลืมเลือนนามตนเอง สติสัมปชัญญะพร่ามัว กรามสีทองขยับอ้า เปล่งสำเนียงศักดิ์สิทธิ์


    ‘ข้าคือ... มหา...’


    ทว่า... ท่ามกลางทะเลวิญญาณเจิดจรัสแสงสวรรค์ เจตจำนงแห่งความบ้าคลั่งพลันปะทุ!


    มัจจุราชปฏิเสธความสมบูรณ์แบบจอมปลอม! ความหิวโหยไร้ก้นบึ้งระเบิดออก โซ่เจตจำนงสีหมึกนับพันเส้นพุ่งทะลวงจากก้นบึ้งทะเลวิญญาณ พวกมันมิได้โจมตีเงาร่างมหาเทพ ทว่าพุ่งเข้ารัดคอเย่เฉินเอง!


    แรงบีบรัดบดขยี้หลอดลมวิญญาณ สร้างความเจ็บปวดระดับวิบัติกระชากสติสัมปชัญญะกลับคืน ชายหนุ่มใช้ความโสมมและความบ้าคลั่ง บดขยี้แสงสว่างสวรรค์จนแตกสลาย


    ดวงตาซ้ายสีทองพลันปริแตกทะลักโลหิตสีหมึก กรงเล็บเทพเจ้างอกใหม่ถูกแรงโน้มถ่วงบิดทำลายจนบิดเบี้ยว เย่เฉินแผดกังวานหัวเราะเย้ยหยัน กรามกระดูกขบกัดแก่นสัจธรรมแรงขึ้นอีกสิบเท่า!


    กังวานเหี้ยมเกรียมกระซิบผ่านรากวิญญาณ ‘ความสมบูรณ์แบบสวะสวรรค์... มีรสชาติจืดชืดสิ้นดี!’


    การกลืนกินสัจธรรมคำรบสอง... คือเส้นแบ่งระหว่าง "สิ่งมีชีวิต" กับ "ตัวตนวิปริตนอกเหนือกฎเกณฑ์"


    ทันทีพลังสัจธรรมสายสุดท้ายไหลผ่านจุดตันเถียน โลกทั้งใบในทะเลวิญญาณพลันสั่นสะเทือน รัศมีสีทองแห่งสวรรค์และอเวจีสีหมึกปะทะกันอย่างรุนแรง ไม่มีฝ่ายใดยอมถอยแม้เพียงก้าวเดียว


    ครืนนนน...


    แรงกดดันมหาศาลกวาดผ่านสังขารเย่เฉินราวกับจักรวาลกำลังยุบตัว อวัยวะหลักอย่างแก่นมฤตยู ศูนย์กลางแห่งการกลืนกินเริ่มปริแตกทีละสาย


    รอยร้าวแรก... รอยร้าวสอง... ก่อนจะแผ่ขยายไปทั่วทั้งแก่น


    เปรี๊ยะ...


    เสียงแผ่วเบาดังขึ้น แล้วแก่นมฤตยูก็แตกสลายกลายเป็นแอ่งของเหลวสีดำขุ่น ปราศจากการระเบิด ปราศจากแสงสว่าง มีเพียงการเน่าสลายไปจากระบบชีววิทยาอย่างสมบูรณ์ เตาหลอมวิปลาสกลางทรวงอกดับลงพร้อมกัน หัวใจดวงเดิมหยุดเต้น


    ทุกสิ่งพลันเงียบงัน เย่เฉินทรุดลงเบื้องหน้าซากมหาเทพ ดวงตาทั้งสามชั้นปิดสนิท ไร้ลมหายใจ ไร้คลื่นวิญญาณ ราวกับบุรุษผู้กล้าท้าทายสวรรค์ผู้นั้นไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย


    หนึ่งลมหายใจผ่านพ้น... สองลมหายใจผ่านพ้น... สามลมหายใจผ่านพ้น...


    ในห้วงความว่างเปล่า เย่เฉินไม่อาจรับรู้สิ่งใด เขาหลงลืมสถานที่ หลงลืมตัวตน นามกร "เย่เฉิน" เลือนรางดุจธุลีต้องสายลม ข่ายเส้นเอ็นในสมองหยุดทำงาน กรดสวรรค์เริ่มกัดกร่อนตะกรันความทรงจำ


    เหลือเพียงความมืดมิดไร้จุดสิ้นสุด


    เหนือความมืดมิดนั้น สุ้มเสียงมหาเทพดังกังวานอีกครา เจตจำนงสีทองแผ่ซ่านมุ่งยึดครองภาชนะว่างเปล่า แสงสีทองค่อยๆ ปกคลุมมิติจิต ตัวตนเย่เฉินใกล้เลือนหาย


    ทว่า... จากก้นบึ้งลึกสุด เสียงหนึ่งพลันสะท้อนขึ้น


    ตุบ...


    มิใช่เสียงหัวใจ ทว่ามันคือเสียงแห่งความหิวโหย ความหิวโหยระดับจักรวาลผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสรรพสิ่ง


    ตุบ...


    คราวนี้ทะเลวิญญาณสั่นสะเทือน เศษซากแก่นมฤตยู เศษเตาหลอมวิปลาส และประกายสัจธรรมสีทองแตกกระจาย เริ่มหมุนวนเข้าหาศูนย์กลางเดียวกัน ปราศจากผู้ควบคุม ปราศจากผู้บัญชา กฎเกณฑ์ทางชีววิทยากำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ มวลพลังงานสองขั้วถูกบดอัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อกำเนิดสัณฐานก้อนเนื้อสีดำสนิทขนาดเล็ก


    บนพื้นผิวปรากฏเส้นสีทองเต้นระริกดุจเส้นเลือดดำบิดเกลียว


    หัวใจดวงที่สาม... ฟักตัวเสร็จสมบูรณ์!


    ตุบ!!


    จังหวะสูบฉีดคราแรกทำลายความเงียบงันจนแตกสลาย! อวัยวะใหม่หาได้สูบฉีดโลหิต ทว่ามันกำลังสูบฉีดมวลความหนาแน่นสัมบูรณ์บิดเบือนแรงโน้มถ่วง! สูบฉีดน้ำย่อยอเวจีเข้มข้นสูงสุด! สูบฉีดเศษเสี้ยวสัจธรรม!


    ฉับพลันนั้น มิติรอบกายเย่เฉินเกิดปฏิกิริยาวิปลาส เศษศิลามหาเทพ หยดเลือดสวรรค์ และเศษเนื้อหลอมละลายรอบวิหาร พลันลอยสวนทางกลับขึ้นสู่เบื้องบน มวลอากาศถูกบีบอัดจนเกิดรอยร้าวสีดำทอดยาวดุจใยแมงมุม แรงดึงดูดถูกสัณฐานใหม่เหยียบย่ำจนพังพินาศ!


    ทุกจังหวะการเต้น สังขารเย่เฉินถูกฉีกทำลายและบังคับสร้างใหม่ กระดูกแตกละลายกลายเป็นของเหลว ก่อนตกผลึกหลอมรวม กล้ามเนื้อสลายเป็นซุปเนื้อเน่าก่อนก่อรูป เกล็ดทมิฬผลัดเปลี่ยนเป็นชั้นใหม่หนาแน่นทวีคูณ กระบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปราศจากช่วงพัก ปราศจากความเมตตา เย่เฉินสัมผัสได้เพียงความเจ็บปวดเหนือคำบรรยาย


    ทว่าท่ามกลางความเจ็บปวด... สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดพลันปะทุ!


    หัวใจดวงที่สามส่งคลื่นไฟฟ้าชีววิทยากระแทกทะลวงแก่นสมอง! บังคับกระชากระบบประสาทดับสูญให้ตื่นขึ้นมาสวาปาม! ผัสสะแห่งความหิวโหยดึงเศษเสี้ยวตัวตนมัจจุราชกลับคืนมา ดวงตาดับสนิทพลันสั่นไหว นิ้วมือกะโหลกกระดิกเล็กน้อย


    ตุบ!!


    แก่นภาชนะดวงใหม่เต้นเต็มจังหวะ!


    คลื่นความถี่สีหมึกพุ่งทะยานทะลวงผ่านรอยแยกมิติ กวาดล้างมวลอากาศทั่วทวีปล่าง ก่อนพุ่งกระแทกขอบเขตเก้าชั้นฟ้าดุจหอกทะลวงสวรรค์ โลกเบื้องบนพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น!


    ภูเขาศักดิ์สิทธิ์นับหมื่นลูกพังทลาย มหาสมุทรปราณบริสุทธิ์เกิดคลื่นยักษ์ตีกลับย้อนขึ้นสู่แผ่นฟ้า ดาวฤกษ์ประจำทิศตกกระเด็นหลุดจากวงโคจร วิหารเทพนับพันแห่งเกิดรอยร้าวลุกลามดุจใยแมงมุม


    ณ ใจกลางทวีปสวรรค์... หอคอยบรรพกาลตั้งตระหง่าน ภายในประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดโบราณกาล 'นาฬิกาทรายแห่งกัลป์' เครื่องประเมินอายุขัยเทพเจ้าทั้งมวล


    วินาทีคลื่นความถี่วิปลาสพุ่งชนทวีปสวรรค์ เม็ดทรายสีทองสุกสว่างภายในหลอดแก้วพลันหยุดไหลเวียน สัจธรรมแห่งเวลาถูกแช่แข็ง กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านบดขยี้ความสมบูรณ์แบบ เม็ดทรายสีทองเริ่มเน่าเปื่อย... แปรสภาพกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำสนิท!


    เพล้ง!!!


    หลอดแก้วบรรพกาลระเบิดแตกละเอียด ฝุ่นเถ้าสีหมึกฟุ้งกระจาย บดบังรัศมีมหาเทพจนมืดมิด ลึกลงไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ผู้ปกครองสูงสุดหลายองค์พลันลืมตาขึ้นพร้อมกัน เนตรสวรรค์เบิกกว้างเจือความหวาดผวาสุดขีด พระวรกายสั่นสะท้าน โลหิตเทพทะลักออกจากมุมปากเพียงแค่อวัยวะชิ้นนั้นเริ่มทำงาน


    เหล่าเทพเฒ่าทอดสายตามองทะลุม่านเมฆา จ้องมองลงไปยังทวีปล่างด้วยความหวาดหวั่นระดับรากวิญญาณ กังวานเสียงสั่นพร่ากระซิบผ่านเจตจำนง ถ่ายทอดความสิ้นหวังไปทั่วแดนสวรรค์


    "หัวใจดวงนั้น... กลับมาอีกแล้ว..."


    ปราศจากผู้ใดกล้าเอ่ยนาม ปราศจากผู้ใดกล้าท้าทาย หลงเหลือเพียงความหวาดกลัวต่อผู้กลืนกินจักรวาล...


    และในก้นบึ้งโลกเบื้องล่าง ท่ามกลางซากวิหารมหาเทพ สังขารสีหมึกค่อยๆ หยัดยืนขึ้น บาดแผลฉกรรจ์และท่อนแขนขวาขาดสะบั้นกำลังถูกหล่อเลี้ยงด้วยแรงโน้มถ่วงสัมบูรณ์ มวลสารอเวจีบีบอัดตัว ก่อรูปเป็น 'กรงเล็บอเวจีบรรพกาล' สีดำทะมึนแทนที่แขนเดิม


    ผิวหนังทั่วสรีระแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไร้แสงสะท้อน ไร้ความอบอุ่น


    เย่เฉินก้มมองฝ่ามือตนเอง ไร้ลมหายใจ ไร้ชีพจรจากหัวใจดวงเดิม หลงเหลือเพียงเสียงเต้นของหัวใจดวงที่สามสะท้อนก้องก้นบึ้งวิญญาณ ชายหนุ่มหลับตาลง พยายามควานหาเศษเสี้ยวความเป็นมนุษย์


    มารดา... บิดา... บ้านไม้หลังน้อย...


    ความทรงจำเหล่านั้นกำลังตายลงอย่างช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นจากอาหารฝีมือมารดาถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวเลือดสวรรค์... ภาพรอยยิ้มบิดาละลายหายไปในมิติบิดเบี้ยว... ชื่อเรียกขานแห่งสายเลือดกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบว่างเปล่า


    สิ่งเดียวหลงเหลือ... คือความหิวโหยไร้ก้นบึ้ง


    ชายหนุ่มลืมตาขึ้น เนตรมารสามชั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานไร้อารมณ์ เขาทอดมองซากมหาเทพเบื้องหน้า ปราศจากความสะใจ ปราศจากความโกรธแค้น ปราศจากความยินดีแห่งชัยชนะ มีเพียงความคิดเดียวดังก้องในทะเลวิญญาณ


    ‘ไม่พอ...’


    กรงเล็บอเวจีบรรพกาลยกขึ้นช้าๆ ก่อนตวัดฉีกมิติเบื้องหน้าออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท!


    ครืนนนนน!


    แรงโน้มถ่วงวิปลาสระเบิดออก ดูดกลืนแสงสว่างทั้งวิหารเข้าสู่ความว่างเปล่า ซากมหาเทพ โลหิตสวรรค์ ภูเขาเนื้อเยื่อ... ทุกสรรพสิ่งถูกฉุดกระชากเข้าสู่รอยแยกอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวใจดวงที่สามเต้นกระหน่ำ ส่งคลื่นความถี่ทะลวงผ่านรอยแยกก้องกังวานไปทั่วเก้าชั้นฟ้า


    เย่เฉินแหงนหน้ามองทะลุเพดานวิหาร จ้องมองมิติเบื้องบนอันห่างไกล ริมฝีปากแสยะกว้าง เปล่งประกาศิตแผ่วเบาทว่าสั่นสะเทือนสัจธรรม


    "โลกเบื้องบน... จงเตรียมอาหารมื้อต่อไปของข้า"


    [จบตอนที่ 102]

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์เทพอสูรเทวะ ที่คุณอ่าน