ร่างอวบอิ่มของนักแสดงสาวเดินกลับไปกลับมาตรงบริเวณที่พักผ่อนส่วนตัวของนักแสดง ซึ่งทางกองถ่ายได้จัดเตรียมเอาไว้ให้
“บ้าจริง...มัวทำอะไรอยู่นะทำไมถึงไม่รับสายสักที” โซเฟียนาบ่นอุบอย่างหัวเสีย เมื่อพยายามติดต่อคาร์โลเท่าไรก็ไม่ได้“เอ๊ะ หรือว่าคาร์โลจะติดประชุมอยู่กันนะ” พอคิดเช่นนี้อารมณ์ขุ่นมัวของหญิงสาวก็เริ่มลดระดับลงไปได้บ้างทว่ามันก็ยังมีกรุ่นๆ อยู่มากพอสมควร ดังนั้นเมื่อคนในกองถ่ายเดินมาตามเธอให้ไปเข้าฉากโซเฟียนาจึงตวาดใส่ทันที
“คุณโซเฟียคะถึงคิวของคุณเข้าฉากแล้วค่ะ”
“ฉันยังไม่พร้อม!ไปบอกผู้กำกับว่าให้ถ่ายฉากของคนอื่นไปก่อน”
“แต่ว่าเราเตรียมฉากเรียบร้อยหมดแล้วนะคะ”
“เอ๊ะ!ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงฮะ”
“แต่ว่า...”
“ไป๊! ไปให้พ้นหน้าฉันเลยนะเป็นแค่ลูกจ้างคนหนึ่งอย่าสะเออะมาตัดสินใจแทนผู้กำกับ” โซเฟียนาตะคอกไล่ด้วยความเกรี้ยวกราดจากนั้นก็เดินเข้าเต็นท์ส่วนตัวของตนเองไปอย่างไม่ใส่ใจว่าจะทำให้ใครเดือดร้อนหรือไม่
หนุ่มสาวมาถึงน้ำพุเทรวี่ก็เป็นเวลาเย็นย่ำพอดีแต่ถึงกระนั้นผู้คนในบริเวณน้ำพุก็ยังมากมายอยู่ ตุลยาถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็ทำตามที่คาร์โลเคยเล่าให้ฟังบนรถทว่าขณะที่หญิงสาวกำลังจะโยนเหรียญลงไปในสระน้ำนั้นคู่หมั้นหนุ่มก็คว้ามือเธอเอาไว้ซะก่อน
“เดี๋ยวก่อนไม่ใช่โยนแบบนี้”
“อ้าว แล้วโยนแบบไหนล่ะคะ”
“เวลาโยนต้องหันหลังให้น้ำพุแล้วใช้มือขวาโยนเหรียญข้ามไหล่ทางซ้ายไปถึงจะถูกต้อง”
“อ๋อ”ตุลยาพยักหน้ารับพลางทำตามที่คาร์โลแนะนำ จากนั้นก็ยืนพนมมืออธิษฐานขอพรในสิ่งที่ต้องการและเมื่อเธอลืมตาขึ้นมองคนข้างกายก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นคู่หมั้นหนุ่มกำลังยืนอธิษฐานด้วยเช่นกันดังนั้นพอเขาลืมตาขึ้นมาสบด้วยเธอก็เอ่ยกระเซ้าเล่นทันที
“ก็ไหนว่าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ยังไงล่ะคะ”
“ก็แค่อยากลองดูเท่านั้น” ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มขัดเขิน ตุลยาหัวเราะพลางมองโหนกแก้มแดงๆของคู่หมั้นอย่างชอบใจ
อืม...เวลาผู้ชายตัวโตๆเขินทีก็ดูน่ารักเหมือนกันนะ
“คุณอธิษฐานขออะไรคะ”
“เอ...เรื่องแบบนี้เขาไม่ให้บอกกันไม่ใช่เหรอไม่งั้นจะไม่เป็นจริง”
“แหม...ก็คุณไม่เชื่อก็น่าจะบอกได้อีกอย่างเดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยถือกันแล้วล่ะค่ะ สามารถบอกกันได้”
“งั้นน้องเหมียวก็บอกพี่มาก่อนสิว่าขออะไร” เขาต่อรองยิ้มๆ เธอมองค้อนอย่างหมั่นไส้แต่ก็ยอมบอกโดยดี
“ฉันขอพรขอให้ฉันได้อยู่ในอิตาลีอย่างสงบสุขและไม่มีอันตรายอะไรตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่นี่ค่ะ แล้วคุณล่ะคะขออะไร”
“พี่ขอให้ความรักของพี่สมหวังขอให้ผู้หญิงที่พี่รักมีใจตรงกับพี่ด้วยเถอะ” คาร์โลบอกน้ำเสียงจริงจังดวงตาคู่คมสบกับดวงตาคู่หวานนิ่งราวกับจะบอกว่าผู้หญิงคนนั้นคือเธอตุลยารู้สึกเหมือนตัวเองจะหายใจไม่ออก เนื้อตัวก็ร้อนผ่าวขึ้นเหมือนกับจะเป็นไข้หัวใจก็สั่นระริกคล้ายจะเป็นโรคหัวใจ ทุกอย่างในร่างกายเธอตอนนี้มันปั่นป่วนไปหมดจนเธอแทบอยากเป็นลม
ถ้าขืนเธอยังสบตากับเขาอยู่อย่างนี้เธอต้องเป็นลมจริงๆแน่ ดังนั้นหญิงสาวจึงหลบตาเขาด้วยการลดระดับสายตาลงอยู่แค่อกกว้างของเขาเท่านั้นตุลยาถอนใจออกมาเบาๆ พลางบีบมือตัวเองแน่นและเอาแต่เงียบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
คาร์โลหัวเราะในลำคอเบาๆ เมื่อเห็นปฏิกิริยาของคู่หมั้นสาวแม้เธอจะหลบตาและเอาแต่เงียบทว่าเขาก็มั่นใจว่าเธอต้องรับรู้ได้ว่าผู้หญิงที่เขาพูดถึงคือใครความจริงชายหนุ่มอยากพูดความในใจให้มากกว่านี้ แต่ก็กลัวหญิงสาวจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กลับมาในทางตรงกันข้ามเพราะระยะเวลาแปดปีที่ห่างเหินกันนั้นยังเป็นปมในใจของเธออยู่คาร์โลจึงคิดว่าเผยความรู้สึกออกมาเพียงเท่านี้ก่อนจะดีกว่า ค่อยๆให้เธอซึมซับไปเรื่อยๆ สักวันเธอคงยอมรับเขาได้เต็มหัวใจโดยไร้อคติใดๆ มาบดบัง
“นี่ก็เย็นมากแล้ว พี่ว่าเรากลับบ้านกันเถอะ” ชายหนุ่มเอ่ยชวนก่อนจะแตะฝ่ามือลงที่เอวบาง แล้วดันให้ออกเดินเคียงคู่ไปด้วยกันซึ่งตุลยาก็ไม่ได้เบี่ยงกายหนีหรือแสดงความไม่พอใจแต่อย่างใด รอยยิ้มสมใจจึงปรากฏอยู่บนใบหน้าคมสันเพราะมันเท่ากับเขาสามารถก้าวผ่านความรู้สึกของเธอไปได้ก้าวหนึ่งแล้วนั่นเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างคาร์โลกับตุลยานับวันจะดีขึ้นเรื่อยๆทั้งสองใกล้ชิดกันโดยเริ่มจากการไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งมันทำให้ทั้งคู่ได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจนกลายเป็นความประทับใจซึ่งกันและกันทีละนิดๆ เวลาที่เหลืออีกสามวันก่อนเริ่มเรียนชายหนุ่มพาหญิงสาวไปเที่ยวที่เวนิสตามความต้องการของเธอเขาพาเธอเดินเที่ยวชมบ้านเมือง ชมโบสถ์และมหาวิหารอันเก่าแก่ของที่นี่รวมถึงสถานที่อื่นๆที่น่าสนใจ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการนั่งเรือกอนโดล่าไปตามคลองที่มีความยาวหลายพันเมตรเพื่อชมทิวทัศน์อันงดงามของเวนิส
ระยะเวลาห้าวันที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเที่ยวด้วยกันและทานอาหารด้วยกันนั้นตุลยาอดยอมรับไม่ได้ว่ารู้สึกสนุกและมีความสุขมากทีเดียวคาร์โลทำตัวเป็นสุภาพบุรุษที่ดี เป็นทั้งเพื่อนและพี่ชายได้ในคราวเดียวกันเขาดูแลเอาใจใส่เธอทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กหรือใหญ่ ความคิดเกี่ยวกับชายหนุ่มของเธอจึงเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆจนเผลอคิดไปว่าหากต้องแต่งงานกับเขาจริง เธอก็คงไม่ทุกข์ทรมานใจมากอย่างที่คิดนักหรอก
“บ้า...เราต้องบ้าไปแล้วแน่ๆเลย” ตุลยาต่อว่าตัวเองด้วยรอยยิ้มขัดเขิน พลางส่ายหน้าไปมาขณะเดินลงบันไดมายังชั้นล่างเพื่อไปหาคาร์โลที่ห้องนั่งเล่นตามที่สาวใช้บอก เธออยากคุยกับเขาเรื่องเรียนในวันพรุ่งนี้ทว่ายังไม่ทันได้เดินเข้าไปข้างในห้องนั่งเล่น หญิงสาวก็ต้องหยุดเดินกะทันหัน อารมณ์แจ่มใสที่มีอยู่ก็ต้องสลายไปเมื่อได้ยินคำสนทนาของสามหนุ่มที่นั่งอยู่ภายในห้องนั่งเล่น
“ดูท่าพวกผมจะได้พี่สะใภ้เร็วๆนี้ซะล่ะมั้ง จริงไหมนายอัล” มาร์โก้เอ่ยแซวพี่ชายเสียงกลั้วหัวเราะพร้อมหันไปชักชวนน้องชายให้ร่วมผสมโรงหยอกล้อเล่นด้วยกันอีกคนซึ่งอัลแบร์โต้ก็ไม่พลาดเพราะนานๆทีพี่ชายคนโตของเขาจะมีเรื่องให้แซวเล่นสนุกปากแบบนี้
“จริงสงสัยผมต้องรีบเตรียมตัดชุดใหม่เอาไว้แต่เนิ่นๆ เสียแล้ว เดี๋ยวไม่ทันการณ์ ฮ่าๆๆ”
“นี่พวกนายพูดบ้าอะไรกันชักพูดจาเหลวไหลไปกันใหญ่แล้วนะ” คาร์โลบอกเสียงเข้ม แต่แววตากลับพราวระยับราวกับถูกใจแถมใบหน้าคมสันยังแดงระเรื่อขึ้นนิดๆ ฟ้องอาการให้น้องชายทั้งสองรู้อีกด้วยดังนั้นเขาเลยถูกสัพยอกเล่นไม่เลิกเสียที
“โธ่...ไม่ต้องทำปากแข็งหรอกน่าการกระทำมันฟ้องซะขนาดนี้” มาร์โก้ยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียนใส่คาร์โลเลยแยกเขี้ยวใส่ก่อนตอบโต้กลับว่า
“พูดมั่วๆฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
“แล้วไอ้อาการที่คอยเอาใจ คอยดูแลอยู่ตลอดเวลานี่เรียกว่าอะไรล่ะครับพี่ชาย”อัลแบร์โต้ถามเสียงกลั้วหัวเราะ “ตั้งแต่ผมเห็นพี่ทำงานมาผมยังไม่เคยเห็นพี่หยุดงานหลายวันเพื่อพาผู้หญิงคนไหนไปเที่ยวแบบนี้เลยนี่ล่ะมั้งที่แม่ชอบพูดให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าหากคู่กันแล้วก็คงไม่แคล้วกันอย่างคู่พี่คาร์โลกับน้องเหมียวไง หนีกันมาตั้งนาน ไม่ยอมเจอหน้ากันสักครั้งไม่ยอมแต่งงานกันสักที แต่พอได้มาพบหน้ากันก็เกิดเปลี่ยนใจ”
“ใครว่าฉันเปลี่ยนใจฉันยังไม่ได้บอกซะหน่อย” คาร์โลโวยวายแก้เขินแต่ก็อดเห็นด้วยกับคำพูดของน้องชายไม่ได้ เขาหนีเธอมาตลอด ไม่ยอมแต่งงานด้วยทว่าพอได้มาเห็นหน้ากันอีกครั้งและได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นกลับทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนความตั้งใจแต่ที่เขาพูดปฏิเสธน้องชายออกไปนั้น เป็นเพราะไม่อยากถูกล้อไปมากกว่านี้เท่านั้นเองทว่าดูเหมือนน้องชายตัวดีของเขาจะไม่ยอมหยุดล้อง่ายๆ เขาจึงพูดโพล่งออกไปอย่างตัดรำคาญแกมสนุกปากว่า“หยุดล้อกันได้แล้ว ฉันไม่ได้ชอบน้องเหมียวซะหน่อย สเปกฉันต้องอวบๆอึ๋มๆ โน่นไม่ใช่ผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้”
จากนั้นทั้งสามหนุ่มก็พูดจาหยอกล้อกันเล่นอย่างคะนองปากโดยไม่รู้เลยว่าคนที่พวกเขาพูดถึงนั้นกำลังยืนโมโหอยู่ตรงทางเข้าประตูห้องนั่งเล่น
“มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้คะคุณหนูเหมียว”
เสียงพูดของแม่บ้านโมนิก้าทำเอาสามพี่น้องอัสโตโน่หยุดหัวเราะฉับพลันก่อนสายตาทั้งสามคู่จะมองไปยังจุดเดียวกันด้วยความตกใจ
“ซวยแล้ว” อัลแบร์โต้ครางออกมาเบาๆ พลางหันไปมองหน้าพี่ชายคนโตที่กำลังทำหน้าเหมือนกำลังถูกประหารชีวิตก็ไม่ปาน
“น้องเหมียวคือ...” มาร์โก้กำลังจะเอ่ยปากขอโทษ แต่หญิงสาวก็ไม่อยู่รอรับคำขอโทษนั้นแล้วเพราะเธอวิ่งหนีไปเสียก่อนที่เขาจะพูดจบ มาร์โก้กับอัลแบร์โต้หันกลับไปมองพี่ชายเพื่อปรึกษาว่าจะทำยังไงดีแต่พวกเขาก็เห็นเพียงหลังไวๆ ของพี่ชายเท่านั้น เนื่องจากคาร์โลรีบวิ่งตามตุลยาไปตั้งแต่เธอหันหลังให้แล้วนั่นเอง
คาร์โลวิ่งตามมาทันก่อนที่ตุลยาจะปิดประตูห้องเขาใช้มือข้างหนึ่งเกี่ยวกับขอบประตูไว้และใช้มืออีกข้างยันกับผนังห้อง เพื่อต้านแรงดึงจากหญิงสาวที่ถึงแม้จะตัวเล็กแต่ก็มีเรี่ยวแรงมากมายนักโดยเฉพาะยามโกรธจัดเช่นนี้แต่ถึงกระนั้นก็สู้แรงผู้ชายตัวโตอย่างเขาไม่ได้ เพราะหากเขาเอาจริงขึ้นมากระชากทีเดียวก็ได้แล้ว
“ปล่อยมือนะ!” เธอแหวใส่ด้วยความโมโห พลางมองคู่หมั้นปากร้ายด้วยสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้ออีกฝ่ายถ้าทำได้
“ไม่เราต้องพูดกันให้เข้าใจก่อน”
“ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคุณอีกแล้ว”เธอแหวใส่พร้อมกับพยายามดึงประตูให้ปิด แต่ก็ยากเต็มทนจนรู้สึกเหนื่อยหอบ
“ออกมาพูดกันดีๆ เถอะนะเหมียว”
“ไม่มีทางฉันไม่อยากพูดกับผู้ชายปากร้ายอย่างคุณอีกแล้ว”
เมื่อหญิงสาวไม่ยอมออกมาคุยกันนอกห้องดีๆคาร์โลก็ตัดสินใจดึงประตูออกแล้วสอดตัวเองเข้าไปด้านในห้อง ท่ามกลางการต่อต้านของตุลยาที่พยายามเอาตัวเองดันสู้กับเขาไว้โดยไม่รู้เลยว่าคนถูกต่อต้านนั้นชอบวิธีการของเธอมากแค่ไหน เพราะมันทำให้เขาได้สัมผัสกับเรือนร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นของเธอเต็มๆนั่นเอง
เมื่อพยายามดันเท่าไรอีกฝ่ายก็ไม่ออกไปสักทีเหมือนกำลังดันกำแพงไม่มีผิดตุลยาก็หยุดดันเพราะชักเหนื่อยแล้ว เธอเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตก็ต้องหน้าร้อนผ่าวเมื่อเจอกับสายตาวาววับของเขาเข้าอย่างจังไออุ่นที่ได้รับทำให้หญิงสาวก้มลงมองตัวเองแล้วก็ต้องรีบก้าวถอยหนีอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าแดงก่ำอารมณ์โกรธถูกแทนที่ด้วยอารมณ์ชนิดหนึ่ง และการได้ออกแรงมากๆ ก็ทำให้ระดับอารมณ์ร้อนๆของเธอลดลงไปเยอะเลยทีเดียว
“จะคุยกันได้หรือยัง”คาร์โลถามเสียงนุ่มพลางเดินเข้ามาหาและหยุดยืนอยู่ในระยะห่างกันพอสมควรตุลยามองคนถามตาขวางปนหวาดระแวง ก่อนจะถามเสียงห้วน
“จะคุยอะไรอีก”
“พี่...อยากขอโทษ” ชายหนุ่มกล่าวอย่างรู้สึกผิดจริงๆเพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดดูถูกอะไรเธอเลย เขาแค่ต้องการพูดเล่นสนุกกับน้อง และไม่ต้องการถูกน้องล้ออีกก็เท่านั้น
“ฉันไม่รับคำขอโทษของคุณแต่ถ้าคุณอยากให้ฉันยกโทษให้ก็ถอนหมั้นฉันซะ” หญิงสาวร้องขอออกมาด้วยความโมโหทั้งที่ส่วนลึกของจิตใจกลับรู้สึกใจหายอย่างประหลาดทันทีที่พูดคำนี้ออกไป ทั้งที่มันเป็นความต้องการของเธอตลอดมาแท้ๆ
“พูดอะไรบ้าๆ ไม่มีทาง”คาร์โลตอบโต้กลับทันควันอย่างฉุนจัด ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ นึกอยากจะคว้าแม่ตัวเล็กมาฟาดก้นสักทีสองทีให้หายโมโหนักหัวใจของเขามันเจ็บปวดด้วยเสียใจระคนน้อยใจในตัวคู่หมั้นสาวที่อะไรนิดอะไรหน่อยก็ขอถอนหมั้นอยู่ตลอดเวลา
ถ้าเขาไม่รักเธอเข้าแล้วละก็ อยากจะถอนหมั้นอยู่เหมือนกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยคิดแล้วชายหนุ่มก็รู้สึกโกรธตัวเองที่เกิดมาหลงรักคู่หมั้นตั้งแต่แรกเห็น ทั้งที่เขาไม่ใช่คนใจง่ายเลยเพราะหากหลงรักใครง่ายจริงๆ ป่านนี้เขาคงมีแฟนเป็นตัวเป็นตนไปนานแล้ว
“จะยึกยักอยู่ทำไมในเมื่อคุณไม่ได้รักฉันเราไม่ได้รักกันสักหน่อยก็ถอนหมั้นกันไปเลยสิ ฉันมันไม่ใช่สเปกของคุณนี่ในเมื่อชอบอวบๆ อึ๋มๆ ก็ไปแต่งงานกับคนอื่นไป๊ ฉันหลีกทางให้อยากจะไปแต่งกับใครก็ไปเลย ฉันไม่สนใจหรอกเพราะฉันเกลียดคุณ”
ดวงตาคมกริบสลดลงชั่ววูบก่อนจะวาวโรจน์ด้วยความโกรธและด้วยอารมณ์นี้เองแทนที่จะพูดกับเธอดีๆอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกก็กลายเป็นตอบโต้กลับอย่างดุเดือดพอกันเพื่อให้เจ็บทั้งที่ใจจริงนั้นไม่ได้ต้องการเลย
“ก็อยากจะถอนหมั้นอยู่เหมือนกันแหละแต่ติดที่ว่าพ่อไม่ยอมให้ทำ ถ้าเธออยากถอนหมั้นจนตัวสั่นนักก็ถอนหมั้นเองสิกล้าหรือเปล่าล่ะ”
“ทำไมจะไม่กล้า ฉันเคยบอกพ่อแล้วด้วยซ้ำแต่ท่านไม่ยอม”เธอตอบโต้กลับอย่างฉุนเฉียว ก่อนจะโยนภาระให้เขา “คุณนั่นแหละต้องเป็นฝ่ายขอถอนหมั้นให้ได้ คุณต้องไปขอพ่อคุณให้ได้”
“เธอก็ทำเองสิ”
“ไม่!คุณนั่นแหละที่ต้องเป็นฝ่ายถอนหมั้น”
“ไม่! เธอต่างหากที่ต้องทำ”
หนุ่มสาวยืนเถียงเกี่ยงกันไปมาราวกับเด็กๆจนกระทั่งเริ่มทะเลาะกันอีกยก และสุดท้ายจบลงด้วยการท้าพนันกัน เมื่อหญิงสาวเอาแต่พูดว่าเกลียดเขาด้วยความโมโหจัดชายหนุ่มจึงเอ่ยท้าออกมาว่า
“เกลียดกันนักใช่ไหมงั้นมาพนันกันเอาไหมล่ะ”
“พนันอะไร”
“พนันกันว่าพี่จะทำให้เหมียวหลงรักพี่ได้หรือเปล่าน่ะสิ”
“อะไรนะ! พนันเรื่องบ้าๆ แบบนี้ไม่เอาด้วยหรอก” เธอโบกไม้โบกมือใส่พลางส่ายหน้าอย่างไม่เอาด้วยเพราะหวั่นใจว่าเกมนี้เธออาจแพ้ได้
“กลัวงั้นเหรอ” คาร์โลถามเสียงเยาะหยัน สีหน้าแสดงออกชัดว่าดูถูก ตุลยาเลยเลือดขึ้นหน้าเพราะไม่ชอบให้ใครมาดูถูกอยู่แล้ว
“คนอย่างฉันไม่เคยกลัวอะไรแม้แต่คุณ”
“งั้นก็รับพนันพี่สิ”
“ก็ได้จะเล่นแบบไหนว่ามาเลย” หญิงสาวตอบรับด้วยท่าทางนักเลงพอตัว จนชายหนุ่มอดขำไม่ได้ก่อนจะนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจว่า
‘เดี๋ยวเถอะแม่คู้ณ!ทำท่าอวดดีนัก เขาจะเอาให้หมดทั้งตัวหมดทั้งหัวใจเลย’
“ก็อย่างที่บอก พี่จะทำให้เหมียวหลงรักพี่ให้ได้ภายในระยะเวลาหกเดือนที่เธอยังเรียนอยู่ที่นี่ซึ่งหากพี่ชนะเหมียวจะต้องคุกเข่าที่หน้าบ้านแล้วขอพี่แต่งงาน”
ตุลยานิ่งอึ้งไปเมื่อฟังผลของการเป็นผู้แพ้ในเกมนี้สีหน้ายิ้มแย้มราวกับมั่นใจว่าตัวเองจะต้องเป็นผู้ชนะของคาร์โล ผลักดันให้เลือดนักสู้และความอวดเก่งของเธอพุ่งสูงปรี๊ดจนหญิงสาวคิดเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้มากขึ้นกว่าเดิม
“ตกลงแต่ถ้าฉันเป็นฝ่ายชนะคุณจะต้องโกนผมจนหมดหัว และเป็นฝ่ายคุกเข่าพูดขอโทษฉันที่หน้าบ้านเหมือนกัน”
“ได้”
หนุ่มสาวจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมแพ้เพราะต่างฝ่ายต่างถือว่าตัวเองแข็งแกร่งด้วยกันทั้งนั้นทั้งที่ความจริงแล้วหัวใจสองดวงนั้นเริ่มประสานเข้าด้วยกันทีละน้อยๆตั้งแต่แรกพบกันแล้ว
เมื่อคาร์โลออกจากห้องไปแล้ว ตุลยาก็เดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอย่างกระแทกกระทั้นนึกปฏิญาณกับตัวเองอยู่ในใจว่าเธอจะไม่มีวันหลงรักเขาเป็นอันขาด ซึ่งผิดกับคู่แข่งของเธอเพราะทันทีที่คาร์โลเดินออกจากห้องนอนของคู่หมั้นมาก็ผิวปากเป็นเพลงรักอย่างอารมณ์ดีแถมในหัวนั้นยังเริ่มมีแผนการต่างๆ เตรียมไว้พิชิตใจหญิงสาวอย่างมากมายเสียด้วย
ช่วงกลางดึกร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทสองร่างวิ่งหลบหลีกยามที่เดินตรวจตราไปมารอบๆ บริเวณของท่าเรืออัสโตโน่ร่างสองร่างหายลับเข้าไปด้านหลังของโกดังเก็บสินค้าที่สอง ก่อนจะออกมาหลังจากเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วเมื่อดูต้นทางแล้วพบว่าปลอดคน ร่างสองร่างก็เร้นกายไปตามมุมมืดต่างๆจนกระทั่งลับหายไปจากท่าเรือโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
บึ้ม!!!
เสียงดังสนั่นเกิดขึ้นตรงด้านหลังของโกดังเก็บสินค้าที่สองยามสี่คนที่แยกย้ายกันเดินตรวจตรารีบวิ่งหน้าตาตื่นมายังจุดเกิดเหตุทันที ก่อนจะช่วยกันดับเปลวไฟที่เริ่มลุกไหม้สุดกำลัง
กริ๊งงงงงง...
เสียงโทรศัพท์ส่วนตัวดังขึ้นกลางดึกทำให้ร่างสูงที่กำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียงต้องลืมตาตื่นขึ้นมารับสายด้วยอาการงัวเงียเพราะเขาเพิ่งได้หลับเต็มตาไปแค่สองชั่วโมงเอง
“อะไรนะ!ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ” จบคำคาร์โลก็รีบลุกขึ้นวิ่งไปเปิดตู้เสื้อผ้าทันทีคำรายงานของลูกน้องทำเอาความง่วงนอนหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อแต่งตัวเสร็จชายหนุ่มก็เปิดประตูห้องวิ่งลงไปชั้นล่าง ตรงออกนอกบ้านก็พบว่าเปาโลกับฟาบิโอนำรถมาจอดรออยู่แล้วเรียบร้อยเพราะพวกเขาเองที่เป็นคนโทรมารายงานเรื่องโกดังถูกวางระเบิดให้เจ้านายรู้
คาร์โลไม่พูดอะไรนอกจากเดินขึ้นรถไปฟาบิโอกับเปาโลรีบขึ้นประจำที่ของตัวเองจากนั้นรถก็เคลื่อนตัวออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานคาร์โลก็เดินทางมาถึงท่าเรือของตัวเองชายหนุ่มเดินสำรวจความเสียหายด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเรื่องโกดังโดนระเบิดเขาไม่ห่วงสักนิด สิ่งที่เขาห่วงมากที่สุดคือสินค้าของลูกค้าที่อยู่ภายในต่างหาก
“สินค้าในโกดังหลังนี้เสียหายมากไหม”เขาถามคนดูแลโกดังเก็บสินค้าหลังจากเรียกตัวมาพบในออฟฟิศ
“โชคดีเหลือเกินครับที่เราย้ายสินค้าไปไว้ด้านอื่นพอดีเลยเสียหายไม่มากเท่าไร” คนดูแลโกดังรายงานตามความเป็นจริงก่อนเกิดการระเบิดเขาได้สั่งให้ลูกน้องขนสินค้าไปไว้ที่บริเวณใกล้ๆ กับประตู เพื่อจะได้ขนส่งออกไปยังเรือได้ง่ายและเร็วขึ้นสินค้าจึงรอดพ้นจากแรงระเบิดมาได้อย่างหวุดหวิด แถมตอนไฟไหม้พวกยามก็ช่วยกันดับไฟไว้ได้ทันจึงไม่ลุกลามไปยังสินค้า
คาร์โลถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกก็นับว่าเป็นข่าวดีที่สินค้าเสียหายน้อยมาก ซึ่งเขาพอจะคุยกับลูกค้าได้บ้างเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายให้นั้นเขาไม่เดือดร้อนอะไรสิ่งที่เขาห่วงคือความไว้วางใจจากลูกค้าต่างหาก ซึ่งเขาคงต้องทำความเข้าใจให้ดีจะได้ไม่เสียลูกค้าไป
“ไปตรวจดูให้ละเอียดว่าสินค้าชิ้นไหนเสียหายบ้างแล้วทำรายงานส่งมาด่วนที่สุดเลย”
“ครับ”
พอคนดูแลโกดังเดินออกจากห้องทำงานไปแล้วเพียงอึดใจเดียวมาร์โก้กับอัลแบร์โต้ก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่ผิดจากพี่ชายเลยสักนิดเดียว
“เสียหายมากไหมครับพี่คาร์โล”มาร์โก้ถามด้วยความเป็นห่วง หลังจากเขากับน้องชายคนเล็กทราบข่าวเรื่องโกดังถูกวางระเบิดจากบอดี้การ์ดของพวกเขาเองแล้วก็รีบพากันบึ่งรถมาที่นี่ทันที
“โชคดีที่เราย้ายสินค้าไปไว้บริเวณอื่นซะก่อนก็เลยไม่เสียหายมากนัก”
“โชคดีจริงๆแล้วพี่รู้ตัวคนทำหรือยังครับ” อัลแบร์โต้ถามขึ้นมาบ้างด้วยน้ำเสียงกร้าว
“พี่คิดว่ารู้แต่ขอตรวจสอบให้แน่ใจก่อนดีกว่าจะได้ตอบโต้ไม่ผิดตัว” คาร์โลบอกเสียงเหี้ยมแววตาคมดุดันขึ้นเมื่อนึกถึงศัตรูคนหนึ่งของเขาขึ้นมา มันกัดเขาไม่ปล่อยจริงๆและนับวันยิ่งจะเล่นงานเขาหนักขึ้นทุกทีเห็นทีคราวนี้เขาคงต้องตอบโต้กลับไปบ้างเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายคงได้ใจไปมากกว่านี้
“ถ้าพี่มีอะไรให้ผมช่วยบอกมาได้เลยนะผมยินดี”
“ผมด้วย”
มาร์โก้กับอัลแบร์โต้รีบอาสา คาร์โลยิ้มให้น้องๆก่อนจะกล่าวขอบคุณ
“ขอบใจพวกนายมากแต่คงไม่รบกวนพวกนายหรอก พี่จัดการเองได้”
สามพี่น้องส่งยิ้มให้กันอย่างเข้าใจพวกเขาสามคนต่างก็มีศัตรูทางธุรกิจด้วยกันทั้งนั้น เพราะใครๆก็ต้องการความยิ่งใหญ่ในธุรกิจด้านที่ทำกันอยู่ ทั้งสามคนนั่งคุยปรึกษากันอยู่อีกพักใหญ่ก่อนจะพากันขึ้นรถกลับบ้านไปซึ่งก็เป็นเวลาเกือบรุ่งสางแล้ว