นี่ลูกชายผมครับฝากทุกท่านด้วยนะครับ" เธนศ วรโชติเมธีกล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
เสียงแฟลชจากกล้องดังขึ้นต่อเนื่องนักข่าวหลายสำนักต่างพากันยื่นไมโครโฟนเข้ามา
"แบบนี้วงการอัญมณีไทยก็กำลังจะมีนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเพิ่มอีกคนใช่ไหมคะ"
"แถมหล่อจนใจเจ็บแบบนี้ สาว ๆ คงให้ความสนใจไม่น้อยเลยนะคะ"
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบวงสัมภาษณ์
เธนศหัวเราะตามอย่างอารมณ์ดี
"เื่ความสามารถต้องให้เ้าตัวพิสูจน์เองครับ แต่เื่หน้าตาผมคงเถียงไม่ได้"
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็กันเอง
ภาพของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและลูกชายเพียงคนเดียวดูสมบูรณ์แบบจนแทบไร้ที่ติ
ขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะ สายตาหลายคู่กลับหันไปมองชายหนุ่มข้างกายเธนศ
น่านฟ้ายังคงยืนอยู่ในชุดสูทสีเทาเข้มรอยยิ้มสุภาพยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
ไม่มีความประหม่า ไม่มีความตื่นเต้น
และไม่มีความยินดี อย่างน้อยก็ไม่มากพอให้ใครสังเกตเห็น
ดวงตาสีน้ำตาลอำพันคู่นั้นสงบนิ่ง ราวกับกำลังมองเหตุการณ์ทั้งหมดจากที่ไกลแสนไกล
"คุณน่านฟ้าคิดว่ายังไงบ้างคะ" นักข่าวคนหนึ่งหันมาถาม
ชายหนุ่มจึงยิ้มบางๆ "ผมยังต้องเรียนรู้อีกเยอะครับหวังว่าจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวัง"
คำตอบสุภาพและไร้ที่ติเหมือนทุกครั้งเสียงชื่นชมดังขึ้นรอบตัวแต่น่านฟ้าเพียงพยักหน้ารับ
ไม่มีใครรู้ว่าเื้ัรอยยิ้มนั้นเขากำลังนับวินาทีรอให้งานสัมภาษณ์จบลงเสียที
หลังจบงานสัมภาษณ์
น่านฟ้าขับรถเบนซ์สีดำออกจากบริษัทกว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบสี่ทุ่ม
ภายในคฤหาสน์เงียบสงบมีเพียงแสงไฟบางส่วนที่ยังเปิดอยู่ทันทีที่ก้าวเข้าไป
ในห้องรับแขกก็พบชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟา
ขาข้างหนึ่งพาดบนโต๊ะอย่างสบายอารมณ์ ในมือมีแก้วเหล้า
เ้าของใบหน้าคล้ายเธนศอยู่หลายส่วนเงยหน้าขึ้นมองก่อนยกยิ้มมุมปาก
"กลับดึกเลยนะ..." ก่อนเว้นจังหวะเล็กน้อย
"คุณชายน่านฟ้า"
น่านฟ้าไม่ได้ตอบแม้แต่จะหันไปมอง เขาเดินผ่านอีกฝ่ายราวกับไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
รอยยิ้มบนใบหน้าของนภัสจางลงทันที "เฮ้ย พูดด้วยก็หัดตอบบ้างสิ"
น่านฟ้ายังคงเดินต่อราวกับเสียงเมื่อครู่เป็เพียงเสียงรบกวนในอากาศ
นภัสหัวเราะในลำคอ ก่อนะโไล่หลัง
"คิดว่าเก่งนักหรือไง ชิ"
ฝีเท้าของน่านฟ้าชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที
แต่สุดท้ายก็เดินขึ้นบันไดต่อโดยไม่พูดอะไรสักคำ
น่านฟ้าเดินเข้ามาในห้องนอนทันทีที่ประตูปิดลง
รอยยิ้มสุภาพที่ใช้มาตลอดทั้งวันก็หายไปเหลือเพียงความเหนื่อยล้าบนใบหน้าราว
กับคนที่ต้องสวมหน้ากากอยู่ตลอดเวลา เขาคลายเนกไทออกช้าๆ
ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาข้างหน้าต่าง ภายในห้องเงียบสนิทมีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียง
ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ก๊อกก๊อก
น่านฟ้าลุกไปเปิดแม่บ้านวัยกลางคนยืนอยู่ด้านนอกพร้อมถาดเงินในมือ
บนถาดมีแก้วเครื่องดื่มสีอ่อนวางอยู่
"คุณเธนศสั่งให้คุณน่านดื่มก่อนนอนค่ะ บอกว่าเป็ยาบำรุง" ชายหนุ่มมองแก้วนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนรับมา
"ขอบคุณครับ"
แม่บ้านก้มหัวเล็กน้อยแล้วเดินจากไปประตูห้องปิดลงอีกครั้ง
ชายหนุ่มยืนมองเครื่องดื่มในมือเงียบ ๆ จากนั้นจึงยกขึ้นจิบเล็กน้อย
ก่อนเดินตรงไปยังห้องน้ำ
ทันทีที่ประตูปิดลงของเหลวทั้งหมดในแก้วถูกเทลงอ่างล้างหน้าไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
น่านฟ้าเปิดน้ำตาม ปล่อยให้ของเหลวไหลหายไปพร้อมสายน้ำสีหน้าสงบนิ่ง
ราวกับทำเื่นี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เขาเดินกลับออกมาจากห้องน้ำก่อนตรงไปยังโต๊ะข้างเตียงมือเรียวเปิดลิ้นชักชั้นในสุด
สมุดบันทึกปกหนังเก่าเล่มหนึ่งยังคงวางอยู่ที่เดิมเขาหยิบมันขึ้นมาเปิดอย่างคุ้นเคย
ภาพถ่ายซีดจางใบหนึ่งถูกสอดอยู่ระหว่างหน้ากระดาษ
หญิงสาวในภาพคือแม่ของเขา ส่วนชายหนุ่มที่ยืนเคียงข้าง...แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี
ดวงตาสีน้ำตาลอำพันคู่นั้นก็ยังเหมือนเขาราวกับถอดแบบกันมา
ไม่ต้องมีใครบอก น่านฟ้าก็รู้ดีว่าเขาคือใคร
พ่อผู้ให้กำเนิดของตัวเอง
สายตาไล่อ่านบันทึกที่คุ้นเคยอีกครั้ง
หลังพ่อเสียชีวิตขณะที่แม่กำลังตั้งครรภ์
คุณตาบังคับให้แม่แต่งงานกับเธนศเพื่อรักษาธุรกิจอัญมณีของตระกูล
ในเวลานั้นไม่มีใครคิดว่ามีอะไรผิดปกติ
จนกระทั่งภายหลังแม่พบความจริง
เธนศมีครอบครัวอยู่ก่อนแล้วและมีลูกชายคนหนึ่ง
นภัส ซึ่งอายุมากกว่าเขาหลายปี
เพียงเท่านั้นก็อธิบายทุกอย่างได้
ทุกอย่างที่ควรเป็ของตระกูลแม่ค่อย ๆ ถูกเธนศยึดไปทีละส่วน
กว่าที่แม่จะรู้ตัว หลายอย่างก็สายเกินแก้เสียแล้ว
สิ่งสุดท้ายที่แม่ทำได้ คือแก้ไขพินัยกรรมและระบุชื่อเขาเป็ผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด
เมื่ออายุครบยี่สิบห้าปี รวมถึงคำเตือนที่เขาจำได้ขึ้นใจ
“อย่าไว้ใจเธนศ” น่านฟ้าปิดสมุดบันทึกลงช้า ๆ
ปลายนิ้วลูบภาพถ่ายเก่าในมือเบาๆ ภาพของแม่ยังคงยิ้มให้เขาเหมือนเดิม
หลายปีแล้วที่เขาไม่มีโอกาสเรียกคำว่าแม่อีก
ดวงตาสีน้ำตาลอำพันทอดมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บทุกอย่างกลับเข้าลิ้นชักตามเดิม
"รอผมอีกหน่อยนะครับแม่" เสียงทุ้มดังขึ้นเบาๆ
"ผมสัญญา...ผมจะเอาทุกอย่างคืนมา"