บทที่ 8 โจวซื่อถูกจับ (2)
"อวิ๋นม่าน ผมต้องกลับไปที่สถานีตำรวจก่อน ถ้ามีใครคิดจะแก้แค้นพวกคุณแม่ลูกอีกล่ะก็ ให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจได้เลย"
กู่เฉินบอกกับจางอวิ๋นม่าน แต่สายตาของเขากลับกวาดมองไปทางคนตระกูลหลิน พร้อมแฝงนัยยะคำเตือนชัดเจนฝากฝังไว้ให้
จางอวิ๋นม่านพยักหน้าและเอ่ยขึ้นด้วยความซาบซึ้งใจว่า "ขอบคุณมากนะคะพี่กู่"
แม้เธอจะอยากพูดขอบคุณเขาให้มากกว่านี้ แต่เพราะตระหนักดีว่านี่ไม่ใช่เวลาอันเหมาะสม จึงได้ตัดสินใจเก็บความรู้สึกขอบคุณทั้งหมดไว้ภายในใจ และรอให้ถึงเวลาเหมาะสม เธอจะทดแทนบุญคุณเขาครั้งใหญ่เลยทีเดียว
ผู้คนในหมู่บ้านหงซิงยืนส่งเ้าหน้าที่ตำรวจที่พาตัวโจวซื่อออกไป หลังจากนั้น พวกเขาจึงค่อยๆแยกย้ายกันไปเป็กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เพราะทุกคนต่างอยากรีบกลับไปเล่าเื่ราวใหญ่โตครั้งนี้ให้คนอื่นฟังต่อนั่นเอง!
เมื่อเห็นภรรยาถูกตำรวจพาตัวไปเช่นนี้ หลินต้าฉางก็ถึงกับทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ และหายใจถี่แรงอยู่หลายต่อหลายครั้ง
"เ้าอวี้ รีบไปบอกลุงหลี่ให้เข้าเมืองไปตามพี่ใหญ่กับพี่รองกลับมาบ้านเร็วเข้า บอกว่าตำรวจจับตัวแม่ไปที่สถานีตำรวจแล้ว"
หลินอวี้พยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไปทันที ภายในใจได้แต่แอบคิดว่า รอให้พี่ใหญ่กับพี่รองกลับมาก่อนเถอะ อยากจะรู้นักว่าพี่สะใภ้รองกับลูกๆของมันยังจะกล้าทำตัวโอหังแบบนี้อีกมั้ย
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก…”
ในขณะที่จางอวิ๋นม่านและลูกสาวทั้งสามคนเพิ่งจะจัดห้องเสร็จ และกำลังจะนอนพักผ่อน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
เมื่อจางอวินม่านเปิดประตูออกไปดู ก็พบว่าเป็สะใภ้ใหญ่หวงอิงกำลังยืนยิ้มอยู่ที่หน้าประตู ในมือถือถาดที่มีชามบะหมี่สี่ชามวางอยู่ บนบะหมี่ยังมีไข่ไก่อยู่ด้วย
ในชนบทเช่นนี้ อาหารเพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็ของดีมากแล้ว มักจะทำขึ้นมาเพื่อเลี้ยงแขกเท่านั้น
จางอวิ๋นม่านไม่แน่ใจว่าสะใภ้ใหญ่ตั้งใจมาด้วยเหตุผลอะไร แต่กฎของคนมีมารยาทย่อมไม่อาจปฏิเสธรอยยิ้มของอีกฝ่ายได้ เธอจึงตั้งสติเตรียมรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างใจเย็น
“ฉันคิดว่าพวกเธอน่าจะยังไม่ได้กินอะไรรองท้อง ก็เลยทำบะหมี่มาให้จ้ะ”
“คงหิวกันหมดแล้วสินะ มากินเร็วๆเข้าเถอะ” หวงอิงร้องบอกด้วยใบหน้าที่เป็ห่วงเป็ใยอย่างมาก
【หึ คนที่เล่นละครเสแสร้งเก่งที่สุดในตระกูลมาแล้ว ไอ้เื่แต่งงานกับผีอะไรนั่น ก็นังนี่แหละตัวต้นคิด! มันเป็คนเสนอให้ลุงใหญ่ทำ มันแค่อยากจะขายฉันเอาเงินก้อนเพื่อปูทางให้กับครอบครัวตัวเองในอนาคต】
【นี่มันคงกลัวว่าความลับเื่การแต่งงานกับผีจะถูกเปิดโปงสิท่า ถึงได้ร้อนใจรีบแจ้นมาสืบข่าวเื่ลุงกู่】
【มันไม่ได้มีเจตนาดีอย่างที่ปากพูดหรอก】
หลินเสี่ยวอวี่ชักโมโหเดือดดาลขึ้นพลัน หากจะกล่าวว่า เอกลักษณ์ความชั่วร้ายของโจวซื่อคือ ตัวแสดงหน้าฉากที่เปิดเผยตรงไปตรงมา หวงอิงคนนี้ก็เปรียบดั่งผู้อยู่เื้ัเื่ราวเลวร้ายทั้งหมด เธอพร้อมจะแทงข้างหลังคนอื่นได้ทุกเมื่อ
หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่หันไปสบตากันเล็กน้อยอย่างรู้ทัน ภายในใจได้เพิ่มระดับความอันตรายของป้าสะใภ้ใหญ่ขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างเงียบงัน
เมื่อได้ยินเสียงความคิดของลูกสาวคนเล็ก จางอวิ๋นม่านก็ถึงกับถลึงตาจ้องจับไปที่หวงอิงแน่นิ่ง แท้จริงแล้วคนที่งำประกายซ่อนคมอันตรายอยู่ในจุดที่ลึกที่สุดก็คือเธอคนนี้นี่เอง…
หวงอิงถูกสายตาของจางอวิ๋นม่านจ้องเขม็งเข้าใส่ ทำเอารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บรรยากาศพลันพลิกตลบ กลับกลายเป็ความแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งยังรู้สึกราวกับตนเองกำลังถูกจับเปลื้องเสื้อผ้าออกจนหมด และนำตัวไปยืนอยู่กลางแดดจ้า ปราศจากความลับใดๆที่สามารถปกปิดไว้ได้อีกต่อไป
ถึงแม้สายตาของจางอวิ๋นม่านจะน่ากลัวเพียงนั้น แต่เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้ หวงอิงก็ต้องฝืนใจพูดต่อไป
“มีอะไรเหรอจ๊ะ? รีบๆกินเข้า ดูสิ พวกเธอสามพี่น้องผอมไปหมดแล้ว”
“ขอบคุณพี่สะใภ้มากนะคะ ในบ้านก็มีแค่พี่สะใภ้นี่ล่ะที่เป็ห่วงเป็ใยพวกเราสี่คนแม่ลูก” เพื่อไม่ให้เป็การกระโตกกระตากจนผิดสังเกต จางอวิ๋นม่านจึงต้องแสร้งทำเป็ซาบซึ้งใจในตัวอีกฝ่ายอย่างมาก
“ขอบคุณป้าสะใภ้มากค่ะ”
“บะหมี่ของป้าสะใภ้อร่อยมากเลยค่ะ”
หวงอิงถอนหายใจสุดจะโล่งอก แอบคิดอยู่ในใจเงียบๆว่า ‘ยังดีที่ยอมกิน...’
“เฮ้อ ฉันก็ว่าอยู่แล้วเชียว วันนั้นคุณแม่ยืนกรานจะให้ฉันออกไปซื้อไข่ที่บ้านป้าจางที่ท้ายหมู่บ้านให้ได้ ฉันก็ว่ามันแปลกๆอยู่ แต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่า…”
“เสี่ยวอวี่ช่างโชคดีจริงๆ ดวงแข็งมากเลย แม้จะเพิ่งพบพานกับเคราะห์มาก็จริงอยู่ แต่เขาว่ากันว่า เคราะห์ร้ายใหญ่หลวงพวกนี้ เมื่อผ่านพ้นไปก็มักจะตามมาด้วยโชคลาภในวันข้างหน้านะจ๊ะ”
“ดีนะสะใภ้รองที่เธอรู้จักกับผู้กำกับที่สถานตำรวจ ว่าแต่..ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินเธอพูดถึงเื่พวกนี้เลยล่ะจ๊ะ?”
จิ้งจอกเผยหางออกมาแล้วสินะ
จางอวิ๋นม่านจงใจถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “พอดีเขาเป็ลูกชายของเพื่อนพ่อฉันเอง ฉันก็เพิ่งมารู้วันนี้เหมือนกันว่าเขาย้ายมาประจำการที่นี่ ช่างเป็เื่บังเอิญแท้ๆ”
หวงอิงทำท่าคล้ายกำลังครุ่นคิด ลูกชายของเพื่อนพ่องั้นเหรอ? ดูเหมือนความสัมพันธ์นี้จะไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมอะไรกันมากนัก
แต่ก็ไม่เป็ไร อาศัยความสัมพันธ์แบบนี้ ถ้าฉันได้รู้จักพูดคุยกับอีกฝ่ายเข้าหน่อยเดี๋ยวคงสนิทกันไปเอง คล้อยหลังสนิทสนมกันแล้ว เื่อนาคตของลูกชายฉันก็คงจะฝากฝังอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายขึ้นมากทีเดียว!
“ถึงยังไงเขาก็ช่วยพวกเธอแม่ลูกไว้มาก ต้องตอบแทนเขาดีๆหน่อยล่ะ หลินซงเธอรู้จักกับผู้จัดการร้านอาหารรัฐด้วยนะ ไว้พวกเราพาผู้กำกับกู่ไปเลี้ยงข้าวที่นั่นสักมื้อดีมั้ยจ๊ะ?”
หวงอิงพูดจบก็จัดการวางแผนเองเสร็จสรรพ โดยไม่รอฟังความคิดเห็นของจางอวิ๋นม่านเลยแม้แต่น้อย
“ต้องขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่จริงๆนะคะ ฉันก็กำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะตอบแทนพี่กู่ยังไง แต่ฉันคงต้องถามเขาก่อนว่าเขาจะพอมีเวลาหรือเปล่า”
พูดจบ จางอวิ๋นม่านก็ก้มหน้าทำท่าทำทางปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง
“พวกเราล้วนเป็คนในครอบครัวนะ เื่เล็กน้อยแค่นี้ไม่ต้องมาขอบอกขอบใจอะไรหรอกจ้า”
“เอาล่ะๆ ฉันไม่รบกวนเวลาพวกเธอกินข้าวแล้ว วันนี้พวกเธอก็เหนื่อยกันมามากแล้ว กินข้าวเสร็จก็รีบนอนพักผ่อนให้เร็วหน่อยนะ ฉันไปก่อนล่ะ”
หวงอิงบรรลุเป้าหมายของตัวเองแล้ว จึงได้ลุกขึ้นเดินจากไปอย่างพึงพอใจ
นังผู้หญิงโง่จางอวิ๋นม่านคนนี้ยังคงหลอกง่ายเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ! หวงอิงแอบเย้ยหยันอยู่ในใจขณะเดินออกไป
“แม่คะ แม่จะพาป้าสะใภ้ไปกินข้าวกับลุงกู่จริงๆเหรอคะ?” หลินเสี่ยวเย่ที่ยังไม่เข้าใจความซับซ้อนของผู้ใหญ่ ได้เอ่ยถามขึ้นด้วยความกังวลใจ
“เด็กโง่เอ๊ย ถ้าไม่ยื่นแครอทหลอกล่อต่อหน้าลา แล้วลามันจะยอมทำงานให้เราเหรอจ๊ะ?”
“อยากเจอกู่เฉินขนาดนั้นเชียว? รอไปเถอะจ้ะ!”
ริมฝีปากของจางอวิ๋นม่านเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมาให้เห็น
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ก็เหมือนได้พบโลกใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต พวกเธอถึงกับตะลึงงันในสิ่งที่เรียกว่า ‘วาทศิลป์ในการพูด’
【กรี๊ดดดด แม่ของหนูดูสวยแกร่งขึ้นผิดหูผิดตาขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่!】
【สุดยอดไปเลยค๊า แม่ของหนูฉลาดที่สุด อยากกอดแน่นๆสักที!】
【ขอโทษนะคะ เ้าเล่ห์กว่าพวกแกก็แม่ของฉันนี่แหละค่ะ! เลวได้ใจหนูจริงๆค่ะแม่!】
จางอวิ๋นม่าน : .....
ในหัวของจางอวิ๋นม่าน ปรากฏเสียงตื่นเต้นดีใจลิงโลดของลูกสาวคนเล็กดังก้อง
ได้ยินเสียงนึกคิดในหัวของลูกตัวเองมันก็ดีอยู่หรอก แต่บางครั้งบางทีมันก็ชวนปวดหัวแปลกๆอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะกับตอนนี้ที่จางอวิ๋นม่านรู้สึกว่า สาวน้อยในวัยหกขวบคนนี้ออกจะ ‘ชม’ เธอแรงเกินไปหน่อย
เสี่ยวอวี่...ไม่ได้หลอกด่าแม่ใช่มั้ยลูก?