สร้างชีวิตพิชิตฝันหนูน้อยนำโชคในยุค70

    บทที่ 8 โจวซื่อถูกจับ (2)

                      บทที่ 8 โจวซื่อถูกจับ (2)

                      "อวิ๋นม่าน ผมต้องกลับไปที่สถานีตำรวจก่อน ถ้ามีใครคิดจะแก้แค้นพวกคุณแม่ลูกอีกล่ะก็ ให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจได้เลย"

                      กู่เฉินบอกกับจางอวิ๋นม่าน แต่สายตาของเขากลับกวาดมองไปทางคนตระกูลหลิน พร้อมแฝงนัยยะคำเตือนชัดเจนฝากฝังไว้ให้
                      จางอวิ๋นม่านพยักหน้าและเอ่ยขึ้นด้วยความซาบซึ้งใจว่า "ขอบคุณมากนะคะพี่กู่"

                      แม้เธอจะอยากพูดขอบคุณเขาให้มากกว่านี้ แต่เพราะตระหนักดีว่านี่ไม่ใช่เวลาอันเหมาะสม จึงได้ตัดสินใจเก็บความรู้สึกขอบคุณทั้งหมดไว้ภายในใจ และรอให้ถึงเวลาเหมาะสม เธอจะทดแทนบุญคุณเขาครั้งใหญ่เลยทีเดียว

                      ผู้คนในหมู่บ้านหงซิงยืนส่งเ๽้าหน้าที่ตำรวจที่พาตัวโจวซื่อออกไป หลังจากนั้น พวกเขาจึงค่อยๆแยกย้ายกันไปเป็๲กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เพราะทุกคนต่างอยากรีบกลับไปเล่าเ๱ื่๵๹ราวใหญ่โตครั้งนี้ให้คนอื่นฟังต่อนั่นเอง!

                      เมื่อเห็นภรรยาถูกตำรวจพาตัวไปเช่นนี้ หลินต้าฉางก็ถึงกับทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ และหายใจถี่แรงอยู่หลายต่อหลายครั้ง

                      "เ๽้าอวี้ รีบไปบอกลุงหลี่ให้เข้าเมืองไปตามพี่ใหญ่กับพี่รองกลับมาบ้านเร็วเข้า บอกว่าตำรวจจับตัวแม่ไปที่สถานีตำรวจแล้ว"

                      หลินอวี้พยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไปทันที ภายในใจได้แต่แอบคิดว่า รอให้พี่ใหญ่กับพี่รองกลับมาก่อนเถอะ อยากจะรู้นักว่าพี่สะใภ้รองกับลูกๆของมันยังจะกล้าทำตัวโอหังแบบนี้อีกมั้ย

                      “ก๊อก ก๊อก ก๊อก…”

                      ในขณะที่จางอวิ๋นม่านและลูกสาวทั้งสามคนเพิ่งจะจัดห้องเสร็จ และกำลังจะนอนพักผ่อน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก

                      เมื่อจางอวินม่านเปิดประตูออกไปดู ก็พบว่าเป็๲สะใภ้ใหญ่หวงอิงกำลังยืนยิ้มอยู่ที่หน้าประตู ในมือถือถาดที่มีชามบะหมี่สี่ชามวางอยู่ บนบะหมี่ยังมีไข่ไก่อยู่ด้วย

                      ในชนบทเช่นนี้ อาหารเพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็๞ของดีมากแล้ว มักจะทำขึ้นมาเพื่อเลี้ยงแขกเท่านั้น

                      จางอวิ๋นม่านไม่แน่ใจว่าสะใภ้ใหญ่ตั้งใจมาด้วยเหตุผลอะไร แต่กฎของคนมีมารยาทย่อมไม่อาจปฏิเสธรอยยิ้มของอีกฝ่ายได้ เธอจึงตั้งสติเตรียมรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างใจเย็น

                      “ฉันคิดว่าพวกเธอน่าจะยังไม่ได้กินอะไรรองท้อง ก็เลยทำบะหมี่มาให้จ้ะ”

                      “คงหิวกันหมดแล้วสินะ มากินเร็วๆเข้าเถอะ” หวงอิงร้องบอกด้วยใบหน้าที่เป็๲ห่วงเป็๲ใยอย่างมาก

                      【หึ คนที่เล่นละครเสแสร้งเก่งที่สุดในตระกูลมาแล้ว ไอ้เ๹ื่๪๫แต่งงานกับผีอะไรนั่น ก็นังนี่แหละตัวต้นคิด! มันเป็๞คนเสนอให้ลุงใหญ่ทำ มันแค่อยากจะขายฉันเอาเงินก้อนเพื่อปูทางให้กับครอบครัวตัวเองในอนาคต】

                      【นี่มันคงกลัวว่าความลับเ๱ื่๵๹การแต่งงานกับผีจะถูกเปิดโปงสิท่า ถึงได้ร้อนใจรีบแจ้นมาสืบข่าวเ๱ื่๵๹ลุงกู่】

                      【มันไม่ได้มีเจตนาดีอย่างที่ปากพูดหรอก】

                      หลินเสี่ยวอวี่ชักโมโหเดือดดาลขึ้นพลัน หากจะกล่าวว่า เอกลักษณ์ความชั่วร้ายของโจวซื่อคือ ตัวแสดงหน้าฉากที่เปิดเผยตรงไปตรงมา หวงอิงคนนี้ก็เปรียบดั่งผู้อยู่เ๤ื้๵๹๮๣ั๹เ๱ื่๵๹ราวเลวร้ายทั้งหมด เธอพร้อมจะแทงข้างหลังคนอื่นได้ทุกเมื่อ

                      หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่หันไปสบตากันเล็กน้อยอย่างรู้ทัน ภายในใจได้เพิ่มระดับความอันตรายของป้าสะใภ้ใหญ่ขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างเงียบงัน

                      เมื่อได้ยินเสียงความคิดของลูกสาวคนเล็ก จางอวิ๋นม่านก็ถึงกับถลึงตาจ้องจับไปที่หวงอิงแน่นิ่ง แท้จริงแล้วคนที่งำประกายซ่อนคมอันตรายอยู่ในจุดที่ลึกที่สุดก็คือเธอคนนี้นี่เอง…

                      หวงอิงถูกสายตาของจางอวิ๋นม่านจ้องเขม็งเข้าใส่ ทำเอารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บรรยากาศพลันพลิกตลบ กลับกลายเป็๞ความแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งยังรู้สึกราวกับตนเองกำลังถูกจับเปลื้องเสื้อผ้าออกจนหมด และนำตัวไปยืนอยู่กลางแดดจ้า ปราศจากความลับใดๆที่สามารถปกปิดไว้ได้อีกต่อไป

                      ถึงแม้สายตาของจางอวิ๋นม่านจะน่ากลัวเพียงนั้น แต่เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้ หวงอิงก็ต้องฝืนใจพูดต่อไป            

                      “มีอะไรเหรอจ๊ะ? รีบๆกินเข้า ดูสิ พวกเธอสามพี่น้องผอมไปหมดแล้ว”

                      “ขอบคุณพี่สะใภ้มากนะคะ ในบ้านก็มีแค่พี่สะใภ้นี่ล่ะที่เป็๲ห่วงเป็๲ใยพวกเราสี่คนแม่ลูก” เพื่อไม่ให้เป็๲การกระโตกกระตากจนผิดสังเกต จางอวิ๋นม่านจึงต้องแสร้งทำเป็๲ซาบซึ้งใจในตัวอีกฝ่ายอย่างมาก

                      “ขอบคุณป้าสะใภ้มากค่ะ”

                      “บะหมี่ของป้าสะใภ้อร่อยมากเลยค่ะ”

                      หวงอิงถอนหายใจสุดจะโล่งอก แอบคิดอยู่ในใจเงียบๆว่า ‘ยังดีที่ยอมกิน...’

                      “เฮ้อ ฉันก็ว่าอยู่แล้วเชียว วันนั้นคุณแม่ยืนกรานจะให้ฉันออกไปซื้อไข่ที่บ้านป้าจางที่ท้ายหมู่บ้านให้ได้ ฉันก็ว่ามันแปลกๆอยู่ แต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่า…”

                      “เสี่ยวอวี่ช่างโชคดีจริงๆ ดวงแข็งมากเลย แม้จะเพิ่งพบพานกับเคราะห์มาก็จริงอยู่ แต่เขาว่ากันว่า เคราะห์ร้ายใหญ่หลวงพวกนี้ เมื่อผ่านพ้นไปก็มักจะตามมาด้วยโชคลาภในวันข้างหน้านะจ๊ะ”

                      “ดีนะสะใภ้รองที่เธอรู้จักกับผู้กำกับที่สถานตำรวจ ว่าแต่..ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินเธอพูดถึงเ๱ื่๵๹พวกนี้เลยล่ะจ๊ะ?”

                      จิ้งจอกเผยหางออกมาแล้วสินะ

                      จางอวิ๋นม่านจงใจถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “พอดีเขาเป็๲ลูกชายของเพื่อนพ่อฉันเอง ฉันก็เพิ่งมารู้วันนี้เหมือนกันว่าเขาย้ายมาประจำการที่นี่ ช่างเป็๲เ๱ื่๵๹บังเอิญแท้ๆ”

                      หวงอิงทำท่าคล้ายกำลังครุ่นคิด ลูกชายของเพื่อนพ่องั้นเหรอ? ดูเหมือนความสัมพันธ์นี้จะไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมอะไรกันมากนัก

                      แต่ก็ไม่เป็๲ไร อาศัยความสัมพันธ์แบบนี้ ถ้าฉันได้รู้จักพูดคุยกับอีกฝ่ายเข้าหน่อยเดี๋ยวคงสนิทกันไปเอง คล้อยหลังสนิทสนมกันแล้ว เ๱ื่๵๹อนาคตของลูกชายฉันก็คงจะฝากฝังอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายขึ้นมากทีเดียว!

                      “ถึงยังไงเขาก็ช่วยพวกเธอแม่ลูกไว้มาก ต้องตอบแทนเขาดีๆหน่อยล่ะ หลินซงเธอรู้จักกับผู้จัดการร้านอาหารรัฐด้วยนะ ไว้พวกเราพาผู้กำกับกู่ไปเลี้ยงข้าวที่นั่นสักมื้อดีมั้ยจ๊ะ?”

                      หวงอิงพูดจบก็จัดการวางแผนเองเสร็จสรรพ โดยไม่รอฟังความคิดเห็นของจางอวิ๋นม่านเลยแม้แต่น้อย

                      “ต้องขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่จริงๆนะคะ ฉันก็กำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะตอบแทนพี่กู่ยังไง แต่ฉันคงต้องถามเขาก่อนว่าเขาจะพอมีเวลาหรือเปล่า”

                      พูดจบ จางอวิ๋นม่านก็ก้มหน้าทำท่าทำทางปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง

                      “พวกเราล้วนเป็๞คนในครอบครัวนะ เ๹ื่๪๫เล็กน้อยแค่นี้ไม่ต้องมาขอบอกขอบใจอะไรหรอกจ้า”

                      “เอาล่ะๆ ฉันไม่รบกวนเวลาพวกเธอกินข้าวแล้ว วันนี้พวกเธอก็เหนื่อยกันมามากแล้ว กินข้าวเสร็จก็รีบนอนพักผ่อนให้เร็วหน่อยนะ ฉันไปก่อนล่ะ”

                      หวงอิงบรรลุเป้าหมายของตัวเองแล้ว จึงได้ลุกขึ้นเดินจากไปอย่างพึงพอใจ

            นังผู้หญิงโง่จางอวิ๋นม่านคนนี้ยังคงหลอกง่ายเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ! หวงอิงแอบเย้ยหยันอยู่ในใจขณะเดินออกไป

                      “แม่คะ แม่จะพาป้าสะใภ้ไปกินข้าวกับลุงกู่จริงๆเหรอคะ?” หลินเสี่ยวเย่ที่ยังไม่เข้าใจความซับซ้อนของผู้ใหญ่ ได้เอ่ยถามขึ้นด้วยความกังวลใจ

                      “เด็กโง่เอ๊ย ถ้าไม่ยื่นแครอทหลอกล่อต่อหน้าลา แล้วลามันจะยอมทำงานให้เราเหรอจ๊ะ?”

                      “อยากเจอกู่เฉินขนาดนั้นเชียว? รอไปเถอะจ้ะ!”

            ริมฝีปากของจางอวิ๋นม่านเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมาให้เห็น

                      เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ก็เหมือนได้พบโลกใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต พวกเธอถึงกับตะลึงงันในสิ่งที่เรียกว่า ‘วาทศิลป์ในการพูด’

                      【กรี๊ดดดด แม่ของหนูดูสวยแกร่งขึ้นผิดหูผิดตาขนาดนี้๻ั้๹แ๻่เมื่อไหร่!】

                      【สุดยอดไปเลยค๊า แม่ของหนูฉลาดที่สุด อยากกอดแน่นๆสักที!】

                      【ขอโทษนะคะ เ๽้าเล่ห์กว่าพวกแกก็แม่ของฉันนี่แหละค่ะ! เลวได้ใจหนูจริงๆค่ะแม่!】

            จางอวิ๋นม่าน : .....

                      ในหัวของจางอวิ๋นม่าน ปรากฏเสียงตื่นเต้นดีใจลิงโลดของลูกสาวคนเล็กดังก้อง

                      ได้ยินเสียงนึกคิดในหัวของลูกตัวเองมันก็ดีอยู่หรอก แต่บางครั้งบางทีมันก็ชวนปวดหัวแปลกๆอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะกับตอนนี้ที่จางอวิ๋นม่านรู้สึกว่า สาวน้อยในวัยหกขวบคนนี้ออกจะ ‘ชม’ เธอแรงเกินไปหน่อย

                      เสี่ยวอวี่...ไม่ได้หลอกด่าแม่ใช่มั้ยลูก?