โหลวอี้หยางมองดูฉีหวังโม่ปิดประตูเรือนหอหลังนี้ เขาหันกลับมายิ้มให้นางอย่างเช่นหนุ่มเ้าเสน่ห์ หากเป็นางในภพที่แล้วคงจะสุขใจเป็ที่สุด ตอนนั้นเขาไม่เคยยิ้มส่งสายตาเช่นนี้ ฉีหวังโม่ผู้นั้นไม่แม้แต่จะเหยียบเข้ามายังเรือนหอหลังนี้ั้แ่คืนแรก ช่างเป็ภาพที่ขัดกับความรู้สึกนางยิ่งนัก
โหลวอี้หยางมองรอยยิ้มของฉีหวังโม่อย่างเ็าในคราแรกต่อมาก็เผยยิ้มเยาะออกตามมาทำให้ ฉีหวังโม่ที่มองมายังนางอยู่ก่อนแล้วหุบยิ้มทันทีด้วยความไม่เข้าใจที่โหลวอี้หยางยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ในคืนเข้าหอกับเขา
"ไยไม่รอข้ามาเปิดผ้าคลุม"
"มันเกะกะหัวข้าน่ะ"
"แล้วชุดเ้าสาวของเ้าก็เกะกะงั้นหรือ"
"ฮึ คุณชายฉีท่านยังอยากเข้าหอกับข้าหรือ ข้าขอบอกตามตรง ข้าไม่คิดจะเข้าหอกับท่าน"
"แต่เราแต่งงานกันเสียแล้วสิ"
"ท่านคงไม่อยากให้ข้าไประรานแม่นางไป๋จากแคว้นตี้ผู้นั้นกระมัง ถ้า้าก็จงอยู่ร่วมหอกับข้านับแต่วันนี้ดีหรือไม่"
"เ้าคิดจะทำอะไรนาง"
"ข้าจะทำอะไรนางได้ เพียงแค่ถ้าท่านไม่ระวังไว้ให้ดี ข้าคงจะทำกระมัง ฮึฮึ"
"เ้าทำเช่นนี้เพราะหึงหวงข้าหรอกหรือ"
"ฮาฮ่าฮ่า หึงหวงเชียวรึ การหึงหวงท่านคือสิ่งสุดท้ายในชีวิตนี้ของข้าที่นึกถึงเสียแล้วหรืออาจจะไม่นึกถึงเลยเสียด้วยซ้ำ"
"น้องอี้หยาง เ้าไปรู้เื่แม่นางไป๋ที่ใดกัน ความจริงนางเป็เพียงหญิงที่แคว้นตี้มอบให้ข้าเท่านั้น เ้าอย่าใส่ใจนางเลย"
"เช่นนั้นหรือ ถ้าไม่อยากให้ข้าใส่ใจนางก็ห้ามเข้ามายังเรือนหลังนี้อีก ไม่เช่นนั้นข้านี่แหละจะเป็คนฉีกอกนางในมือของข้าคู่นี้"
สายตาของโหลวอี้หยางเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันทีที่กล่าวจบจ้องมองตรงไปยังฉีหวังโม่อย่างไม่อาจห้ามได้
"ไยเ้าถึงมีความคิดโหดร้ายเช่นนี้ เ้ายังไม่เคยพบนางแล้วยังคิดจะทำร้ายนางเสียแล้ว อย่าได้มาข่มขู่ข้า"
ฉีหวังโม่รู้สึกว่า โหลวอี้หยางใช้คำกล่าวคล้ายข่มขู่ตนโดยเอาไป๋ซู่เซียงขึ้นมาอ้าง ไยถึงมีความคิดชั่วร้ายเช่นนี้กัน
"ข้าเป็เช่นนี้มาโดยตลอด คนอย่างท่านก็เช่นกันเืเย็นยิ่งกว่าข้าเสียด้วยซ้ำ ท่านยังกล้ามาเข้าร่วมหอกับข้าเชียวหรือ เอาวิธีสกปรกมาข่มขู่ครอบครัวข้า คนอย่างท่านอย่ากล่าวถึงคุณธรรมความดีให้เปลืองน้ำลายเลย เห็นหน้าท่านก็มีแต่การหลอกลวง กลเล่ห์เพทุบายก็ยิ่งกว่าพวกสิบแปดมงกุฎเสียอีก"
โหลวอี้หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ด่าออกไปอย่างไม่เร่งไม่รีบ ทำให้สีหน้าของฉีหวังโม่ตอนนี้มองนางเหมือนรังเกียจยิ่งกว่าตัวอะไร
"ข้าจะทำเช่นนั้นหรือไม่ แต่ข้าก็ขึ้นชื่อว่าเป็สามีของเ้าแล้ว เ้าคงจะเปลี่ยนเื่นี้ไม่ได้ที่ได้คนที่เ้าว่าเป็คนเยี่ยงสิบแปดมงกุฎเป็สามี"
ฉีหวังโม่กล่าววาจาพร้อมทั้งยิ้มร้ายกาจส่งมาให้โหลวอี้หยางอย่างช่วยอะไรนางไม่ได้
"สามีเช่นนี้หรือ ข้าสามารถบอกท่านได้ว่าให้ข้าออกบวชยังดีกว่าต้องยอมแต่งงานกับท่าน ให้ข้าอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตยังดูมีค่ามากกว่าแต่งงานกับท่านเช่นนี้เสียอีก โปรดรู้ตัวไว้ด้วย คำว่าสามีสำหรับข้าเป็เพียงคนหน้าหมู คนหนึ่งที่สกปรกยิ่ง ฮิฮิ "
ฉีหวังโม่มองโหลวอี้หยางด้วยสีหน้าที่เข้มขึ้นเรื่อยๆหน้าของเขายามนี้ไม่อาจปกปิดความโกรธที่เกิดจากการด่าตัวเขาจากโหลวอี้หยางผู้นี้ เขาอุส่ามาเข้าหอกับนางเพื่อไม่ให้เป็ที่ครหาเกี่ยวกับตัวเขาและนาง แต่นางดียิ่งคืนเข้าหอก็ด่าเขาทุกประโยคคล้ายว่ารังเกียจเขายิ่งกว่าสิ่งใด ยอมออกบวชบ้างล่ะ ยอมอยู่คนเดียวบ้างล่ะ คิดว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนางหรืออย่างไร ถ้าไม่อยากร่วมหอก็ไม่ต้องร่วม เขาไม่ได้อยากอยู่ด้วยกับหญิงเช่นนางให้นานกว่านี้เป็แน่
สงสัยคงลืมไปแล้วกระมังว่านางแต่งเข้าสกุลฉีแล้ว ไม่ได้อยู่สกุลโหลวของนางถึงยังกล้าแผลงฤทธิ์เช่นนี้ให้นางได้อยู่คนเดียวสมใจนางไปตลอดชีวิตสมใจนางเสียเลยต่อไปนางคงเข้าใจอะไรมากขึ้นต้องกลับมาเป็คนขอร้องอ้อนวอนขอความรักจากเขาได้เป็ฮูหยินสกุลฉีก็เพียงแต่ตำแหน่งคนในจวนถ้าหากรู้ว่เขาไม่เข้าร่วมหอคืนแรกกับนางจะแสดงพฤติกรรมเช่นไรให้นางได้รู้สึก
"ในเมื่อเ้าไม่้าให้ข้าอยู่ร่วมหอในคืนแรก อย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน"
กล่าวจบฉีหวังโม่สะบัดแขนเสื้ออย่างแรงเดินหันหลังออกไปทางประตูเรือนทันที
โหลวอี้หยางยกยิ้มมุมปากขึ้นมาอย่างช้าช้า ภายในมือนางที่แอบไว้ในแขนเสื้อถือกระดิ่งลวงตาเป็ตัวช่วยเผื่อฉีหวังโม่คิดจะรังแกนาง
โหลวอี้หยางเดินไปยืนอยู่ริมหน้าต่างมองออกไปข้างนอกแล้วภาพต่างๆในจวนสกุลฉีในภพที่แล้วก็ปรากฏขึ้นในมโนภาพของนาง สายตาเ็าของโหลวอี้หยางยิ่งเ็าขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่อาจรู้ตัว