ตอนนี้ดวงตาของเซินมู่เผยถึงความโลภแค่มองก็รู้ว่าทักษะบ่มเพาะกายาของถูคงไม่ธรรมดามันสูงกว่าระดับราชันเสียด้วยซ้ำแล้วใครจะไม่อยากได้ละ
“ดูท่าการมาคราวนี้จะเจอของดีเข้าให้แล้ว”เซินมู่ยกยิ้มชั่วร้าย
“ดูท่าเบื้องหลังของฉางเฟิงผู้นี้จะไม่ธรรมดาการที่เข้าสามารถสั่งสอนศิษย์ได้ขนาดนี้แถมยังช่วยให้นิกายบุปผาแข็งแกร่งขึ้นในเวลาอันนั้นได้นี่ย่อมไม่ธรรมดาเสียแล้ว” โจวข่ายมองไปยังมองราชาจงเย่
“ข้อมูลของเขาก็อย่างที่ข้าบอกไป”ราชาจงเย่กล่าว
ราชาจงเย่จงใจไม่เอ่ยถึงจักรพรรดิสุราเพราะกลัวว่าคนพวกนี้จะไม่กล้าหาเรื่องนิกายบุปผา
“นั่นคือน้องสาวเฉียนนี่ทำไมนางถึงไปนั่งกับนิกายบุปผา”โจวข่ายกล่าว
ตัวของโจวข่ายเคยมาเยี่ยมอาณาจักรจงเย่สองสามครั้งและมันก็เคยพบกับเย่เฉียนมาแล้วและออกจะประทับใจต่อความงดงามของนางมาก
“จากที่ข้าได้รับรายงานมานางเข้าร่วมกับนิกายบุปผาเมื่อสองเดือนก่อน” ราชาจงเย่เผยสีหน้าเย็นชาออกมา
ในตอนแรกราชาจงเย่ต้องการจะนำตัวเย่เฉียนกลับมาแต่เพราะมีจักรพรรดิสุราให้ท้ายทำให้ตนไม่สามารถทำอะไรมากได้
“ทำไมน้องสาวเย่เฉียนถึงได้ไปเข้าร่วมกับนิกายที่กำลังจะล่มสลายด้วย”โจวข่ายแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ
“เพราะอาจารย์ของนาง”ราชาจงเย่กล่าว
“จักรพรรดิสุรางั้นหรือ”แววตาของโจวข่ายหรี่ลง
แม้จักรพรรดิสุราจะไม่ใช่จักรพรรดิที่ทรงอำนาจที่สุดแต่ก็หาใช่คนที่ระดับอย่างตัวโจวข่ายจะไปหาเรื่องได้
“ตอนนี้ศิษย์ที่ของทางเราเหลือแค่เทพธิดาสามฤดูและเย่เฉียนแล้ว” มู่หลานมองไปยังศิษย์ของตนเอง
โชคร้ายที่ฤดูหนาวนามตงเย่เจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างศิษย์ของนิกายสัตว์ร้ายที่เป็นถึงระดับวิญญาณขั้น9 ทำให้นางพ่ายแพ้ลง
แต่ตอนนี้คนที่เหลือต่างก็แข็งแกร่งกว่าตงเย่ทั้งนั้นโดยเฉพาะเย่เฉียนนางบรรลุระดับปฐพีไปแล้วเพราะงั้นนางจึงไม่หวาดกลัวผู้ใด
“การประลองแบบนี้มันน่าเบื่อเกินไปการที่พวกเจ้ามานั่งเลือกรายชื่อแบบนี้มันมีแต่จะทำให้ผู้คนดูถูกเหยียดหยามพวกเจ้าก็เท่านั้นไม่สู้เจ้าประกาศออกมาเลยว่าศิษย์ของนิกายบุปผาต่อสู้กับคนที่เข้าร่วมทั้งหมดที่อยู่ที่นี่” เย่เฉียนที่ทนเห็นความไม่อยุติธรรมแบบนี้ไม่ได้จึงกล่าวออกมา
“โอ้แม่นางกำลังกล่าวว่าข้าจงใจเลือกรายชื่องั้นเหรอ” จ้านเผิงกล่าว
“ไม่ต้องให้ข้าสงสัยการกระทำของเจ้ามันก็โจ่งแจ้งอยู่แล้วนิ เหอะ นกึกว่านิกายดาบเมฆาจะเป็นนิกายที่มีคุณธรรมสุดท้ายก็พวกมารร้ายดีๆนี่เอง”เย่เฉียนกล่าว
“สาวหาวเจ้าพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือไม่เฉียนเอ๋อ” ราชาจงเย่คำราม
“ข้าพูดอะไรผิดละหรือว่าแม้แต่สายตาของราชาอาณาจักรจงเย่ก็มองไม่ออกหรือว่าเป็นสายตาของผู้คนที่มองผิดอย่างงั้นเหรอ เหอๆ ช่างเป็นพวกตัวบัดซบกันทั้งหมดจริงๆ”เย่เฉียนกล่าวและยดสุราดื่มทันที
“แย่แล้วนางเมาแล้ว”มู่เฟยเสวี่ยกล่าว
เมื่อเย่เฉียนเมาสุรานางจะกลายเป็นคนดุร้ายและไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นฉางเฟิงไม่กังวลต่อความปลอดภัยของนางเพราะถึงอย่างไรจักรพรรดิสุราก็อยู่ที่นี่
“เป็นอย่างที่ศิษย์ของนิกายข้ากล่าวการประลองทั้งหมด 6 รอบที่ผ่านมานิกายบุปผาล้วนแต่ออกมาประลองทั้งหมด ข้าขอถามเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องบังเอิญงั้นรึ”ฉางเฟิงกล่าว
“แน่นอนว่าบังเอิญ”จ้านเผิงยกยิ้มอย่างไร้อย่างอาย
“หุบปาก”ฉางเฟิงหันไปมองจ้านเผิงทันที
“อ๊ากกกกกกก”
พริบตาจ้านเผิงกรีดร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับมีโลหิตใหลออกมาจากดวงตาทั้งสอง
“บังอาจเจ้ากล้าลงมือต่อผู้คนต่อหน้าข้างั้นเหรอ” ราชาจงเย่คำรามด้วยความโกรธ
“อย่างที่บอกในเมื่อพวกเจ้าไม่ไว้หน้าพวกข้าแล้วทำไมข้าต้องไว้หน้าพวกเจ้าด้วยราชาจงเย่อย่าได้คิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าวางแผนอะไร ข้านั้นไม่สนใจการแย่งชิงอำนาจของราชวงศ์จึงไม่สนใจเจ้ามากนัก
แต่ในเมื่อเจ้าคิดจะเล่นงานข้าโดยคิดยืมมือพวกสวะเหล่านี้มาโจมตีข้าละก็เจ้าก็อ่อนหัดเกินไปแล้ว” ฉางเฟิงกล่าว
“เกิดอะไรขึ้นนิกายบุปผากลายเป็นกล้าหาญขนาดนี้ถึงกับกล้ากล่าวกับราชาจงเย่แบบนี้ออกมาได้”
“เป็นใครก็ทนไม่ใหวเช่นกันเจ้าดูสิราชาจงเย่นั้นทำเป็นมองไม่เห็นเมื่อนิกายบุปผาถูกโกงการประลองแต่เมื่อนิกายบุผาตอบโต้กลับลุกขึ้นเพื่อต่อว่านิกายบุปผาทันที”
“อย่างที่คิดนิกายบุปผาไม่เหมือนเดิมแล้ว”
“ข้าอยากจะให้กำลังใจนิกายบุปผานะเพราะพวกเขานั้นถือว่าเป็นนิกายที่มีคุณธรรมสูงส่งเพียงแห่งเดียวของอาณาจักรแต่ด้วยอำนาจของพวกเขาในตอนนี้เกรงกว่าจะไม่สามารถต่อกรกับราชาจงเย่ได้”
“สาวหาวจริงๆคิดว่าด้วยพลังจิตระดับราชันขั้นที่9 จะทำให้เจ้าแข็งแกร่งที่สุดงั้นหรือ” ราชาจงเย่เผยพลังระดับจักรพรรดิออกมา
“แล้วยังไงเจ้าอยากจะลองใหมละ แต่ข้าขอบอกเอาไว้ก่อน ถ้าข้าลงมือจริงๆ ไม่เพียงแค่เจ้าเท่านั้นที่จะตายแต่คนที่เจ้านำมาทั้งหมดจะต้องตายด้วย” ฉางเฟิงเผยจิตสังหารออกมา
“เจ้ากล้า!!!!!!!!!!”พวกเซินมู่คำรามออกมา
พวกเขาคือใครพวกเขาคือคนจากนิกายอันยิ่งใหญ่สถานะของพวกเขาสูงส่งย่อมไม่มีใครในอาณาจักรกล้าต่อต้านพวกเขาแต่ตอนนี้กลับมีคนบ้าบอกว่าจะสังหารพวกเขา
“เรื่องของการแย่งชิงอำนาจข้าไม่ขอเข้าไปยุ่ง”ศิษย์ของสมาคมนักปรุงยาถอนตัวออกไปทันที
ตั้งแต่เริ่มนางก็มีเป้าหมายที่มาที่แห่งนี้อยู่แล้วดังนั้นนางไม่คิดจะร่วมมือกับราชาจงเย่อยู่แล้ว
“นี่พ่อหนุ่มเจ้านั้นมีพรสวรรค์ที่สดใสรออยู่ทำไมจะต้องทำเรื่องให้ตัวเองตายเร็วด้วยละไม่สู้เจ้าติดตามข้ากลับไปนิกายสตรีหยกและรับตำแหน่งผู้อาวุโสไม่ดีกว่าเหรออยู่ที่นั่นเจ้าจะได้รับทรัพยากรที่ไร้ขีดจำกัดและหญิงสาวที่งดงามจำนวนมาก”โยวอันกล่าว
“ข้าไม่สนใจ”ฉางเฟิงกล่าวเสียงเย็น
“พวกเราถอยกันเถอะ”ตระกูลใหญ่ที่รู้ว่าการประลองได้จบไปแล้วตอนนี้มันคือการขัดแย้งของพวกราชาจงเย่และนิกายบุปผาแล้ว
“ที่แท้การประลองนี้ก็มีจุดประลองเพื่อการนี้เอาละข้าคงต้องแสดงตัวบ้างแล้ว” นายหญิงของหอสมบัติยกยิ้มออกมา
ตอนนี้ราชาจงเย่โกรธมากเพราะในบรรดาตระกูลใหญ่มียางกลุ่มเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยนั้นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้เข้าข้างราชาของตนเองขณะที่ราชาจงเย่กำลังคิดจะลงมือด้านนอกเมืองหลวงก็ปรากฎทหารท้าจำนวนหลายแสนคนและยังมีเรือบินอีกหลายสิบลำกำลังตรงมายังวังหลวงด้วยจิตสังหารที่น่ากลัว