ดารินก็อยากจะพูดเหมือนกันว่าทีมของเธอมีหน่วยชนปะทะอยู่แล้ว แต่สภาพของปกรณ์ตอนนี้ โดนมดกัดก็อาจจะไม่รอดแล้ว ถึงกระนั้นเธอก็ยังถามคำถามที่มีความหมายโดยนัยไปในทิศทางเดียวกับเทพไท “ทีมของพวกเรายังไม่มีหน่วยต่อต้านเวทมนตร์เลยนะคะท่านผอ.ธาวิส ทำไมถึงไม่เอาคนที่ชำนาญด้านต่อต้านเวทมนตร์มาไม่ดีกว่าหรือคะ?”
ปกรณ์และเทพไทต่างมองอาจารย์ของพวกเขาด้วยสายตาขอบคุณ ส่วนธัญญ่าก็อยากรู้เหมือนกับดาริน เธอก็คิดเช่นกันว่าทีมกำลังขาดหน่วยต่อต้านเวทมนตร์ที่จะมาช่วยสร้างกำแพงเวทมนตร์ป้องกันพวกเธอ และที่สำคัญเธอและดารินต่างไม่รู้ว่าอานนท์พอจะทำหน้าที่ของหน่วยต่อต้านเวทมนตร์ได้หรือไม่ ต้องบอกว่าพวกเธอไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอานนท์ทำอะไรได้บ้างมากกว่า และเธอไม่อยากฝากความหวังไว้กับคนที่ได้คะแนนเป็ที่โหล่ของโรงเรียน
ภายในลูกแก้วทุกคนเห็นผอ.ธาวิสทำท่าทางกำลังคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เขาจะพูดออกมา “ต่อต้านเวทมนตร์งั้นเหรอ?”
ในใจดารินแอบคิดขึ้นมาทันที ‘อย่าบอกนะว่าเป็เราอีก’
“ปลายฝนน่าจะพอทำหน้าที่ได้อยู่นะ” ผอ.ธาวิสพูดต่อให้จบ แต่นั่นทำให้ทุกคนค่อนข้างประหลาดใจกับคำตอบจากผอ.ของพวกเขา
พวกเขาไม่รู้จักว่าคนที่ชื่อปลายฝนเป็ใครมาจากไหน แต่คนที่มีความสามารถใช้เวทมนตร์ได้ถึงสองสายเป็อย่างน้อย ถือเป็ชั้นหัวกะทิของกองทัพได้เลย หรือไม่ก็ต้องเป็ทหารในพระราชวังไปแล้ว ถ้าปลายฝนคนนี้สามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างน้อยสองสายจริง เธอก็แทบไม่ต่างกับดารินเลย
ในขณะที่ทุกคนกำลังจับต้นชนปลายกันอยู่ ผอ.ธาวิสเลือกที่จะพูดออกมาก่อน “ฉันเข้าใจดีเื่ที่พวกเธอกังวล โดยเฉพาะปกรณ์ และฉันก็ขอชื่นชมในความรักพวกพ้องของเธอนะเทพไท”
ทั้งสองที่ถูกเอ่ยชื่อยิ้มแห้งออกมา พวกเขารู้ตัวแล้วว่าถูกผอ.ธาวิสมองออกว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่
ผอ.ธาวิสพูดต่อว่า “ไว้รอให้ปลายฝนมาวินิจฉัยสภาพร่างกายของเธออีกที ถ้าเธอคิดเห็นว่านายพอไหว ก็แค่รวมทีมกันไปทั้งเจ็ดคนนั่นแหละ แต่ถ้าเธอบอกว่านายไม่ไหว นายก็ต้องฟังเธอ เดี๋ยวฉันจะส่งคนไปรับนายเอง ส่วนคนอื่น ๆ ก็เดินหน้าทำภารกิจต่อตามเดิม”
เมื่อผอ.ธาวิสพูดถึงจุดนี้ ปกรณ์มีสีหน้าที่หม่นหมอง เทพไทก็รู้สึกเศร้าใจแทนเพื่อนของเขา ผอ.ธาวิสยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “แต่ปกรณ์ เธอไม่ต้องกังวลไป ต่อให้เธออดร่วมภารกิจต่อ รางวัลของภารกิจครั้งนี้เธอก็จะได้รับเหมือนกับคนอื่น”
“จริงเหรอครับ? ผอ แค่ก แค่ก” ปกรณ์ดีใจพยายามลุกขึ้นมา จนผลของสภาพร่างกายของเขาก็แสดงออกมาทำให้เขาไอออกมา เทพไทรีบมาประคองพร้อมกับแสดงความยินดีไปกับเพื่อนของเขาที่ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง
ดารินไม่มีความเห็นใด ส่วนธัญญ่ารู้สึกดีใจแทนลูกน้องของเธอแต่เธอเก็บอาการไม่แสดงออกมา ส่วนอานนท์นอนหลับไปแล้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
หลังผอ.ธาวิสหยุดการติดต่อไปราวครึ่งชั่วโมง มีเสียงเคาะประตูห้องหมายเลขสิบดังขึ้น
“หรือว่าปลายฝนมาแล้ว?” เทพไทดีดตัวลุกขึ้นทันที เขาดูกระตือรือร้นที่จะไปเปิดประตูอย่างมาก
“ยินดีต้อนรับคุณ...” เทพไทเปิดประตูพร้อมกับกล่าวคำต้อนรับ แต่เขาก็หยุดลงทันทีที่เห็นใครที่ยืนอยู่หลังประตู
ไม่มีสาวน้อยอย่างที่เขาคิด มีเพียงชายหนุ่มรูปร่างกำยำยืนอยู่คนเดียว ในตอนชั่วแวบแรก เทพไทคิดว่าชายคนนี้อาจเป็เพื่อนร่วมทีมใหม่อีกคนที่ผอ.ธาวิสบอกเอาไว้ว่าจะมาพร้อมกับปลายฝน แต่ชายคนนี้กลับยืนอยู่คนเดียว แถมเขาไม่ได้สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินที่บ่งบอกว่าเป็ทหารจากฝั่งธารา
ชายที่กำลังยืนประจันหน้ากับเทพไท เขาสวมชุดสีน้ำตาลที่บ่งบอกว่าเขาเป็คนจากฝั่งวสุธา แต่ชุดของเขากลับไม่เหมือนกับเครื่องแบบทหารอย่างที่ผู้กองเกรียงเดชหรือจ่าพาราสวมเลย มันดูค่อนข้างแปลกตา แต่สิ่งหนึ่งที่เทพไทมั่นใจคือ เขาไม่รู้จักชายในเครื่องแบบประหลาดคนนี้อย่างแน่นอน
“ขุนปัถวีลงกรณ์ให้มาเรียนเชิญจอมเวทอัจฉริยะดารินไปร่วมรับประทานอาหารมือเย็นขอรับ” ชายผู้เคาะประตูเอ่ยออกมา
เมื่อดารินได้ยินแบบนั้น เธอถึงกับหนังตากระตุก เธอไม่ได้แปลกใจที่ขุนปัถวีลงกรณ์ให้คนมาเชิญเธอ เพราะเคยคาดการณ์เอาไว้แล้ว แต่สิ่งที่เธอรำคาญคือการถูกเรียกว่าจอมเวทอัจฉริยะเสียมากกว่า
เธอไม่ได้ตอบตกลงทันที เธออยากลองถามอะไรดูสักอย่างก่อนจะตอบตกลง
เธอมองคนที่ขุนปัถวีลงกรณ์ส่งมาแล้วถามว่า “ฉันขอให้ทีมของฉันไปด้วยได้ไหม?”
ทุกคนต่างหันมองดารินทันที นอกจากดารินแล้วคงไม่มีใครปฏิเสธที่จะได้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเป็การส่วนตัวกับคนระดับขุนปัถวีลงกรณ์ แต่อาจารย์ของพวกเขากลับขอให้คนอื่นไปด้วยราวกับเธอปฏิเสธทางอ้อมว่าไม่อยากไปรับประทานอาหารเป็การส่วนตัวกับอีกฝ่าย
ดูเหมือนชายที่ขุนปัถวีลงกรณ์ส่งมาจะมีคำตอบในเื่นี้อยู่แล้ว เขาตอบกลับมาทันที “ท่านขุนปัถวีลงกรณ์อนุญาตเพียงแค่จอมเวทอัจฉริยะดารินกับหัวหน้าทีมของคุณเท่านั้นขอรับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเทพไทหันไปพูดเบา ๆ กับปกรณ์ที่ยังนอนอยู่บนเตียง “ดูท่าขุนปัถวีคนนี้จะเป็พวกเสือผู้หญิง”
ปกรณ์เห็นด้วยกับเพื่อนของเขา เขาบ่นพึมพำออกมา “ถ้าฉันยังปกติดีอยู่ ฉันไม่ยอมให้พวกเธอไปกันตามลำพังแน่ ทำไมฉันไม่เกิดมาเป็พวกขุนนางบ้างนะ โธ่ อาจารย์ดารินของฉัน...”
ดารินเองไม่ได้สนใจในเื่นั้น เธอรู้สึกโล่งใจที่ขุนปัถวีลงกรณ์ไม่ได้เฉพาะเจาะจงเธอมาเท่านั้น ถือเป็เื่ดีที่เธอยังมีธัญญ่าไปด้วย
ดารินหันมองธัญญ่าเพื่อขอความเห็น ธัญญ่าพยักหน้าตอบเล็กน้อย ถึงเธอจะไม่สนใจที่จะไปแต่เธอเข้าใจว่าเหตุใดอาจารย์ของเธอถึงพยายามพาคนไปด้วย
เมื่อธัญญ่าไม่มีอะไรโต้แย้ง ดารินกับธัญญ่าจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปหาชายที่ยืนอยู่หน้าประตู
“โปรดตามกระผมมา” ชายคนนั้นผายมือออกแล้วออกเดินนำ
ณ ห้องรับรองพิเศษ
“ยินดีต้อนรับคุณจอมเวทอัจฉริยะดารินและ เออ..” ขุนปัถวีลงกรณ์กางแขนออกขณะกล่าวทักทายแต่เขาจำชื่อของธัญญ่าไม่ได้
“ธัญญ่าค่ะ” ธัญญ่าตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ขออภัยให้ฉันด้วย พอดีฉันจำชื่อคนไม่ค่อยเก่งน่ะ พอดีมีคนมากมายที่ฉันต้องรู้จักเอาไว้ มันเลยจำกันไม่หวาดไม่ไหวน่ะ หวังว่าเธอคงเข้าใจฉันนะ” น้ำเสียงขุนปัถวีลงกรณ์ดูค่อนข้างภูมิใจในตัวเอง
“ฉันเข้าใจค่ะ” ธัญญ่าไม่สนใจท่าทีของขุนปัถวีลงกรณ์ ตามจริงแล้วเธอไม่ได้สนใจที่จะรู้จักกับเขาเสียด้วยซ้ำหากดารินไม่ลากตัวเธอมา
“เชิญนั่งเลย เชิญนั่งเลย พวกเราจะได้เริ่มกินไปคุยไปไง” ขุนปัถวีลงกรณ์ผายมือไปตามเก้าอี้ที่ว่างอยู่เพื่อเชื้อเชิญให้นั่งไม่ไกลจากเขา
ดารินกับธัญญ่างุนงงเล็กน้อย เพราะทั้งห้องมีเพียงขุนปัถวีลงกรณ์กับพวกเธอสองคนเท่านั้น ตามความเข้าใจแรกของพวกเธอคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีผู้กองเกรียงเดชอยู่ด้วย หรืออาจจะมีสาว ๆ จากทีมทหารอื่นบ้างแล้วแต่เขาจะเลือกมา แต่ทั้งห้องกลับมีเพียงพวกเธอกับเ้าภาพเท่านั้น แม้แต่ทหารติดตามของเขาเองก็ไม่ได้อยู่ภายในห้อง
เพื่อกำจัดความอึดอัดและความสงสัย ดารินจึงออกถามไปทันทีหลังนั่งลง “ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าท่านขุนมีธุระอะไรจะคุยกับพวกฉันหรือเปล่าคะ?”
ขุนปัถวีลงกรณ์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินดารินถามออกมาตรง ๆ เขาพูดออกมาหลังกินเนื้อสเต๊กเข้าไปหนึ่งคำ “ช่างใจร้อนเสียจริงเชียวคุณจอมเวทอัจฉริยะ มาเพลิดเพลินกับสเต๊กเนื้อมาร์จาดินอันเลื่องชื่อของพวกเราวสุธากันก่อนดีกว่า ธุระอะไรนั่นไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ไว้ค่อยคุยกันหลังท้องอิ่มก็ได้”
“ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้มากเลยค่ะ แต่ต้องขออภัยด้วยที่พวกเราไม่อาจอยู่ร่วมรับประทานอาหารกับท่านขุนได้ เนื่องจากพวกเรามีธุระเร่งด่วนที่ต้องไปจัดการ หากท่านขุนไม่มีธุระอื่นใดนอกจากชวนมาร่วมโต๊ะ พวกเราทั้งสองคนคงจะต้องขอตัวกลับก่อน แล้วก็กรุณาหยุดเรียกฉันว่าจอมเวทอัจฉริยะด้วย เรียกฉันว่าดารินก็พอ” ดารินพูดออกมาตรง ๆ เธอตรงจนแม้แต่ธัญญ่าที่เป็พวกเดียวกันยังต้องอึ้ง ดารินทำท่าทางชักชวนธัญญ่าให้ลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวจะจากไป
ขุนปัถวีลงกรณ์ก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้เจอกับปฏิกิริยาแบบนี้จากคนที่เขาเชิญมาร่วมโต๊ะอาหารกับคนอย่างเขา
ขุนปัถวีลงกรณ์ถอนหายใจก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ว่า “ก็ได้ ก็ได้ ก่อนอื่นเลยให้อภัยกับฉันด้วย คุณดาริน เมื่อพวกคุณกำลังเร่งรีบกันอยู่ เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอเข้าตรงประเด็นเลยแล้วกัน”
ดารินและธัญญ่านั่งลงกลับที่เดิมและรอให้อีกฝ่ายพูดต่อ
“ก่อนอื่นเลย พวกเธอคงสงสัยกันใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงมายังป้อมแห่งนี้?” ใช่! พวกเธอสงสัย เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสองคน ขุนปัถวีลงกรณ์ก็รู้ว่าเขาพูดได้ตรงประเด็นแล้ว เขาจึงพูดต่อว่า “อันที่จริงแล้ว ฉันไม่ได้คิดจะมาปรากฏตัวที่นี่เลย แต่บังเอิญเจอเข้ากับเหตุการณ์ที่พวกเธอก็อยู่ด้วยก่อนหน้านี้ มาจึงช่วยไม่ได้ที่ฉันต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแบบนั้น”
ดารินเข้าใจสิ่งที่ชายคนนี้พูดมา แต่เธอยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่ประเด็นจริง ๆ ที่ทำให้พวกเธอมานั่งอยู่ในห้องนี้
แล้วขุนปัถวีลงกรณ์ก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น “สิ่งที่ฉันอยากจะบอกก็คือ จริง ๆ แล้วฉันมาเพื่อสืบราชการลับบางอย่างเกี่ยวกับที่แห่งนี้ ฉันคิดว่าคุณจอมเวท อุ้ย โทษที คุณดารินน่าจะพอเดาออก”
เมื่อได้ยินแบบนั้น บังเกิดความสงสัยขึ้นมากมายในหัวของดาริน เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดขุนปัถวีลงกรณ์ถึงมาพูดเื่นี้กับพวกเธอ เพราะที่จริงแล้วเื่พวกนี้มันเป็กิจการภายในของอาณาจักร มันไม่น่าจะเอาเื่แบบนี้มาบอกคนนอกแบบพวกเธอเลย แต่ไม่นานเกินรอ เธอก็ได้คำตอบที่เธอสงสัย
“มีการสงสัยว่าที่ป้อมแห่งนี้อาจจะมีใครบางคนคิดคดทรยศต่อวสุธา โดยหันไปร่วมมือกับพวกนภา จึงทำให้ฉันไว้ใจคนฝั่งเดียวกันที่อยู่ในป้อมแห่งนี้ไม่ได้ ซึ่งต่างกับพวกเธอ คงดูไม่สมเหตุสมผลที่พวกเธอจะไปร่วมมือกับพวกนภาที่อยู่ใต้อาณัติของศิขาจริงไหม? ส่วนพวกมันกำลังคิดวางแผนทำอะไรนั้น ฉันยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนอยู่”
พวกเธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ ถึงกระนั้นดารินก็ยังไม่รู้สึกว่าเื่นี้มันแปลกตรงไหน เธอรู้สึกไม่แปลกใจเลยถ้าจะมีใครสักคนในหมู่วสุธาเกิดเปลี่ยนใจย้ายข้าง การได้สู้รบกับฝั่งที่ได้เปรียบเทียบกว่าย่อมสบายกว่าทนอยู่กับฝั่งที่เสียเปรียบอยู่แล้ว
“แล้วท่านขุนปัถวีลงกรณ์กำลังสงสัยใครในป้อมแห่งนี้คะ?” ดารินถามออกไปตรง ๆ เธอคิดว่าเขาต้องมีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนบางอย่าง มิฉะนั้นคงไม่เรียกพวกเธอมาคุยแบบเป็การส่วนตัวเช่นนี้ และอีกนัยหนึ่งเธออยากยืนยันอะไรบางอย่างว่าตรงกับความคิดของเธอหรือไม่
ขุนปัถวีลงกรณ์พูดด้วยสีหน้าที่จริงจังอย่างมาก “ตามที่ฉันสืบทราบมา คนทรยศที่ว่าคือ...” เขาดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ผู้กองเกรียงเดช”