ตอนที่ 17 : จิตวิทยา
หยางซวนและหลิวหย่งเฉินถึงกับเอามือกุมขมับในความใสซื่อของหลิวเหมยลี่
หรือหากเรียกให้ถูก...น่าจะเป็ความงกของนางเสียมากกว่า
“ถ้าขืนทิ้งไว้นานขนาดนั้นมันก็เสียสิเสี่ยวลี่” หลิวหย่งเฉินทนดูต่อไปไม่ไหวจึงต้องพูดขึ้นมา
“จริงด้วยพี่ใหญ่ ทำไมข้าคิดไม่ได้นะ ท่านนี่เก่งจริงๆเลย” หลิวเหมยลี่เพิ่งจะทำหน้าคิดได้ขึ้นมา
หลิวหย่งเฉินเองเมื่อได้ยินคำชมของน้องสาว กลับไม่มีท่าทางดีใจเลยสักนิด ได้แต่ยิ้มแห้งๆออกไป
หยางซวนเองก็กระแอมไอเบาๆหนึ่งทีเพื่อทำลายบรรยากาศ จากนั้นจึงรีบยกขั้นตอนต่อไปมาพูดเพื่อเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา
“เอาละ หลังจากนี้เราก็จะเปลี่ยนมาทำไส้เนื้อกันต่อ”
ขั้นตอนนี้ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากนำเนื้อมาสับให้ละเอียด จากนั้นจึงผสมเครื่องปรุงต่างๆลงไปมีทั้งซีอิ้ว น้ำตาล เกลือ หัวหอม ผักชี ต้นหอม สับละเอียด สุดท้ายก็เติมน้ำลงไปอีกนิดหน่อย แล้วจึงเริ่มคลุกให้เข้ากันก็เป็อันเรียบร้อย
จากนั้นเมื่อรอจนคาดว่าน่าจะครบเวลาที่แป้งจะพักตัวเสร็จแล้ว หยางซวนจึงชวนสองพี่น้องไปเดินดูเ้าก้อนแป้งที่พวกเขาทำไว้กัน
เมื่อเปิดผ้าคลุมออกดูทั้งหลิวเหมยลี่และหลิวหย่งเฉินต่างมีสีหน้าตกตะลึง
“มันใหญ่ขึ้นจริงๆด้วย”
“เป็อย่างที่ท่านอาจารย์ว่าจริงๆ”
หยางซวนทำสีหน้ามีความสุขเมื่อได้เห็นเด็กๆมีอาการตื่นเต้น เขารู้สึกราวกับตัวเองกำลังสอนวิชาวิทยาศาสตร์อยู่อย่างไรอย่างนั้น
“แล้วถ้าเราใส่ผงทำซาลาเปามากกว่านี้ มันจะใหญ่ขึ้นได้มากกว่านี้จนเท่าฝาบ้านเลยได้ไหมท่านอาจารย์” หลิวเหมยลี่ผู้ยังไม่ละความพยายาม เห็นได้ชัดว่านางยังฝันอยากเห็นซาลาเปาใหญ่เท่าบ้านอยู่
โถ...เด็กหนอเด็ก
“ผงทำซาลาเปาทำให้แป้งใหญ่ได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปริมาณของแป้งที่เราใส่ไปด้วย มิใช่เป็เพราะผงทำซาลาเปานั่นเพียงอย่างเดียว”
“สิ่งใดใดในโลกล้วน้าความสมดุล มากไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี พอดีๆจึงจะดีที่สุด เ้าเข้าใจหรือไม่?” หยางซวนอธิบายด้วยความเอ็นดู พร้อมทั้งเสริมแง่คิดเข้าไปด้วย
หลิวเหมยลี่และหลิวหย่งเฉินพยักหน้าพร้อมทั้งมีแววตาที่บ่งบอกว่าเข้าใจแล้ว นี่ถึงกับทำให้หยางซวนพยักหน้าพร้อมเอามือไพล่หลัง ทำท่าทางราวกับอาจารย์ผู้สอนวรยุทธ์อีกครั้งหนึ่ง
เขาคิดในใจว่าหากเขามีเครายาว ป่านนี้เขาก็คงใช้มืออีกข้างหนึ่งเอามาลูบเครายาวไปด้วย พยักหน้าไปด้วย เลียนแบบท่าทางของจอมยุทธ์ผู้าุโไปแล้ว
จากนั้นหยางซวนจึงให้เด็กๆลองเอามือจับก้อนแป้งในชามของแต่ละคนดู
“โห มันนุ่มมากเลย” หลิวเหมยลี่ร้องดัง
“ลองดึงดูแล้วมันยืดตามมาได้ด้วยหละ” หลิวหย่งเฉินก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“เอาละ ขั้นตอนสนุกสนานกำลังจะเริ่มขึ้นละนะ” หยางซวนเริ่มลงมืออธิบายต่อ ก่อนหน้านี้เขาได้ให้เด็กทั้งสองทำความสะอาดโต๊ะเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
“หยิบแป้งสาลีมาครึ่งกำมือ แล้วสาดโปรยลงไปบนโต๊ะ”
“จากนั้นก็หยิบก้อนแป้งออกมาจากชามให้หมด”
“แล้วฟาดมันลงไปบนผงแป้งนั่นเลย!” หยางซวนเองยามนี้น้ำเสียงก็เริ่มตื่นเต้นสนุกสนานไปไม่แพ้กัน
อันที่จริงเขามิใช่พ่อครัว เขาเป็เพียงแค่นักชิม ที่เผอิญอยู่ในวงการมาหลายปี และมีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ร้านอาหารดังๆมาหลายต่อหลายร้านจนนับไม่ถ้วน
โชคดีที่เขาเป็คนความจำดีและช่างจดจำ ไม่ว่าจะเป็สมองของเขา...กระทั่งลิ้นของเขา...นับว่ามีความจำอันยอดเยี่ยม
ไม่ถึงขั้นที่มองสิ่งใดเพียงครั้งเดียวก็จำได้ไม่มีวันลืม แต่หากรสชาติใดที่ลิ้นของเขาได้ัั...ก็เป็การยากที่จะลืมเลือน
อีกทั้งพร์ของเขายังมิใช่เพียงการจำรสชาติได้เท่านั้น
เขายังพอที่จะวิเคราะห์...แยกแยะ...และจำแนกส่วนผสมต่างๆออกมาได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับเลยทีเดียว
มีหลายครั้งที่เขาทดลองทำอาหารตามสูตรที่ได้ยิน หรือตามรสชาติที่ลิ้นของเขาจดจำได้ โดยมากแล้วมักได้ผลเป็ที่น่าพึงพอใจ
และเวลานี้เขาก็กำลังนำพร์เ่าั้...มาใช้ที่โลกยุคนี้
“นั่นแหละ ฟาดมันลงไป นวดๆไปสัก 3-4 ที จากนั้นก็เริ่มบดคลึง” หยางซวนเริ่มอธิบายต่อ
“พยามนวดโดยใช้สันมือสิ อย่าใช้ปลายนิ้ว เดี๋ยวก็นิ้วหักกันพอดี”
“ใช้สันมือดันไปข้างหน้า แล้วดึงแป้งกลับมาทบกับด้านหลัง แล้วใช้สันมือดันมันกลับไปใหม่ น้าน...อย่างนั้น ใช่ๆๆ พวกเ้าเริ่มทำเป็แล้ว”
“สาดแป้งลงไปเพิ่มอีกสักครึ่งกำมือก็ได้ ไม่งั้นมันจะติดโต๊ะ”
หยางซวนกำกับการนวดอย่างเมามัน จนเมื่อรู้สึกว่าเด็กๆนวดแป้งจนเริ่มได้ที่แล้ว เขาก็ให้เด็กๆปั้นแป้งทั้งหมดเป็ก้อนกลมขนาดใหญ่
หลังจากที่ปั้นเป็ก้อนกลม เมื่อลองเอาฝ่ามือทาบทับลงไป ก็ััได้ถึงความนุ่มและยืดหยุ่นของตัวแป้ง
“ทีนี้ลองเอานิ้วจิ้มกดลงไปตรงกลาง” พวกเด็กๆทำตามแล้วก็พบว่าแป้งนั้นมีการบุ๋มยวบลงไปตามแรงกด แต่ก็มีการเด้งคืนกลับมาเล็กน้อย
“เอาละ ดูท่าจะใช้ได้แล้ว คราวนี้จิ้มรูนั้นให้ทะลุไปเลย แล้วเอานิ้วสอดเข้าไป”
“คราวนี้ใช้ทั้งสองมือ สอดนิ้วเข้าไป แล้วก็หมุนๆๆๆๆเป็วงกลม ใช่แล้ว อย่างนั้น”
ตอนนี้จากแป้งก้อนกลมๆ เมื่อถูกสอดนิ้วเข้าไปหมุนจากด้านใน ก็เริ่มกลายสภาพมาเป็วงคล้ายห่วงยาง จากที่แรกเริ่มเด็กๆใช้เพียงแค่นิ้วเดียว เมื่อวงนี้ขยายใหญ่ขึ้นก็เริ่มกลายมาเป็ใช้ทั้งฝ่ามือทั้งสองข้าง
ยิ่งหมุนแป้งก็ยิ่งยืด เมื่อหยางซวนยังไม่ได้สั่งหยุด เด็กทั้งสองคนจึงทำการหมุนคลึงยืดให้แป้งเป็เส้นวงกลมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อยืดยาวจนแป้งมีขนาดได้ที่แล้ว หยางซวนก็สั่งให้เด็กๆดึงห่วงยางนั้นให้ขาด จนตอนนี้แป้งวงนั้นกลายสภาพมาเป็เส้นตรงคล้ายท่อนไม้
“จากนั้นพวกเ้าดึงแป้งนั้นแยกออกมาเป็ก้อนๆ ขนาดราวๆหนึ่งกำมือพวกเ้านั่นแหละ” หยางซวนอธิบายขั้นตอนต่อไป
แป้งเส้นยาวนั้นถูกดึงแบ่งเป็ก้อนๆหลายสิบก้อน วางเรียงรายกันเป็สองแถว สามแถว ตามแต่ใครจะเรียงอย่างไรก็ได้
“จากนั้นก็หยิบแป้งมาทีละก้อน วางไว้บนโต๊ะ ยกมือขึ้นทับไปบนแป้ง คลึงๆไว้กลางฝ่ามือโดยออกแรงกดลงบนโต๊ะเล็กน้อย”
“เมื่อทำเสร็จทุกก้อนแล้ว ให้สาดแป้งสาลีใส่ก้อนแป้งทั้งหมดนั้นไปอีกสักทีหนึ่ง”
“จากนั้นจึงเอาฝ่ามือกดไปบนแป้งให้แบน ทำแบบนี้ทุกก้อน”
รอจนเด็กๆทำเสร็จครบทุกก้อน หยางซวนจึงอธิบายขั้นตอนต่อไป โดยเน้นย้ำให้เด็กๆจำให้ดี ว่านี่เป็ขั้นตอนที่สำคัญ พร้อมทั้งให้เด็กๆหยิบไม้นวดแป้งที่เป็ท่อนกลมๆลักษณะคล้ายกระบองมาเตรียมไว้
“หยิบแป้งมาทีละก้อน แล้วคลึงแป้งนั้นให้เป็แผ่นบางๆ พยามให้บางเรียบเสมอกันทั้งแผ่น”
หลังจากที่หลิวหย่งเฉินและหลิวเหมยลี่นวดแป้งให้กลายเป็แผ่นบางๆได้แล้วคนละหนึ่งแผ่น หยางซวนจึงให้ทั้งสองยกขึ้นมาเทียบกันดู สังเกตเห็นได้ว่าแผ่นแป้งที่หลิวหย่งเฉินนวดไปมีความบางกว่าเล็กน้อย ในขณะที่แผ่นแป้งของหลิวเหมยลี่นั้นยังคงมีความหนาอยู่อย่างเห็นได้ชัด
“ทั้งสองคนรู้มั้ย อะไรคือหัวใจของการทำซาลาเปาไส้ทะลัก?”
เมื่อเห็นว่าเด็กๆยังคงมีสีหน้าครุ่นคิดมิได้ตอบอันใดออกมา หยางซวนจึงถามเพิ่มไป
“อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนกินรู้สึกว่า ซาลาเปาลูกนี้ไส้เยอะกว่าเ้าอื่น?” หยางซวนเปลี่ยนมุมมองในการถามใหม่
“ข้าคิดว่าก็คือการใส่ไส้ให้เยอะกว่าปกติขอรับ”
“ข้าก็คิดเหมือนกันเ้าค่ะ”
“นั่นก็ถูก หากแต่ทำอย่างนั้นก็จะทำให้ต้นทุนเราสูงขึ้น ถึงไม่ขาดทุนก็ทำให้กำไรเหลือน้อยลง” หยางซวนตอบ
“ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำอย่างไรเล่าขอรับ”
“ก็แค่ทำให้คนรู้สึกว่าไส้มันเยอะกว่า...ทั้งๆที่เราใส่ไส้เท่าเดิมยังไงเล่า” หลังจากที่หยางซวนตอบมา เด็กทั้งสองก็รู้สึกว่าตนเองยิ่งไม่เข้าใจมากกว่าเดิม
ไม่ได้เพิ่มปริมาณแต่ทำให้รู้สึกว่ามีมากขึ้น...จะเป็ไปได้อย่างไร
ก่อนที่จะเฉลยในสิ่งที่ตนเองพูดไปนั้น หยางซวนจึงชี้ไปที่กองไม้ฟืนที่อยู่บนพื้นด้านล่าง
“หย่งเฉิน เ้าจงหยิบไม้ฟืนมาวางตรงนี้ท่อนนึงสิ” หยางซวนเอ่ย
หลิวหย่งเฉินไม่เข้าใจว่าท่านอาจารย์ของเขา้าจะทำอะไร ไม้ฟืนพวกนี้จะเกี่ยวข้องอันใดกับการทำซาลาเปา พวกเขายังทำซาลาเปาไม่เสร็จ จะต้องรีบก่อเตาไฟเพื่อต้มน้ำเตรียมจะนึ่งซาลาเปาแล้วเหรอ
ถึงแม้ในหัวจะยังคงสับสน แต่หลิวหย่งเฉินก็เดินไปหยิบไม้ฟืนท่อนหนึ่งมาวางอย่างว่าง่าย
ไม้ฟืนท่อนนั้นเป็ไม้ฟืนธรรมดา มีขนาดราว 1 ฉื่อ
หยางซวนชี้ไปที่ไม้ท่อนนั้นแล้วเอ่ยถามว่า “ถ้าเ้าจะทำให้ไม้ท่อนนี้สั้นลง โดยมีข้อแม้ว่าห้ามััไม้ท่อนนี้ไม่ว่าด้วยวิธีการใดทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม พวกเ้าสองคนจะทำอย่างไร”
“ทำให้สั้นลงก็ต้องเลื่อยออก”
“แต่ถ้าห้ามัั...แล้วจะทำได้อย่างไร”
เด็กทั้งสองครุ่นคิดอยู่นานก็หาวิธีการไม่ได้ สักพักหนึ่งหยางซวนจึงใช้ให้หลิวหย่งเฉินไปหยิบไม้ฟืนมาอีกท่อนหนึ่ง โดยเน้นย้ำว่าให้หยิบท่อนที่ยาวกว่าท่อนแรกมา แล้วจึงนำมาวางข้างกันโดยเว้นระยะห่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อไม้สองท่อนถูกนำมาวางคู่กันแบบนี้ ความแตกต่างระหว่างไม้ทั้งสองก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ไม้ท่อนแรกจากเดิมที่วางอยู่เพียงลำพัง ยามที่ดูก็รู้สึกว่าไม้ท่อนนี้ยาวแล้ว
แต่เมื่อนำไม้ท่อนที่สองซึ่งยาวกว่ามาวางเทียบ กลับกลายเป็ว่าไม้ท่อนแรกแลดูสั้นไปถนัดตา
ก็เปรียบเหมือนคนที่ตัวสูง พอมีคนที่สูงกว่ามายืนข้างๆ คนตัวสูงคนแรกก็จะกลายเป็คนเตี้ยไปโดยปริยาย
“คำตอบก็คือ...ให้เอาไม้ที่ยาวกว่ามาเปรียบเทียบ” หยางซวนกล่าวสรุปเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กๆคล้ายจะมีความเข้าใจบางอย่างผุดขึ้นหลังจากที่ได้เห็นไม้สองอันวางคู่กัน
“อันที่จริง แง่คิดที่ซ่อนอยู่ในคำถามข้อนี้ หาใช่การทำให้ไม้นั้นสั้นลงจริงๆไม่...”
“หากแต่เป็การที่ทำให้คนที่ได้เห็น...รู้สึกว่ามันสั้นลงต่างหาก” เมื่อหยางซวนเฉลย เด็กทั้งสองก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้เรียนรู้ปรัชญายิ่งใหญ่ข้อหนึ่ง
“นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตวิทยา’” หยางซวนเอ่ย
“จิตวิทยา? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย” เด็กทั้งสองตอบขึ้นพร้อมกัน
“ฮ่าๆ ไม่เคยได้ยินก็จงจำเอาไว้ จิตวิทยาคือการที่เราควบคุมความคิดของผู้อื่นให้เป็ไปตามที่เรา้า โดยที่คนเ่าั้ไม่รู้สึกตัวอย่างไรเล่า” หยางซวนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
หยางซวนในเวลานี้รู้สึกฮึกเหิมที่ทำให้เด็กๆทั้งสองรู้สึกตื่นตะลึงได้ เขาเริ่มเอามือไพล่หลัง ลำตัวหันไปด้านข้าง หน้าเชิดมองฟ้า แววตาทำท่าราวกับกำลังทำความเข้าใจความลับของโลกใบนี้ วางมาดราวกับจอมยุทธ์ผู้สูงส่งที่เขาเคยเห็นในหนัง
เขาสะบัดแขนเสื้อหนึ่งที พร้อมทั้งทำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะพูดกับเด็กๆออกไป
“คราวนี้ไหนพวกเ้าลองบอกข้ามาซิ...”
“พวกเ้าจะเอา ‘จิตวิทยา’ มาใช้กับซาลาเปาไส้ทะลักอย่างไร...”
“ที่ยังคงใส่ไส้เท่าเดิม...แต่ทำให้คนรู้สึกว่าไส้มันเยอะขึ้น!”
คำถามนี้ดังก้องกังวานไปทั่วห้องครัว ราวกับเสียงของสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงเข้าไปยังกลางใจของเด็กๆทั้งสองคน