บทที่ 54
เกิดสงครามหรือไม่
บนถนนเต็มไปด้วยผู้คนพลุ่งพล่าน ผู้คนอาศัยอยู่ภายในถนนตะวันออกของเมือง พากันอพยพมุ่งตรงไปทางอื่นเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงกับสงครามที่อาจจะเกิด
ยามนี้ข่าวกระจายไปทั่วทั้งเมือง มันทำให้ผู้คนมากมายดูตื่นตระหนกกับสิ่งที่ แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าจะเกิดสงครามขึ้นหรือไม่
แต่การที่มีกองกำลังประชิดทางทิศตะวันออก มันก็ทำให้ผู้คนวิตกกังวล เป็นเพราะเมืองแห่งนี้เป็นเมืองชายแดนที่เกิดสงครามขึ้นบ่อยมาก
เพราะแบบนั้นผู้คนมากมายเพียงแค่ได้ยินว่ามีกองกำลังมาประชิดบริเวณด้านเมือง ก็ทำให้พวกเขานั้นตื่นตัวจนเข้าขั้นหวาดกลัวไปเรียบร้อยแล้ว
ซูฉีวิ่งมาถึงถนนเส้นนี้ เห็นผู้คนมากมายพากันวิ่งสวนออกไป
“ นี่มันอะไรกันเนี่ยถนนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย!!! ” นางอุทานขึ้นเมื่อเห็นผู้คนมากมายพากันอพยพ
เมืองแห่งนี้เข้าสู่ความโกลาหลก็ว่าได้ ซูฉีเหลือบสายตาไปมองรอบๆ เสียงของบ่าวรับใช้คนสนิทดังมาจากด้านหลัง “ ก็บอกแล้วอย่างไรเจ้าคะคุณหนูสถานที่แห่งนี้อันตราย ”
ลี่ถังวิ่งตามมาจนทัน “ รีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ ยามนี้ผู้คนส่วนใหญ่อพยพออกจากเมืองบริเวณนี้เรียบร้อยแล้ว ”
“ เพราะว่าถ้าเกิดสงครามขึ้นบริเวณทางทิศตะวันออกอาจจะเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบเป็นสถานที่แรก ”
“ ไม่ได้เขาต้องดูก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ” ซูฉีรีบวิ่งตรงออกไปอย่างรวดเร็ว นางไม่ฟังคำเตือนของบ่าวรับใช้คนสนิทเลยแม้แต่น้อย
ในใจของนางต้องการจะพิสูจน์ นางอยากจะรู้ว่ามันจะเกิดสงครามขึ้นจริงหรือไม่ เพราะว่านางเพิ่งลงทุนกับเมืองแห่งนี้
ถ้าเกิดสงครามขึ้นจริงๆแล้วก็การลงทุนของนางจะดิ่งลงสู่เหวลึก เทียบเท่ากับว่าเงินที่นางเก็บมาตลอดแถมการลงทุนที่ใช้ทั้งเวลาและก็กำลังมันจะหมดลง
ซูฉีวิ่งตรงออกไป ผ่านผู้คนที่กำลังวิ่งสวนไปอีกทางหนึ่งเพื่อออกจากสถานที่แห่งนี้ นางวิ่งไปจนถึงกำแพงเมือง ประตูขนาดใหญ่ทางทิศตะวันออกถูกปิดตาย
มีทหารของกองทัพเกราะดำจำนวนมากประจำการอยู่บริเวณแถบนี้ พวกเขาตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบพร้อมรบทุกเมื่อเมื่อได้รับ
ซูฉีเดินทางมาถึงคาดคะเนจากสายตา เห็นว่ากองกำลังทหารพวกนี้มีจำนวนประมาณสองถึงสามร้อย บนกำแพงเมืองมีอยู่อีกหลายร้อย
ซูฉีรีบเหลือบสายตาไปเห็นท่านพี่กัวของนาง “ ท่านพี่เจ้าคะ!!! ”
ทหารท่าทางองอาจที่คุมกองกำลังหลายร้อยคนบนภาคพื้นคือ กัวฟู่ ผู้ที่เปรียบเหมือนกับพี่ชายต่างสายเลือด
นางส่งเสียงเรียกคุณชายกัว กัวฟู่หันมามองพบเห็นซูฉีจึงรีบเดินสาวเท้าเข้ามา “ นี่เจ้ามาทำอะไรที่สถานที่แห่งนี้!!! ”
พี่ชายต่างสายเลือดอุทานขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าเต็มไปด้วยความแตกตื่นเมื่อเห็นผู้ที่จนนั่นเอ็นดูดุจน้องสาวมาอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้
“ เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ”
“ เราไม่ควรมาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ เจ้าควรออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ได้รับคำสั่งแล้วไม่ใช่หรือชาวเมืองทุกคนที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกให้อพยพไปอยู่ส่วนอื่นก่อน ”
“ เจ้าเองก็รีบไปได้แล้ว ”
“ เห็นไหมล่ะเจ้าคะคุณหนูข้าบอกแล้วว่าอย่าเดินทางมา ” ลี่ถังกล่าวย้ำ
ในเมืองกำลังตกอยู่ในความ ในสถานการณ์เช่นนี้ผู้คนกำลังอพยพออกจากส่วนนี้ มีแต่นางผู้นี้แหละที่รีบวิ่งเข้ามา
“ เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือเจ้าคะท่านพี่กัว? ” ซูฉีย้ำถามยังไม่มีท่าทางลดละความพยายาม
กัวฟู่เห็นน้องสาวต่างสายเลือดที่ตนเอ็นดู แสดงท่าทางเช่นนั้นได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา รู้ได้ว่าถ้าไม่อธิบายนางจะไม่ออกไปอย่างแน่นอน
“ เข้าใจแล้วเข้าใจ มีกลุ่มคนปริศนาเคลื่อนที่เข้ามาประชิดอยู่บริเวณทางประตูทางทิศตะวันออก ”
“ ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละพวกเขาได้รับหน้าที่และก็ได้รับคำสั่งให้มาประจำการในส่วน ”
“ เผื่อว่าเกิดเรื่องราวเลวร้าย ทีนี้เราก็รู้แล้วสินะออกไปได้แล้ว ” กัวฟู่รีบสะบัดมือไล่ด้วยความเป็นห่วง
ในยามนี้มันอยากจะให้นางรีบออกจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว เพราะว่าถ้าเกิดสถานการณ์อันใดขึ้นมาจะเป็นอันตราย
“ จะเกิดสงครามขึ้นอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ” ซูฉียังคงไม่หมดความสงสัย
“ ไม่รู้ตอนนี้ท่านเเม่ทัพหวง ออกไปจากประตูเมืองได้สักพักแล้วดูเหมือนว่าจะไปเจรจา ยังไม่ได้กลับเข้ามาเลยต้องรอดูว่าเป็นอย่างไร ” กัวฟู่อธิบาย
ทั้งสองยังไม่ทันสนทนากันจบ เสียงบางอย่างดันขึ้นมา เป็นเสียงการเลื่อนของประตูเมืองขนาดใหญ่ที่ปิดอยู่
สายตานั้นดึงดูดพวกเหล่าทหารรวมไปถึงซูฉีให้มองไป ประตูเมืองขนาดใหญ่ถูกเลื่อนเปิดอย่างช้าๆก่อนที่จะปรากฏร่างกายของหวงเจียวลู่เดินเข้ามา
แม่ทัพหนุ่มเดินเข้ามาด้วยท่าทางเรียบเฉย มุมปากปรากฏรอยยิ้มท่าทางเรียบเฉยคล้ายคลึงว่าไม่มีอะไร
พวกทหารที่ยืนอยู่คลายความวิตก เมื่อเห็นว่าท่านแม่ทัพของพวกมันเดินทางกลับเข้ามาภายในเมืองได้ด้วยท่าทางปลอดภัย
หวงเจียวลู่เดินเข้ามาดวงตาเหลือบไปมองเห็นซูฉี แม่ทัพหนุ่มเดินตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทหารมากมายที่ยืนรออยู่ “ โอ้ว!!! เจ้ามาทำอะไรสถานที่แห่งนี้กันแถมยังหน้าซีดเช่นนั้นอีก ”
“ หรือว่ามาเพราะเป็นห่วงขาวอย่างนั้นหรือ ” แม่ทัพหนุ่มกล่าวอย่างหลงตัวเอง
ซูฉีเบะปากนางพึมพำในใจ ‘ ใช้ที่ใดกันเล่าเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพราะเป็นห่วงเงิน ที่หน้าของข้าซึดก็เป็นเพราะว่าเกรงกลัวว่าจะเกิดสงครามขึ้น ’
นางเกรงกลัวว่าจะเกิดสงครามขึ้น หน้าของนางถึงเป็นแบบนี้เพราะเกรงกลัวว่าถ้าเกิดสงครามขึ้นเงินที่นางลงทุนไปมันจะสูญเสียทั้งหมด
แต่ว่าถ้าจะพูดแบบนั้นมันก็คงไม่ได้ ซูฉีได้แต่แสยะยิ้มนางตีนางแสร้งแสดงใบหน้าเป็นกังวล “ ใช่แล้วเจ้าค่ะข้าเป็นห่วงท่านเลยเดินทางมา ไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ ”เรียก
หวงเจียวลู่แสยะยิ้ม “ เห็นใบหน้าเจ้าขาก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าโกหก ”
หวงเจียวลู่จับพิรุธได้ทันที ว่าคำพูดที่นางพูดออกมาล้วนแล้วเป็นคำโกหก แต่ว่าแม่ทัพหนุ่มก็ไม่ได้เสียใจอะไร เขากลับมองว่ามันเป็นเรื่องขบขันด้วยซ้ำที่นางแสร้งคำเป็นห่วงเขา
“ เจ้าคงเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพราะเกรงกลัวว่าจะเกิดสงครามสินะ ”
“ แล้วเป็นอย่างไรบ้างขอรับท่านแม่ทัพ? ” กัวฟู่ถามอย่างสงสัย มันเองก็อยากจะรู้เช่นเดียวกันสถานการณ์ในยามนี้
หวงเจียวลู่พยักหน้า “ เรียบร้อยแล้วไม่มีสงครามเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ”
“ ในยามนี้กลุ่มคนพวกนั้นจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเกราะดำ ” หวงเจียวลู่พูดอย่างไรซึ่งความ
กัวฟู่อุทานขึ้นอย่างทันควัน “ ว่าอย่างไรนะขอรับ!!!! ”
เรื่องเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดได้ยินก็ต้องพากันตื่นตระหนกตกใจกันทั้งสิ้น จากกองทัพที่คิดว่าอาจจะมาเป็นศัตรูกับการเข้ามากลายเป็นมิตรเนี่ยนะ
“ เรื่องนั้นเดี๋ยวข้าค่อยเล่าให้ฟังทีหลัง ในตอนนี้รีบแจ้งข่าวให้กับผู้คนภายในเมืองรู้ได้แล้วว่าจะไม่มีสงคราม ”
“ ตอนนี้ผู้คนภายในเมืองพากันตื่นตระหนกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว สงบรีบทำให้สถานการณ์ในตอนนี้สงบลงให้รวดเร็วที่สุด ”
“ ไม่เช่นนั้นภายในเมืองคงจะได้รับผลกระทบมากมายอย่างแน่นอน” แม่ทับหนุ่มหันไปสั่งการเหล่าทหาร
สถานการณ์ในยามนี้ควรจะรีบๆทำให้ผู้คนภายในเมืองรู้ได้ก่อนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะว่าไม่เช่นนั้นผู้คนภายในเมืองจะตกอยู่ภายในความโกลาหลแบบนี้
ไม่เป็นผลดีสำหรับภายในเมืองสักเท่าไหร่
ซูฉีที่ยืนอยู่ได้แต่เกาหัวนางได้แต่งุนงงว่าเกิดอันใดขึ้น แต่อย่างไรนางก็จับใจความได้ว่าในตอนนี้ไม่มีสงครามเกิดขึ้น
มันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับนางได้เมื่อไม่มีสงครามที่เกิดขึ้นแล้ว เงินที่นางลงทุนไปก็จะไม่สูญเปล่านางจะได้รีบกลับไปดูแลสวนผักของนาง
จบบท