พุทธศักราช 2525 โปรดอ่อนโยนกับฉันหน่อย

    40. โดนปองร้าย

            “แก้วน่าจะเป็นเจ้าหนี้คนแรกในโลกที่ไม่พอใจเมื่อเห็นลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยสูงลิ่วแบบนี้”

            “ที่แก้วให้ยืมนี่ไม่ได้หวังคิดดอกเบี้ยตั้งแต่แรก แล้วเงินก็ไม่ต้องรีบใช้คืนด้วย พี่ไปทำสัญญามาใหม่หรือไม่ต้องทำแล้วก็ได้ แก้วจะฉีกทำลายหลักฐานตรงนี้เลย”

            “ไม่ได้ สัญญานี้ต้องมี ถึงจะฉีกทิ้งก็ไร้ผล พี่ยังมีสำเนาเก็บไว้เป็นหลักฐานอีกหนึ่งชุด แก้วรับไว้เถอะพี่พอใจที่จะจ่ายเท่านี้” ชายหนุ่มดื้อดึง “เอาไว้พี่จะเอาเงินค่าดอกเบี้ยมาจ่ายให้ทุกเดือนนะ ส่วนเงินต้นเอาไว้ก่อน” 

            ปิ่นแก้วถอนหายใจเฮือกอย่างจนคำพูด พับสัญญาฉบับนั้นเก็บใส่กระเป๋าอย่างเสียไม่ได้ เอาไว้ค่อยหาทางไปคุยเรื่องนี้กับลุงและป้าอีกรอบก็แล้วกัน

            “หลังจากนี้ พี่ต้องออกไปต่างจังหวัดสักเดือนนะ แก้วอยู่ทางนี้ระวังตัวด้วย โดยเฉพาะตอนไปเรียนช่วงค่ำ ขากลับให้หาคนเดินกลับเป็นเพื่อนสักหลาย ๆ คนนะ พี่เป็นห่วง”

            ปิ่นแก้วพยักหน้ายิ้ม ๆ “สวนผักของพี่คงเรียบร้อยแล้วใช่ไหมถึงออกไปต่างจังหวัดได้เป็นเดือนแบบนี้”

            “ลงต้นกล้าหมดแล้ว ตอนนี้มีแค่ดูแลใส่ปุ๋ยและรดน้ำเท่านั้น”

            “สวนดอกไม้ของแก้วก็ลงเมล็ดให้แล้วนะ เมล็ดพันธุ์ของแก้วนี่ดีมากเลย ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มแตกเมล็ดกันหมดแล้ว”

            “ขอบคุณพี่มากนะคะที่ช่วยดูแลให้ รบกวนพี่มากเกินไปจริง ๆ”

            “รบกวนอะไร คนกันเองทั้งนั้น ว่าแต่แก้วเถอะ ทำไมไม่คิดกลับไปดูบ้าง นี่ก็ล่วงมาสองเดือนได้แล้วมั้งที่แก้วกลับบ้านครั้งสุดท้าย”

            ปิ่นแก้วถอนหายใจเบา ๆ “ก็เพราะแก้วมีคนช่วยดูแลที่แข็งขันอย่างลุง ป้าแล้วก็พี่อยู่แล้วไง เอาไว้ช่วงเก็บเกี่ยวแก้วค่อยไปทีเดียว กลับไปก็ไม่มีอะไรให้ทำ อีกอย่างไม่มีใครรอแก้วกลับไปอยู่แล้วด้วย”

            “ทำไมจะไม่มี พ่อ แม่ และไทยชะเง้อรอแก้วทุกวันเลยรู้ไหม รวมถึงพี่ด้วย”

            ปิ่นแก้วหลุบตาลงอย่างเก้อกระดาก

            “แล้วพี่ออกต่างจังหวัดนี่ไปทำงานหรือไปเที่ยวคะ”

            ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไปหาเงิน”

            หลังจากคุยกันวันไหน ชายหนุ่มยังคงตามวนเวียนกำชับเรื่องความปลอดภัยของเธอหลายต่อหลายรอบ หญิงสาวก็ได้แต่อมยิ้ม เธอไม่ได้รู้สึกรำคาญเลย กลับชอบเสียอีกที่มีคนคอยตามจู้จี้จุกจิกอยู่แบบนี้

            แล้วก็ไม่นึกเลยว่าความกังวลของชายหนุ่มเป็นความจริงเสียได้


            แพรวพรรณตาลุกวาวเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าประตู

            พเยียเห็นความผิดปกติของลูก “มีอะไรยายพรรณ”

            “ผู้หญิงที่แย่งดินไปจากพรรณค่ะ”

            พเยียขมวดคิ้วและมองตาม “คนไหน”

            “ผู้หญิงผมยาวที่ยืนอยู่หน้าป้าย กศน. ค่ะแม่” แพรวพรรณยังจ้องเขม็ง

            พเยียเบะปากดูถูก “ตาต่ำน่าดู ถึงกับเลือกเด็ก กศน. แทนนักศึกษามหาวิทยาลัยแบบพรรณ”

            “แต่ว่าเราโกรธแบบนี้อย่าบอกนะว่ายังรักนายบ้านนอกคนนั้นอยู่”

            “คนอย่างพรรณนะคะแม่ ไม่มีวันเอาไอ้ผู้ชายที่ไม่มีค่าแบบนั้นมาใส่ใจอีกหรอกค่ะ เพียงแค่รู้สึกเจ็บใจที่โดนลูบคมเท่านั้น ถ้าไม่ได้จัดการนังนี่ให้เจ็บแสบ พรรณคงเจ็บใจไปจนตาย”


            ปิ่นแก้วกำลังเดินจ้ำไปบนทางเท้าอย่างอกสั่นขวัญแขวน สาเหตุเนื่องมาจากชายฉกรรจ์สามคนที่กำลังเดินตามอยู่ด้านหลัง

            ช่วง 2-3 วันมานี้ เธอรู้สึกมาโดยตลอดว่ากำลังถูกจับตาโดยใครบางคนอยู่ แต่เมื่อลองมองไปรอบ ๆ กลับไม่เจอใครน่าสงสัย จนมาวันนี้เธอจึงได้รับรู้ว่าที่เธอรู้สึกไปนั้นเป็นเรื่องจริง

            วันนี้หลังจากเลิกเรียนวิชาสุดท้ายแล้ว เธอรีบเดินออกจากโรงเรียนในทันทีเพราะท้องฟ้าเริ่มครึ้มฝน มีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นระยะ

            แต่ระหว่างที่เดินเลียบกำแพงโรงเรียนเพื่อทะลุไปตลาดโต้รุ่ง เธอกลับโดนผู้ชายสามคนเดินตาม ไม่ว่าพวกเขาจะมาดีหรือร้ายก็แล้วแต่ ในความเป็นผู้หญิงอย่างเธอย่อมต้องหวาดระแวงไว้ก่อนเป็นธรรมดา

            สายตาปิ่นแก้วจับจ้องไปยังทางเดินเบื้องหน้าซึ่งเป็นจุดที่มืดที่สุดของถนน ไฟถนนช่วงนี้เสียประมาณ 50 เมตร และบังเอิญจุดที่เสียไม่มีบ้านผู้คนอยู่เลย มีเพียงกำแพงปูนเก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยตะไคร่ และมีตรอกเล็ก ๆ ซึ่งด้านในเป็นซอยตัน เธอรู้เท่ากับชายทั้งสามคนที่กำลังเดินตามรู้ว่าจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์จะเกิดขึ้นที่ไหน ซึ่งเธอยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

            เมื่อได้จังหวะที่เดินเข้าใกล้ตรอกเล็ก ๆ ปิ่นแก้วรีบเร่งฝีเท้าวิ่งรี่เข้าไปในตรอกทันทีโดยมีชายทั้งสามคนวิ่งตามมาติด ๆ 

            หญิงสาวยังคงใจเต้นตึกตักระหว่างมองชายทั้งสามอยู่ในพื้นที่ว่าง แม้จะรู้ว่าตัวเองปลอดภัยแล้วแต่เธอยังคงกังวลใจไม่หายด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี หากพวกเขาทั้งสามไม่ถอดใจยืนเฝ้าอยู่แบบนี้เธอก็ย่อมออกจากพื้นที่ว่างไม่ได้ เพราะข้อจำกัดของพื้นที่คือเธอเข้าไปตรงจุดไหนก็ต้องออกตรงจุดนั้น

            ชายสามคนเดินวนตามหาเธออย่างงุนงงอยู่สักระยะก็ได้พากันถอดใจเพราะเสียงฟ้าร้องถี่ขึ้นมาทุกขณะเป็นสัญญาณว่าฝนใกล้จะตกแล้ว

            ปิ่นแก้วยืนมองทั้งสามคนที่วิ่งกลับไปยังเส้นทางเดิมด้วยความโล่งใจ แต่เธอยังคงไม่กล้าออกจากพื้นที่ พอดีกับจังหวะที่มีครอบครัวพ่อแม่ลูกจำนวนห้าคนเดินผ่านหน้าไป ปิ่นแก้วจึงรีบออกจากพื้นที่เดินตามหลังพวกเขาไปด้วยความโล่งใจ

            หลังจากวันนั้น ปิ่นแก้วก็ไม่กล้าเดินกลับบ้านคนเดียวอีก โชคดีที่เหลืออีกไม่กี่วันก็จะปิดเทอมแล้ว ในช่วงระหว่างนี้ สุวิทย์ที่มีโอกาสรับฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากปากของสุนีได้เป็นผู้อาสาไปรับไปส่ง จนเธอสามารถผ่านเทอมแรกของการเรียนไปได้อย่างปลอดภัยและไม่บุบสลาย

            แต่กระนั้นเธอยังคงป้องกันตัวเองเพิ่มอีกชั้นโดยหญิงสาวได้ลดการไปปรากฏตัวข้างนอกให้น้อยลง เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในร้านและปลีกตัวไปข้างนอกเพียงสัปดาห์ละหนึ่งวันเพื่อเตรียมเสื้อผ้าสำหรับขายให้ไพจิตร


            ข้างฝ่ายแดนดินนั้น หลังจากจัดการเรื่องทางบ้านเรียบร้อยแล้ว เขาและกองพลก็ได้นั่งรถโดยสารประจำทางไปที่จังหวัดบ้านเกิดของกองพลทันที

            “ขอบใจนะพลที่พามา ขอโทษด้วยทำให้นายต้องลางานเสียหลายวัน” แดนดินเอ่ยกับกองพลซึ่งตอนนี้รับราชการอยู่ในจังหวัด S

            “ไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้น ดีเสียอีกฉันจะได้กลับไปเยี่ยมบ้านด้วย ตั้งแต่ทำงานมาหลายเดือนไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเลย”

            “ว่าแต่นายเถอะ สรุปตัดใจเลิกกับแพรวพรรณแน่เหรอ”

            “อื้ม”

            “ทำไมวะ เมื่อก่อนเห็นแกรักเขามาก ฉันก็นึกว่าไม่แคล้วจะแต่งงานกันหลังเรียนจบเสียอีก”

            “นิสัยไปกันไม่ได้น่ะ” 

            “ไม่ใช่ว่าเพราะเรื่องปิ่นแก้วน้องสาวข้างบ้านคนนั้นนะ”

            แดนดินอมยิ้ม เลี่ยงที่จะตอบคำถามใด ๆ เพื่อนอีก

            “ว่าแต่นายแน่ใจนะว่าจะไปที่นั่นจริง ๆ ฉันรู้จักคนหลายคนที่หวังเสี่ยงดวงแบบเดียวกับนาย สุดท้ายกลับล้มละลายหมดเนื้อหมดตัว นายไม่กลัวเหรอ” เมื่อเห็นเพื่อนไม่อยากพูดเรื่องนั้น เขาจึงเปลี่ยนคำถาม

            “มีคนเคยพูดว่า 70% ของชีวิตคนเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับโชค ตอนนี้ฉันเชื่อเช่นนั้น แล้วฉันก็ทำใจเผื่อไว้แล้วถ้าไม่เป็นไปอย่างที่คิด นายไม่ต้องห่วง” แดนดินตบบ่าเพื่อนเพื่อยืนยันความคิดตัวเอง

            “เอาวะ เอาไงเอากัน รีบนั่งรถต่อไปที่ตัวอำเภอกันเถอะ กว่าจะถึงก็คงค่ำ พรุ่งนี้ยังต้องนั่งเรือข้ามฟากไปฝั่งโน้นอีก”


    คล้ายกับเรื่องพุทธศักราช 2525 โปรดอ่อนโยนกับฉันหน่อย ที่คุณอ่าน