การเผชิญหน้าระหว่างลิซซี่กับพ่อของเธอนั้นมันเหมือนกับแซมมวลขึ้นธรรมาสน์เทศน์ มันเหมือนประกายไฟที่โชติ่ เช่นเดียวกับการเล่นละครที่เน้นหนักในคำพูดและทางอารมณ์มากกว่าที่จะเป็การเทศน์ตามเนื้อความที่มีอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล ทั้งนี้เพราะลิซซี่ใช้ชีวิตอย่างเต็มอิ่มอยู่กับมัน เธอได้พบทั้งความทรมานด้วยความเ็ป และความเคลิบเคลิ้มมามากพอแล้ว...และวันนี้เธอก็ยังต้องได้รับประสบการณ์อันสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นอย่างเหลือประมาณจากบุคคลที่เธออุทิศหัวใจให้เขา เธอจึงพยายามที่จะเกลี้ยกล่อมให้พ่อบังเกิดความเชื่อว่า ความรู้สึกที่เธอมีต่อทาวิสนั้น มันเป็ความรู้สึกที่แท้จริง ไม่มีสิ่งใดจะมาสร้างความหวั่นไหวให้เกิดขึ้นได้ มันไม่เพียงแต่...ทาวิสจะเข้ากับภาพแห่งอนาคตที่เธอสร้างขึ้นด้วยอารมณ์ โรแมนติกเท่านั้น แต่เธอมั่นใจอย่างที่สุด ว่าในขั้นสุดท้ายแล้วจะต้องเป็ส่วนหนึ่งของอนาคตนั้นด้วย
นอกเหนือจากน้องสาวสองคนแล้ว ลิซซี่ก็ยังมีพี่ชายอีกหกคนและพ่อหนึ่งคน การที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้ชายจำนวนมากภายในบ้านเช่นนี้ ทำให้เธอมีอำนาจในบางสิ่งอยู่
เธอตัดสินได้มานานแล้ว ว่าพวกผู้ชายนั้นล้วนแล้วแต่เป็สัตว์โลกที่สายตาสั้น ไม่มีความสามารถแม้แต่จะบรรยายถึงความสวยงามแห่งม่านหมอกที่เกิดขึ้นในวันฝนตก หรือแสงตะวันอันระยิบระยับเริงระบำอยู่บนพื้นน้ำสีเขียวขาบแห่งมหาสมุทรแอตแลนติก จึงไม่ใช่เื่ที่น่าสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดพ่อของเธอจึงไม่สามารถเข้าใจถึงวิถีแห่งหัวใจ แต่เธอสิ...เธอคือผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้แห่งอารมณ์อันเร่าร้อนทั้งที่ไม่มีอะไรในอนาคต นอกจากการรอคอยและการหลั่งน้ำตา
...พ่อไม่อาจเข้าใจได้ พี่ชายทั้งหกก็ไม่พยายามเข้าใจเสียเลย ส่วนน้องสาวสองคนก็ยังเล็กเกินกว่าที่จะเข้าใจ จึงมีแต่ตัวเธอเพียงคนเดียว ทำให้เธอต้องนึกไปถึงบทกวีที่เทนนีสันเขียนขึ้นไว้ว่า...
Man for the field and woman for the hearth:
Man for the sword and for the needle she:
Man with the head and woman with the heart:
Man to command and woman to obey:
All else confusion.
ลิซซี่กระทืบเท้าด้วยความเดือดดาลระคนกลัดกลุ้ม...ทุกสิ่งทุกอย่างจะดูสับสนปนเปกันยุ่งเหยิงไปหมด และลิซซี่ก็ยัง้าในสิ่งที่มากกว่านั้น
ในความคิดของผู้คนที่อยู่อาศัยโดยรอบเกาะ...แนนทัคเก็ตนั้น ลิซซี่ โรบินสัน จัดว่าเป็เด็กสาววัยรุ่นที่รังแต่จะสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับพ่อแม่ มันมีอะไรบางอย่างในตัวเธอเหมือนพายุเฮอริเคน หรือโรคร้ายบางชนิดที่มักจะระบาดขึ้นทุกๆ สองหรือสามปีแล้วก็จะผ่านไป ซึ่งถ้าจะเปรียบกับกรณีของเธอก็คือ เมื่อเธอเจริญวัยเป็ผู้ใหญ่ขึ้น
ในความรู้สึกของพ่อแล้วเธอคือลูกสาวสุดที่รักและเป็แม่มดน้อยผู้น่ารักสามารถจะนำมาให้ได้ทั้งความเจ็บช้ำและอารมณ์ขันกึ่งปวดร้าวใจ ถ้าจะว่าไปแล้วลิซซี่เป็ส่วนผสมของเสียงหัวเราะและหยาดน้ำตา เห็นได้ชัดว่าเขารักลูกสาวกำพร้าแม่คนนี้ของเขามาก และเห็นได้ชัดอีกด้วยว่าแซมมวล โรบินสัน ไม่รู้จะจัดการกับเธออย่างไร ความหลงใหลไคล้คลั่งที่ลิซซี่มีต่อผู้ชายที่อายุมากกว่าเธอถึงสิบปี มันควรจะต้องสิ้นสุดยุติลงได้แล้ว
แซมมวลรู้ดีในเื่นี้ และผู้คนทั่วทั้งแนนทัคเก็ตก็รู้ดีในเื่นี้ได้ ทาวิส แมคคินน่อนนั้นได้ชื่อว่าเป็ชายหนุ่มที่มีความอดทนอย่างมาก และความอดทนของเขาก็ใกล้จะหมดสิ้นลงในเวลาอันรวดเร็ว เท่าๆ กับความคิดในสมองของแซมมวลที่หาทางยุติเื่ลงเช่นกัน
เขาหันกลับมามองหน้าลูกสาวอีกครั้ง และแซมมวลก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเช่นปกติว่า
“การที่ผู้หญิงไล่ติดตามผู้ชายเหมือนหมาป่าที่ไล่ติดตามกวางที่ได้รับาเ็นั้น มันเป็ความผิดพลาดอย่างยิ่ง ลูกจะคอยไล่ต้อนเขาอยู่อย่างนี้ไม่ได้หรอกกี่ครั้งกี่หนแล้วที่พ่อบอกลูกว่าผู้หญิงเขาไม่ไล่ติดตามผู้ชายอยู่แบบนั้น ไม่มีใครเขาทำกัน แล้วก็ไม่เคยปรากฏว่ามีใครคิดจะทำมาก่อนด้วย”
“ทำไมล่ะคะ?”
แซมมวลถึงกับทิ้งมือลงด้วยความขัดเคือง
“พ่อก็ไม่รู้หรอกว่าทำไม เพราะพ่อไม่ได้เป็คนตั้งกฎนั้นขึ้นมา แต่มันก็เป็ของมันมาแบบนั้นั้แ่สมัยสร้างโลกแล้ว ถ้ามันจะมีการไล่จับเกิดขึ้น...มันก็ควรจะเป็หน้าที่ของผู้ชาย แล้วมันก็เป็สิ่งที่มีอยู่ในหนังสือพระคัมภีร์ด้วย...ให้ตายสิ...นี่ลูกไม่คิดจะเข้าใจบ้างเลยหรือยังไง?”
...ลิซซี่ยกมือขึ้นกอดอก สายตาจับจ้องอยู่กับเพดานห้อง
“ไม่เข้าใจค่ะ เพราะไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ในเื่ของความรัก”
แซมมวลเลิกคิ้วสูงกับคำพูดของลูกสาว และแล้วแววแห่งความหวาดระแวงก็ฉายฉาบขึ้นบนใบหน้า
“ใครเป็คนบอกลูกอย่างนั้น?” เขาเน้นตรงคำว่า... “อย่างนั้น”
“มิสแซมสันค่ะ”
“มิสแซมสัน...ยายเฒ่าหัวงูนั่นน่ะเรอะ?” เขายกมือขึ้นกอดอกบ้าง จ้องหน้าลูกสาวด้วยแววตาคมปลาบราวนกฮูกที่แสนฉลาด “พ่อว่าครูของลูกน่ะไม่รู้หรอกว่าตัวเองพูดอะไรออกมา”
“มิสแซมสันไม่ใช่ยายเฒ่าหัวงู การที่พ่อพูดแบบนี้เพราะเห็นว่าครูของหนูเป็ผู้หญิงเท่านั้นเอง หนูจะบอกให้นะคะปาป้า ว่ามิสแซมสันน่ะเป็ผู้หญิงที่สติปัญญาเลอเลิศ เธอเรียนจนได้ปริญญามาแล้วนะคะปาป้า หนูเห็นมันด้วยตาของตัวเองเลยล่ะ”
“ใช่...เธออาจจะได้ปริญญา แล้วก็อาจจะผ่านการศึกษาระดับสูงมาแล้ว แต่ทั้งหมดนี่มันไม่ได้ช่วยเหลือให้เธอดีขึ้นมาได้เลย พ่อว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ปกติหรอก”
“มิสแซมสันเป็ครูที่เยี่ยมยอดที่สุด” ลิซซี่พูดเสียงเศร้า “หนูไม่เข้าใจเลยว่าปาป้าพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง”
“พ่อพูดได้สะดวกปากเลยทีเดียวละ ใครก็ตามที่เอาความคิดบ้าๆ มาใส่หัวเด็กสาวๆ อย่างลูก รับรองว่าต้องไม่ปกติแน่ และมันก็หมายรวมไปถึงมิสแซมสันด้วย”
“เธอไม่ได้เอาความคิดบ้าๆ อะไรมาใส่หัวหนูเลยนะคะปาป้า”
“อ้าว...แล้วถ้าอย่างนั้นลูกไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกันเล่า?”
“ปาป้า...หัวหนูน่ะมันเป็ของมันอย่างนี้มาั้แ่ไหนแต่ไรแล้วนะคะ...” เธอร้อง “หนูเกิดมาพร้อมกับหัวที่เต็มไปด้วยแนวความคิดต่างๆ ...ซึ่งหนูเห็นจะต้องบอกว่าหนูเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมพระเ้าถึงได้เห็นว่ามันเหมาะสมแล้วที่จะเอาความคิดต่างๆ เข้ามาใส่ไว้ในหัวหนูแบบนี้ แล้วก็ให้หนูเกิดมาในครอบครัวที่ปฏิเสธไม่ยอมแม้แต่จะเข้าใจมัน ปาป้าจะเรียกความสามารถในการเขียนบทกวี ความสวยงามของศิลปะต่างๆ ที่มีอยู่ในหัวหนูว่าความคิดบ้าๆ ได้ยังไงกันคะ?”
“พ่อจะบอกให้ก็ได้ว่าเรียกแบบนั้นได้ยังไง ก็เพราะการที่ใครก็ตามมาสอนลูก ว่ามันไม่มีกฎเกณฑ์ในเื่ของความรัก มันเป็ความคิดบ้าๆ น่ะสิ และมิสแซมสันน่ะโง่มากที่พูดออกมาแบบนั้น”
“มิสแซมสันไม่ได้พูดเองหรอกค่ะ เธออ่านมาอีกที”
“ไม่ว่าจะพูดเองหรืออ่านมา มันก็ไม่ได้แตกต่างกันตรงไหนหรอก และถ้าเธออ่านมาอย่างที่ลูกว่า นั่นก็ย่อมเป็สิ่งพิสูจน์ได้ว่าในโลกนี้ยังมีผู้หญิงหัวงูที่มากกว่าหนึ่งคน และพยายามจะสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นด้วย พ่อจะบอกให้รู้ไว้นะลิซซี่ ว่าพ่อไม่รู้จริงๆ ว่าเวลานี้โลกมันเป็อะไรไปแล้ว พ่อส่งลูกไปโรงเรียนให้ไปศึกษาหาความรู้ ไม่ใช่ไปรับเอาไอ้แนวความคิดบ้าๆ เ่าั้เข้ามาไว้ ในสมอง” แซมมวลหยุดเว้นระยะ จ้องหน้าลูกสาวเขม็ง “นี่ลูกคงอ่านหนังสือของนักเขียน ผู้หญิงที่ชื่อบราวนิ่งนั่นอีกแล้วใช่ไหมล่ะ เพราะยังงี้ใช่ไหมถึงไปรับเอาความคิดบ้าๆ พวกนั้นเข้าไว้ในสมอง?”
ลิซซี่สั่นศีรษะปฏิเสธ และผู้เป็บิดาก็กล่าวต่อว่า
“ถ้าอย่างนั้น ก็คงอ่านของพี่น้องสองสาวสกุลบรองเตแน่เลย อย่ามาปฏิเสธพ่อเสียให้ยาก พ่อเคยบอกลูกหลายหนแล้วนะว่า การอ่านหนังสือที่ผู้หญิงหัวรุนแรงพวกนั้นเขียนขึ้นมาน่ะ มันเท่ากับไปรับเอาความคิดร้ายกาจของพวกเขาเข้าไว้... ไม่มีกฎเกณฑ์ในเื่ของความรัก...ชะ...ช่างเป็คำพูดที่ไร้สาระอะไรเช่นนั้น จะมีก็แต่ผู้หญิงเท่านั้นละที่คิดแล้วก็พูดแบบนั้นออกมาได้”
“คำพูดเ่าั้ผู้ชายเป็คนเขียนค่ะปาป้า”
แซมมวลมีสีหน้าเผือดซีดลง แว่นตาที่เลื่อนขึ้นไว้บนศีรษะตกลงมาครอบจมูก เขารีบดันมันขึ้นในที่เดิมเมื่ออุทานออกมาว่า
“ผู้ชายเรอะ...ที่เขียนขึ้นไว้น่ะ?”
“ก็ใช่น่ะสิคะ” ลิซซี่พยักหน้ารับ “มิสแซมสันบอกว่า จอห์นไลลี่ นักเขียนชาวอังกฤษนั่นแหละค่ะที่เขียนขึ้นโดยที่เขียนไว้ว่า...พลังอำนาจความเคียดแค้นความหลอกลวง การทรยศ การกล่าวคำสาบานเท็จ ความอกตัญญูทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนสามารถกระทำได้เพื่อความรักด้วยความรักเป็สิ่งที่ปราศจากกฎเกณฑ์”
แซมมวลถึงกับพ่นลมหายใจออกมาอย่างหยันเยาะ
มันก็ออกจะเป็เื่น่าแปลกอยู่เหมือนกันนะที่ลูกน่ะ สามารถจดจำได้ แม้แต่ถ้อยคำที่เป็ประโยค
ยาวๆ แบบนั้น แต่กลับจำอะไรที่มันง่ายๆ อย่างเช่นการพยายามอยู่ให้ห่างจากทาวิส แมคคินน่อนไม่ได้ เอาละ และพ่อจะบอกให้รู้ไว้นะ แม่คลังแห่งปัญญา ว่าจอห์น ไลลี่ที่ลูกพูดถึงนั่นน่ะคือตัวตลกและมิสแซมสันของลูกก็คือนักก่อกวน ขอให้เข้าใจไว้ด้วย”
“หนูไม่เข้าใจหรอกค่ะและไม่เชื่อว่ามันจะเป็อย่างนั้นไปได้ด้วย” ลิซซี่โต้กลับไปอย่างรวดเร็ว
แต่แซมมวลก็ยังพูดต่อราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เธอโต้ตอบออกมาเลย
“ผู้หญิงคนไหนก็ตามที่มีชื่อว่าเดไลล่าห์ แซมสัน ย่อมมีจิตใจที่ขัดแย้งกันอยู่แล้ว ลูกไม่เห็นหรือว่าแม้แต่ชื่อก็ยังขัดแย้งกันเลย”