บทที่ 34 คุณชายลู่ช่วยดื่ม (รีไรต์)
สปอนเซอร์ในห้องต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขาตกใจที่คุณชายลู่ปรากฏตัวออกมาทั้งที่ไม่ได้รับเชิญ
หลังจากลู่เย่เข้ามาในห้อง ก็กวาดสายตามองไปรอบห้อง สายตาหยุดอยู่ที่เศษกระเบืองดอกไม้ในมือของเสิ่นชิง
สปอนเซอร์บางคนตอบสนองอย่างรวดเร็ว พวกเขารีบเปลี่ยนสีหน้า เผยรอยยิ้มออกมาทันที พลางลุกขึ้นผายมือเชื้อเชิญลู่เย่ทันที
“เชิญทางนี้ครับ คุณชายลู่เชิญนั่งตรงนี้!”
ลู่เย่เลิกคิ้ว มองอย่างรังเกียจ “ไม่นั่ง สกปรก”
ด้านหลังมีบอดี้การ์ดชุดดำคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างดียกเข้ามาจากข้างนอก ลู่เย่นั่งลงบนเก้าอี้โดยไม่แย่แสใคร ยกขาไขว่ห้างพร้อมด้วยบอดี้การ์ดที่ยืนตัวตรงอยู่ด้านหลัง ท่าทางหยิ่งผยองและดูโดดเด่น
ลู่เย่จุดบุหรี่ ยกยิ้มมุมปาก “ทำไมที่นี่ถึงมีเศษขยะเกลื่อนแบบนี้?”
ในตอนแรก ทุกคนเห็นท่าทางของลู่เย่ก็คิดว่าเขาจะมาเพื่อช่วยเสิ่นชิง จึงไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไร
ทว่าตั้งแต่ลู่เย่เข้ามา เขาก็ไม่ได้มองเสิ่นชิงแม้แต่น้อย เมินเฉยราวกับว่าเธอไม่มีตัวตน
ทุกคนแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูเหมือนลู่เย่จะไม่ได้มาช่วยเสิ่นชิง ถ้าเขามาช่วยผู้หญิงคนนี้จริง ๆ พวกเขาคงแย่แน่
สปอนเซอร์คนหนึ่งรู้ว่าลู่เย่กับเสิ่นชิงไม่ถูกกันทั้งยังเป็นคู่อริกันมานาน จึงคิดว่าลู่เย่คงจะมาหาเพื่อกลั่นแกล้งให้หล่อนต้องอับอายเช่นเดียวกัน ชายคนนั้นจึงเอ่ยด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ว่า “ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเรากำลังชวนคุณเสิ่นดื่ม แต่เธอไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ เลยอาจจะรุนแรงไปบ้างเล็กน้อย”
“อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง” ลู่เย่พยักหน้า จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องคุย พลางแสยะยิ้ม “ในเมื่อคนอื่นไม่เต็มใจ ทำไมถึงต้องบังคับเธอด้วยล่ะ เอาแบบนี้ เดี๋ยวฉันดื่มเป็นเพื่อนพวกนายเอง”
พูดจบ ลู่เย่ก็โบกมือ บอดี้การ์ดที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ถือเหล้าหลายขวด เดินตรงไปหาสปอนเซอร์ที่หัวเราะคิกคักคนนั้น
สปอนเซอร์คนนั้นรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูก จึงรีบพูดด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ “คุณชายลู่… นี่ก็ดึกดื่นแล้ว ผม… ผมควรกลับได้แล้ว”
ลู่เย่ขมวดคิ้วหันไปมองเขา “ทำไม? ไม่อยากดื่มกับฉันหรือไง?”
“ไม่… ไม่ใช่ไม่อยากดื่ม คุณชายลู่ คืนนี้ผมดื่มเยอะไปแล้ว ไว้วันหลังผมจะเลี้ยงคุณให้เต็มที่เลยครับ”
สปอนเซอร์พูดจบก็รีบวิ่งแจ้นออกไป แต่ยังวิ่งออกไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกบอดี้การ์ดของลู่เย่จับตัวไว้
ไม่ต้องรอให้ลู่เย่ส่งสัญญาณ บอดี้การ์ดก็คว้าตัวสปอนเซอร์คนนั้นมา จากนั้นก็ง้างปากเขาแล้วเทเหล้าลงไปพร้อมกันทั้งสองขวด
สปอนเซอร์คนนั้นสำลักเหล้าออกมาพร้อมส่งเสียงอู้อี้ด้วยความเจ็บปวด เขาส่ายหน้าเป็นพัลวันเพื่อขอร้องลู่เย่อย่างน่าสมเพช
“แบบนี้ยังไม่พอหรอก ดื่มต่อสิ” ลู่เย่พูดพลางสูบบุหรี่ มุมปากยกยิ้ม ขณะที่สายตาเหยียดมองสปอนเซอร์คนนั้นที่ถูกบังคับให้ดื่มเหล้าจนสำลักไม่หยุด และใบหน้าแดงก่ำเหมือนตับหมู
“อึก ๆ ๆ...”
บอดี้การ์ดของลู่เย่คล้ายเครื่องจักรเทเหล้าอย่างไร้ความปรานี เขาบีบปากสปอนเซอร์แล้วกรอกเหล้าลงไปทั้งลัง
สปอนเซอร์ทำท่าทางน่าเกลียดออกมา ราวกับปลาที่ขาดอากาศหายใจ ปากก็พ่นฟองสีขาวออกมา ตาสองข้างกลอกขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะล้มลงไปกองกับพรม
“พวกนายอยากดื่มเอง หรือจะให้ฉันช่วยดี?” ลู่เย่กวาดสายตาไปรอบ ๆ “หืม?”
คำว่า ‘หืม’ ลากเสียงยาว สร้างความกดดันอย่างเด็ดขาด
ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นพากันตัวสั่นเทา ไร้ซึ่งท่าทางยโสโอหังต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ
ใครจะกล้าล่วงเกินคุณชายรองแห่งหางโจวคนนี้บ้าง?
พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก “ไม่รบกวนคุณชายลู่แล้วครับ พวก… พวกเราจะดื่มเอง… ดื่มเอง”
ลู่เย่ดีดนิ้วอย่างพึงพอใจ “ยกมาอีกร้อยลัง! ไม่หมดห้ามออกไปไหนทั้งนั้น!”
พวกเขามองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว พูดตะกุกตะกักว่า “คุณชายลู่... เหล้าร้อยลังเนี่ยนะ? ถ้าดื่มเข้าไปมีหวังได้ตายกันพอดี!”
ลู่เย่บิดคอไปมา พูดอย่างไม่ใส่ใจ “พวกนายชอบดื่มเหล้ากันมากไม่ใช่เหรอ? งั้นก็ดื่มให้เต็มที่เลย คืนนี้ฉันเลี้ยงเอง”
“ได้ยินมานานแล้วว่าคุณชายลู่เป็นคนใจกว้าง วันนี้ได้มาเห็นกับตา สมค่ำร่ำลือจริง ๆ” เสียงเย็นชาลอยมาจากทางประตู ไม่รู้ว่าเฉียวอวี้เหอมายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่
ลู่เย่ปรายตามองเฉียวอวี้เหอตั้งแต่ศีษะจรดปลายเท้า แล้วพูดว่า “เธอเป็นใคร? ขออนุญาตฉันหรือยัง ถึงได้มาพูดกับฉัน ไสหัวไปซะ...”
เฉียวอวี้เหอผงะ ไม่คิดว่าลู่เย่จะหยิ่งยโสขนาดนี้ เขาไม่ไว้หน้าเธอแม้แต่น้อย
แต่เธอก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าประดับรอยยิ้ม เอ่ยว่า “ฉันคือประธานของบริษัทเจียอี้ คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฉียว เฉียวอวี้เหอ”
ลู่เย่หัวเราะเยาะเย้ย “ชื่อเชยจริง ๆ”
เฉียวอวี้เหอถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
เสิ่นชิงที่อยู่ด้านหลังเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าปากของลู่เย่ไม่ได้น่ารังเกียจขนาดนั้น
เฉียวอวี้เหอเหลือบมองเสิ่นชิง แล้วมองไปที่ลู่เย่ด้วยความหงุดหงิด
ได้ยินมาว่าเสิ่นชิงกับคุณชายลู่เป็นคู่อริกันไม่ใช่เหรอ? ทำไมเขาถึงต้องมาช่วยหล่อนด้วย?
ที่จริงแล้ว เธอแค่อยากจะสั่งสอนเสิ่นชิงให้หลาบจำ รอจนหล่อนใกล้สติแตก แล้วค่อยช่วยเธอออกมา
เธอคิดว่าเสิ่นชิงคงจะตกใจกลัว และรู้ดีว่าการตกอยู่ในเงื้อมมือของเธอย่อมไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถึงจะยอมโอนหุ้นให้เธอเพื่อแลกกับการยกเลิกสัญญา
แต่ไม่คาดคิดว่าแผนการทั้งหมดนี้จะถูกทำลายโดยลู่เย่
ลู่เย่ดีดบุหรี่ออกไป ก่อนหันไปมองเสิ่นชิง “แขกพวกนี้ฉันจะดูแลเอง เธอกลับไปทำงานของตัวเองเถอะ”
เสิ่นชิงรู้สึกประหลาดใจ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงรู้ว่าเธอกำลังทำอะไร?
…
ภายในห้องนั้น เสิ่นชิงและเฉียวอวี้เหอเผชิญหน้ากัน
เสื้อผ้าของเสิ่นชิงดูยับเพียงเล็กน้อย ทว่ามันก็ไม่ได้บดบังความงามของเธอเลย
แววตาริษยาฉายวาบในดวงตาของเฉียวอวี้เหอ แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโยนซองเอกสารสีน้ำตาลให้เสิ่นชิงแล้วพูดว่า “เปิดดูสิ”
เสิ่นชิงหยิบซองเอกสารขึ้นมา เห็นรอยผนึกที่ปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งอย่างดี ทั้งยังไร้รอยขีดข่วน และด้านนอกเอกสารถูกเขียนว่า “มอบให้เสิ่นชิงเปิดอ่าน”
เมื่อเปิดออก เธอก็พบกับพินัยกรรมที่คุณปู่เขียนไว้ให้ โดยมีใจความว่า “ข้าพเจ้า เฉียวตัน ขอมอบหุ้น 0.1 เปอร์เซ็นต์ของเฉียวกรุ๊ปให้กับหลานสาวของฉัน เฉียวชิง”
เฉียวอวี้เหอสูดควันบุหรี่ ชะโงกหน้าเข้ามาดูแล้วยิ้มเยาะ “หึ ตาเฒ่านั่นยังใจดีกับเธออยู่นี่”
เสิ่นชิงเองก็ไม่คิดว่าคุณปู่จะทิ้งมรดกไว้ให้ตัวเอง แม้จะเป็นแค่หุ้น 0.1 เปอร์เซ็นต์ของเฉียวกรุ๊ป แต่ถ้าตีเป็นเงินหยวนก็มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านหยวน
เสิ่นชิงเงยหน้าขึ้น มองเฉียวอวี้เหอด้วยสายตาแน่วแน่ “พูดมาตรง ๆ เลยดีกว่าเธอต้องการอะไร”
เฉียวอวี้เหอโยนเอกสารใบหนึ่งมาให้ “ฉันให้เธอ 10 ล้านหยวน แล้วก็อนุญาตให้เธอยกเลิกสัญญากับบริษัทได้ ขอแค่เธอเซ็นชื่อในเอกสารการโอนหุ้นก็พอ”
เสิ่นชิงเหลือบมองเอกสารการโอนหุ้น ข้อความระบุว่า “ข้าพเจ้า เสิ่นชิง ขอยินยอมโอนหุ้นทั้งหมดในมือให้กับเฉียวอวี้เหอ”
แท้จริงแล้ว หุ้นที่คุณปู่ทิ้งไว้ให้เสิ่นชิงคือ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่เฉียวอวี้เหอปลอมแปลงพินัยกรรม เปลี่ยนจาก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 0.1 เปอร์เซ็นต์
เฉียวอวี้เหอต้องการใช้เล่ห์กลทางภาษา เพื่อครอบครองหุ้นของเสิ่นชิงอย่างถูกกฎหมาย
ในเอกสารการโอนหุ้นระบุไว้ว่าให้โอนหุ้นทั้งหมด เสิ่นชิงคงคิดว่าตัวเองได้รับมรดกเพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์ แต่แท้จริงแล้วคือ 10 เปอร์เซ็นต์ต่างหาก
ถ้าเสิ่นชิงเซ็นเอกสารการโอนหุ้น เฉียวอวี้เหอก็จะมอบพินัยกรรมฉบับจริงและเอกสารการโอนหุ้นไปให้หน่วยงานตรวจสอบ เพื่อจะได้ครอบครองหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์นั้นอย่างถูกต้อง
เสิ่นชิงฟังจบก็ขมวดคิ้ว เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง