เล่มที่ 1 บทที่ 24 พบคำตอบ
เมื่อเจียงอวิ๋นท่องคำพูดนี้ออกมาแล้วบนใบหน้าเขาก็มีรอยยิ้มอันขมขื่นปรากฏขึ้น พึมพำออกมาว่า “มิน่าเหตุใดข้าจึงไม่สามารถบำเพ็ญวิชาของหมู่บ้านเจียงได้ ที่แท้สาเหตุก็เป็เพราะข้ากับพวกเขาเป็คนละเผ่าพันธุ์กันนี่เอง!”
การไปเยือนหอซ่อนคัมภีร์ครั้งนี้นับเป็ประโยชน์ต่อเจียงอวิ๋นอย่างใหญ่หลวง
เพราะคำถามที่กวนใจเขามาอย่างยาวนานในที่สุดเขาก็ได้คำตอบจากในหนังสือเล่มหนานั่นแล้ว ทว่าคำตอบนี้กลับทำให้เขายากจะทำใจรับได้ไปชั่วขณะ
จากการใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเจียงนานนับสิบหกปีเจียงอวิ๋นย่อมคุ้นเคยกับรูปแบบการบำเพ็ญของคนในหมู่บ้านเจียงดีการดูดกลืนแสงจันทร์แสงตะวัน
วิธีการบำเพ็ญเช่นนี้เขาเคยลองด้วยตัวเองมาแล้วเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมากเพียงใดกลับไม่สามารถทำได้เลย ซึ่งปู่ได้บอกกับเขาว่า สาเหตุเป็เพราะร่างกายของเขาไม่เหมือนกับคนในหมู่บ้านเจียง
บัดนี้ ในที่สุดเจียงอวิ๋นก็เข้าใจ ในฟ้าดินนี้ทุกสรรพสิ่งล้วนสามารถบำเพ็ญ ทว่าผู้ที่บำเพ็ญด้วยการดูดกลืนแสงจันทร์แสงตะวันมีเพียงเผ่าพันธุ์เดียวเท่านั้น เผ่าอสูร!
หรือก็หมายความว่า เหล่าคนของหมู่บ้านเจียงที่เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขานานนับสิบหกปี และมองเขาเป็ดั่งคนในครอบครัวอย่างแท้จริงนั้นแท้จริงแล้วพวกเขาเป็เผ่าอสูร
ตัวเขาที่เป็มนุษย์ย่อมไม่อาจบำเพ็ญด้วยวิชาบำเพ็ญของเผ่าอสูรได้อยู่แล้ว!
ดังนั้น ในนิกายแสวงมรรคที่เป็นิกายมรรคของเผ่ามนุษย์แห่งนี้ต่อให้เป็วิชาบำเพ็ญที่เป็พื้นฐานที่สุดเขาก็สามารถใช้บำเพ็ญได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
หลังจากนอนนิ่งบนเตียงไม่รู้นานเพียงใดเจียงอวิ๋นก็เบิกตาขึ้นอย่างฉับพลัน ดวงตาฉายแววแน่วแน่เด็ดเดี่ยวกล่าวเสียงเบาว่า “เผ่าอสูรแล้วเป็ไร? ต่อให้พวกปู่จะเป็เผ่าอสูร ทว่าในใจข้าพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็ครอบครัวของข้าตลอดกาลข้าเจียงอวิ๋นเองก็จะเป็ส่วนหนึ่งของหมู่บ้านเจียงตลอดกาลเช่นกัน!”
ก่อนหน้านี้เขาเพียงรับไม่ค่อยได้เพราะเื่นี้น่าใมากเกินไปหน่อยเท่านั้นแต่เมื่อตอนนี้เขาคิดได้แล้ว ความหม่นหมองในใจพลันมลายหายไปเสียสิ้น เขาเชิดหน้าขึ้นพ่นลมหายใจยาวๆ ออกมา พาให้จิตใจของเขาผ่อนคลายลงไปด้วยไม่น้อย
เจียงอวิ๋นยันตัวขึ้นนั่งจากนั้นก็พึมพำออกมาอีกครั้ง “ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็ยิ่งต้องรีบพยายามบำเพ็ญให้เร็วกว่าเดิมในวันหน้าข้าจะได้ปกป้องพวกเขาได้!”
เจียงอวิ๋นเองก็ไม่ค่อยรู้เื่เกี่ยวกับเผ่าอสูรมากนักรู้เพียงว่าความสัมพันธ์ระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าอสูรไม่ค่อยลงรอยกันเท่าใดหรือต้องบอกว่าเป็ศัตรูคู่อริกันเลยด้วยซ้ำ
ในความคิดของเจียงอวิ๋นอนาคตเขาจะต้องพาเหล่าคนในหมู่บ้านเจียงออกจากูเาหนึ่งแสนไพศาลอย่างแน่นอนแต่หากถูกผู้อื่นพบว่าพวกเขาเป็เผ่าอสูรละก็ จะมีปัญหาตามมาไม่น้อยเป็แน่ดังนั้นเขาจำเป็ต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นมาโดยเร็ว
เวลานี้เอง นอกประตูพลันมีเสียงของตงฟางโป๋ดังขึ้น“น้องเจียง เ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม?”
เจียงอวิ๋นพลันนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตอนกลับขึ้นมาได้ แม้เขาจะไม่เกรงกลัวสวี่เฉิงซานผู้นั้นแต่อย่างไรก็ตาม ตงฟางโป๋ได้ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยคลี่คลายวิกฤตให้แก่เขาอีกทั้งตงฟางโป๋ก็ห่วงใยเขาจริงๆ ดังนั้นเขาจึงรีบยืนขึ้นกล่าว “ศิษย์พี่ใหญ่ข้าไม่เป็อะไร!”
เจียงอวิ๋นกล่าวพร้อมเปิดประตูออก
ตงฟางโป๋ไม่ได้เดินเข้ามา เพียงยืนอยู่หน้าประตูมองดูเจียงอวิ๋นั้แ่หัวจรดเท้าเหมือนจะแน่ใจแล้วว่าเขาได้หลุดจากสภาวะที่เหมือนกำลังละเมอเมื่อครู่นี้แล้วจริงๆถึงได้พยักหน้าเบาๆ แล้วยิ้มกล่าว “ไม่เป็ไรก็ดีคนเมื่อครู่นี้เป็ศิษย์สายนอกของยอดเขาร้อยสิงสา เ้าทำร้ายสัตว์เลี้ยงของเขาไปเขาย่อมไม่ยอมจบเื่ง่ายๆ แน่ หลังจากนี้เ้าต้องระวังตัวสักหน่อยล่ะ”
ตงฟางโป๋ไม่ถามว่าทำไมเจียงอวิ๋นจึงไปผูกแค้นกับศิษย์สายนอกของยอดเขาร้อยสิงสาผู้นั้นไว้และไม่ได้ตำหนิที่เขาก่อปัญหาด้วย นั่นทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกซาบซึ้งอยู่เต็มอกรีบพยักหน้ารับงึกๆ
แต่แล้วตงฟางโป๋ก็มองมาทางเจียงอวิ๋นด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย“แล้วก็ เ้าเพิ่งเข้ามาในนิกายได้ไม่นาน หากมีอะไรไม่เข้าใจมาถามข้าก็ได้อย่าเกรงใจ! สองวันที่ผ่านมานี้มีคำถามอะไรบ้างไหม?”
เจียงอวิ๋นรู้ว่าตงฟางโป๋คงจะรู้เื่ที่เขามุ่งหน้าไปหอซ่อนคัมภีร์มาแล้วจึงแอบแลบลิ้นเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่มีคำถามอะไรขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็ห่วง!”
“เอาเถอะ!” ตงฟางโป๋พยักหน้าด้วยความผิดหวังเล็กน้อย“เช่นนั้นเ้าไปทำธุระเถอะ ข้าจะไปพูดคุยกับศิษย์พี่หญิงสองของเ้าสักหน่อย!”
“ศิษย์พี่ใหญ่เดินทางปลอดภัย!”
หลังจากส่งตงฟางโป๋ไปแล้ว เจียงอวิ๋นก็จมสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง
ครั้งนี้ เขาไม่ได้ครุ่นคิดเื่หมู่บ้านเจียงแต่คิดเื่ของลู่เซี่ยวอวี๋
เื่ที่เ้าสวี่เฉิงซานนั่นลงมือกับเขากับคำขู่ที่มันทิ้งไว้ก่อนไป ล้วนทำให้เขาได้ข้อสรุปว่ามีคนคิดปองร้ายลู่เซี่ยวอวี๋จริงๆ
นอกจากนี้สวี่เฉิงซานน่าจะไม่ใช่ผู้บงการที่แท้จริงด้วย มิฉะนั้นมันคงไม่เผยตัวง่ายดายเช่นนี้
เขาเพียงช่วยเหลือลู่เซี่ยวอวี๋ไว้เท่านั้น กลับมีศิษย์สายนอกปรากฏตัวขึ้นมาสั่งสอนเขาทันทีจินตนาการได้ไม่ยากว่าตำแหน่งฐานะของผู้บงการนั่นจะต้องสูงยิ่งกว่าเป็แน่อย่างน้อยก็ต้องเป็ศิษย์สายนอกเช่นกัน หรืออาจเป็ถึงศิษย์สายในเลยก็เป็ได้
เื่นี้ทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกปวดเศียรเกินบรรยายเดิมทีเขาคิดว่าผู้ที่ปองร้ายลู่เซี่ยวอวี๋เป็เพียงศิษย์สายนอกเท่านั้นเช่นนั้นขอเพียงเขากลายเป็ศิษย์สายนอกได้ ก็น่าจะสามารถดูแลลู่เซี่ยวอวี๋ได้แล้วแต่หากอีกฝ่ายเป็ศิษย์สายในละก็ เช่นนั้นถึงเขากลายเป็ศิษย์สายนอกก็ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง
อย่างไรเสียศิษย์สายในต่างหากที่เป็หัวใจสำคัญที่แท้จริงของนิกายแสวงมรรคต่อให้เกิดความขัดแย้งกับศิษย์สายนอกขึ้นมาทางนิกายก็ย่อมต้องยืนข้างศิษย์สายในโดยไม่ถามเหตุผลอย่างแน่นอน
สุดท้ายเจียงอวิ๋นก็คิดวิธีการดีๆ ไม่ออกทำได้เพียงส่ายหน้า “สุดท้ายก็คำเดิม ไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรอย่างน้อยลู่เซี่ยวอวี๋ก็คงไม่มีอันตรายถึงชีวิต!”
ส่วนเื่ที่ตัวเขาทำร้ายสัตว์เลี้ยงของสวี่เฉิงซานจนถูกอีกฝ่ายอาฆาตนั้นเขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด
ทว่าเขากลับนึกถึงปริศนาขึ้นมาได้อีกข้อหนึ่งนั่นคือการปรากฏตัวของศิษย์พี่ใหญ่ถึงกับสามารถทำให้สวี่เฉิงซานผู้นั้นดูครั่นคร้ามได้อย่างชัดเจนรีบหันหลังกลับทันทีโดยไม่รีรอ
เื่นี้ทำให้เขาต้องมองศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ใหม่อีกครั้งตำแหน่งฐานะของทั้งสี่คนในยอดเขาซ่อนแห่งนี้เกรงว่าอาจจะไม่ใช่แค่ยามรักษาการณ์อย่างที่เขาเข้าใจก็เป็ได้
แน่นอนว่าคำถามนี้ย่อมไม่มีคำตอบ เจียงอวิ๋นจึงทำเพียงใคร่ครวญครู่หนึ่งเท่านั้นก่อนจะล้มเลิกไปศิษย์พี่ใหญ่จะมีฐานะอย่างไรในนิกายแสวงมรรคก็ช่างปะไร อย่างน้อยศิษย์พี่ใหญ่ก็เป็ผู้มีพระคุณของเขา
ต่อจากนั้นแล้วเจียงอวิ๋นก็กลับมาตั้งใจบำเพ็ญอีกครั้ง
“เบิกปราณขั้นห้าเหมือนกับเฟิงอู๋จี้ก่อนหน้านี้แล้ว ทว่ามันน่าจะกลับไปยังนิกายสังสารวัฏนานแล้วและด้วยฐานะศิษย์สายในของมัน ย่อมต้องได้รับการดูแลจากนิกายเป็พิเศษแน่เกรงว่าระดับบำเพ็ญของมันตอนนี้คงมิใช่เพียงขั้นห้าแล้ว น่าจะสูงกว่านั้น”
“ไม่ได้ ข้าจะประมาทไม่ได้เด็ดขาดยังต้องพยายามยิ่งกว่านี้! ในเมื่อศิษย์พี่ใหญ่ให้ข้าปรับสมดุลพลังก่อนเช่นนั้นข้าก็ศึกษาวิชาอาคมสักหน่อยแล้วกัน!”
วิชาอาคม เรียกได้ว่าเป็หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เจียงอวิ๋นอยากบำเพ็ญมรรคเช่นกัน
สมัยที่อยู่ในูเาหนึ่งแสนไพศาลเขาเคยเห็นเหล่าคนของหมู่บ้านเจียงใช้วิชาอาคมต่างๆ มากมายหลายครั้งแล้วโดยเฉพาะปู่ ทุกครั้งที่เขาได้พบกับสัตว์ร้ายที่ไม่อาจต่อกรได้ ปู่ก็มักจะจี้หนึ่งดัชนีด้วยท่าทางเรื่อยเปื่อย
แม้จะดูเป็เพียงการชี้นิ้วธรรมดาทว่าบางครั้งกลับสามารถทำให้แผ่นดินสั่นะเืจนเกิดรอยแตกจากนั้นก็กลืนสัตว์ร้ายลงไปทันที บางครั้งก็สามารถทำให้ต้นหญ้าเติบโตอย่างบ้าคลั่งแปรเปลี่ยนเป็เถาวัลย์จำนวนมากพันรัดสัตว์ร้ายเอาไว้
กระทั่งคมมีดวายุที่เฟิงอู๋จี้ใช้โจมตีเขาเขาก็รู้สึกอิจฉาอยู่บ้างเหมือนกันแต่เสียดายที่เวลานั้นเขายังเป็เพียงคนธรรมดาเท่านั้น
บัดนี้ ในที่สุดเขาก็กลายเป็นักพรตแล้วทั้งยังระดับเบิกปราณขั้นห้าแล้วด้วย สามารถปล่อยพลังปราณออกนอกกายได้ย่อมสามารถใช้วิชาอาคมได้แล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้เจียงอวิ๋นก็นำวิชาอาคมสายอัคคีระดับเริ่มต้นเล่มนั้นออกมา เริ่มอ่านอย่างจริงจัง