“จิ่วเอ๋อร์เ้าเก็บมาเยอะแล้วนะ”
“พวกเรากลับกันเถอะฮวาเอ๋อร์ที่นี่ไกลมากระวังจะกลับไม่ทัน เ้ากำลังทำอะไรน่ะ”
“เ้านี่เป็ต้นไม้ที่แปลกตาข้าไม่เคยเห็นในคัมภีร์ ต้องขุดกลับไปศึกษา ด้านนั้นก็มีอีกหลายชนิดศิษย์พี่ท่านยืนรอข้านิ่งๆสักครู่”
“เ้านี่นะ.! บอกว่าจะมาเที่ยวเล่นกลับมานั่งขุดต้นไม้ใบหญ้าไปศึกษา ช่างน่าเบื่อ”
ในตะกร้ามีต้นสมุนไพรหลากหลายชนิดที่ชอบขึ้นตามที่ชื้นแฉะริมน้ำอีกทั้งผลไม้ขนาดเล็กหลายลูกวางอยู่มุมหนึ่งของตะกร้าสองมือที่เล็กเรียวยังคงบรรจงขุดต้นพืชหน้าตาแปลกประหลาด
“ศิษย์พี่ท่านก็เรียนวิชาจากอาจารย์พร้อมข้า ท่านไม่สนใจพวกมันเหรอเ้าคะมาช่วยกันเก็บดีกว่าแล้วเรานำไปถามอาจารย์กันนะเ้าคะ”
“ศิษย์พี่ ท่านเคยออกจากอารามบ้างไหม?"
“เคย... ข้าเคยออกไปครั้งหนึ่งแต่นานมากแล้ว”
แกรก แกรก...จิ่วเหมยฮวารู้สึกเหมือนว่าเสียมเล็กในมือนางกระทบหินหรือเปล่านะนางวางเสียมในมือลงก่อนจะใช้มือคุ้ยดิน้าออกงัดขึ้นมาเป็ก้อนหินกลมผิวเรียบมองดูสวยงามเป็มันเงารูปทรงเหมือนไข่แต่มีขนาดใหญ่กว่าไข่ไก่นางรู้สึกสนใจจึงเก็บกลับไปด้วยอย่างน้อยก็วางประดับในห้องได้ด้วยกลัวเป็รอยนางตัดหญ้าวางรองก่อนจะวางก้อนหินแล้วคลุมด้วยต้นหญ้าอีกชั้น(ไว้ก้นตะกร้านี่แหละ)มองดูแสงตะวันแล้วสมควรแก่เวลาวันนี้พอแค่นี้ก่อนเดี๋ยวกลับไปไม่ทันตะวันลับฟ้าพวกนางได้นอนนอกอารามพร้อมคัดคัมภีร์ห้าสิบจบแน่
“กลับกันเถอะ จิ่วเอ๋อร์พวกเราต้องรีบเดินให้ไวถ้าช้ากว่านี้พวกเราอาจกลับไม่ทันเวลาปิดประตูนะ”
แสงแดดเหลือน้อยมากแล้วสองคนเดินกึ่งวิ่งกลับมาถึงอารามบรรยากาศดูวุ่นวายไม่เหมือนปกติมีอาจารย์เดินไปเดินมาอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองรีบวิ่งตามอาจารย์หลายท่านที่พากันเดินอย่างรวดเร็วไปทางห้องพักอาจารย์
“พวกเ้าเป็ศิษย์ของอาจารย์ใหญ่ไปอยู่ที่ไหนกันมาจึงกลับมาป่านนี้ ท่านอาจารย์ใหญ่หมดสติั้แ่หลังเที่ยงอาจารย์รองกำลังดูแลอยู่ด้านในยังไม่รีบเข้ามาดูแลอาจารย์ของเ้าอีก”
เสียงตำหนิเบาๆจากอาจารย์เหยาอวี่ที่ยืนอยู่ใกล้ประตูห้องพักท่านอาจารย์ดังขึ้นเมื่อมองเห็นทั้งสองยืนแอบอยู่ด้านข้าง
“ขออภัยด้วยเ้าค่ะ พวกเราสองคนขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรไม่ได้อยู่ในอารามไม่ทราบว่าอาจารย์ไม่สบายพวกศิษย์ขอเข้าไปดูแลท่านอาจารย์นะเ้าคะ”
พวกนางรีบค้อมตัวอย่างนอบน้อมผ่านประตูเข้าไป
“อาจารย์ของพวกเ้าน่าจะรู้ว่าป่วยมาเป็เวลานานแล้วข้าเองก็ไม่รู้มาก่อนนางจงใจปิดบังอาการไว้มองภายนอกเหมือนไม่รุนแรงอายุที่เพิ่มมากขึ้นกำลังวังชาย่อมน้อยลงมีผลต่ออาการทั้ง่นี้ปลายฤดูอากาศเปลี่ยนแปลงไอร้อนไอเย็นภายนอกกระทบทำให้้อาการทรุดหนักตอนนี้โอสถที่มีในอารามได้ข้าลองให้อาจารย์ของเ้าทานเข้าไปแล้วทำได้เพียงแค่ประคองอาการไว้เท่านั้นข้าคิดว่าจะไปค้นหาวิธีรักษาจากคัมภีร์เพิ่มเติม หากไม่มีหนทางคงต้องปล่อยวางพวกเ้าก็ดูแลอาจารย์เ้าให้ดี หากมีอะไรไปตามข้าที่หอคัมภีร์”
อาจารย์รองเดินจากไปพร้อมเสียงบ่นพึมพำเบาๆพวกเราทุกคนในอารามต่างรู้ดีการบำเพ็ญเพียรมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป็เซียนเมื่อบรรลุแล้วย่อมมีชีวิตไม่สิ้นสุดสภาพร่างกายไม่แตกดับการบำเพ็ญต้องเลื่อนขั้นขึ้นไปจนผ่านขั้นเก้าท่านอาจารย์ใหญ่ติดอยู่ขั้นแปดเป็เวลาหลายสิบปีไม่สามารถก้าวข้ามขึ้นไปได้ ดังนั้นเมื่อเจ็บป่วยก็ยากหลีกหนีการดับสูญเช่นคนธรรมดาได้ทั้งสองมองร่างอาจารย์ของนางที่ผอมบางแต่เดิมนอนเหยียดยาวบนเตียงการหายใจแ่เบาอ่อนแรงด้วยความรู้สึกหดหู่
ลำดับขั้นในการบำเพ็ญเพียรที่นางได้รับการสั่งสอนมาแบ่งออกเป็ขั้นต้นขั้นกลางและขั้นสูง สามขั้นคือสิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์
(ขั้นหนึ่งถึงสามเป็ขั้นต้นบรรลุแล้วความสามารถมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปเพียงสามารถเคลื่อนไหวได้ร่างกายแข็งแรงคล่องแคล่วว่องไวยังไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้บรรลุขั้นต้นสามารถมองเห็นสีของพลังิญญาเป็สีเหลือง
ขั้นกลางสี่ถึงหกบรรลุแล้วหมดความอยากได้อยากมีลดความ้าอาหาร ร่างกายสะอาดผ่านการชำระล้างกายใจร่างกายสามารถฝึกเวทย์ขี่กระบี่บินไปมาได้ สามารถมีอายุยืนยาวเพิ่มขึ้นหลายสิบปีบรรลุขั้นกลางสามารถมองเห็นสีของพลังิญญาเป็สีฟ้า
ขั้นเจ็ดถึงขั้นเก้ายากบรรลุถึงสามารถละทิ้งความโกรธความอยาก หากไม่สามารถบรรลุถึงระดับเก้าบรรลุขั้นสูงสามารถมองเห็นสีของพลังิญญาเป็ขาว)
ผ่านไปอีกสองวันอาจารย์ก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาคัมภีร์ที่อาจารย์รองค้นเจอในอารามขาดสมุนไพรหลักสองชนิดในการปรุงโอสถ คือโสมพันปี,ต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬ ในคัมภีร์ยังบอกว่ามักจะกำเนิดในป่าลึกโดยเฉพาะต้นแสงจันท์ทมิฬมักพบเจอได้ในป่าสัตว์เวทย์บรรดาอาจารย์ต่างมองอาการเจ็บป่วยของอาจารย์ใหญ่เป็เื่วิถีของธรรมชาติเพียงสั่งสอนพวกนางสองคนให้ดูแลอาจารย์ให้ดีตามอาการเท่านั้นแล้วพวกเขาก็แยกย้ายไปบำเพ็ญเพียรตามกิจวัตรของตน
จิ่วเหมยฮวาตัดสินใจจะออกไปตามหาสมุนไพรทั้งสองในป่าลึกด้านหลังอารามมีขุนเขาหลายลูกที่สูงลิบต้นไม้สูงใหญ่ยังไม่เคยมีใครเข้าไปถึงอาจได้พบสมุนไพรทั้งสองถ้าโชคดีนางอาจนำกลับมาได้ถือเป็การทดแทนคุณอาจารย์ที่สั่งสอนเลี้ยงดูนางเป็เวลาหลายปี
จิ่วเหมยฮวาเดินออกจากอารามขึ้นเขาเข้ามาในพื้นที่ป่าได้สักชั่วยามกว่าขอบฟ้าเริ่มมีแสงรำไรนางแอบออกมาโดยเขียนจดหมายทิ้งไว้บนโต๊ะในห้องด้วยข้อความสั้นๆ ว่า"ออกมาหาสมุนไพร ไม่ต้องเป็ห่วง"ท่านอาจารย์มีจิ่วเอ๋อร์คอยปรนนิบัติแล้วตัวนางเองต้องพยายามอย่างเต็มที่ ใกล้เที่ยงแล้วนางเตรียมพักที่ริมลำธารก่อนจะข้ามเข้าเขตป่าลึกของูเาขนาดใหญ่มองเห็นเพียงต้นไม้ที่สูงใหญ่ที่มีใบไม้สีเขียวหนาทึบจนมองไม่เห็นท้องฟ้าในห่อผ้ามีเพียงอาหารแห้ง ยาเล็กน้อย มีด เสียมอันเล็กและตะกร้าเก็บสมุนไพร
“เ้าช่างดีนักนะ ทิ้งข้าแอบหนีมาคนเดียวฮวาเอ๋อร์?”
“จิ่วเอ๋อร์ เ้ามาได้อย่างไร”
“ข้าตื่นมาปลดเบา เห็นเ้ากำลังออกจากประตูจึงแอบย่องตามมาไม่คิดว่าเ้าจะมาไกลขนาดนี้ เ้าไม่ต้องคิดไล่ข้ากลับไปเลยนะ ข้าจะไปกับเ้าด้วยพวกเราไปไหนไปด้วยกัน!”
“ข้ารู้เ้าเป็ห่วงอาจารย์ ต้องออกมาหาสมุนไพรไปปรุงโอสถแน่ไปด้วยกันสองคนมีเพื่อนดีกว่าไปคนเดียวนะ ..นะ”
จิ่วเหมยฮวามองจิ่วเอ๋อร์ยึดแขนนางโดยใช้สองแขนกอดรัดไว้แน่นไม่ว่าจะดึงจะแกะยังไงก็ไม่ขยับเอาแรงมาจากไหนกันนะจะมาช่วยหรือมาเป็ภาระข้ากันแน่นะ ร่างกายบอบบางนุ่มนิ่มไร้เรียวแรงจะยกไก่(กรรมของข้า)
“ได้ เราไปด้วยกัน”
ทั้งเดินทั้งปีนสองคนกลิ้งตกก็หลายครั้งหลายคราผ่านมาสองวันสามารถเดินเข้ามาลึกมากปกติยามเดินบนเขามักจะมีเสียงสัตว์ขนาดเล็ก เสียงแมลงดังอยู่ทั่วไปแต่เวลานี้รอบด้านกับเงียบสนิทแสงตะวันผ่านใบไม้ลงมาบนพื้นดินก็น้อยมากทำให้อึมครึ้มรู้สึกอึดอัด
“ข้ารู้สึกว่าแถวนี้แปลกๆนะระวังตัวกันหน่อยหากเกิดอะไรขึ้นเ้ารีบหนีทันทีเข้าใจไหมจิ่วเอ๋อร์”
“แล้วเ้าหล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงข้า เ้าไม่เป็ภาระข้าก็เอาตัวรอดได้เข้าใจไหม”
ตะวันลับฟ้าแล้วยิ่งเดินลึกเข้าไปในหุบเขาก็ยิ่งรู้สึกหนาวเย็น มือถือคบไฟที่ทำขึ้นยื่นไปข้างหน้าอีกไม่นานคงมองไม่เห็นแล้ว
“ฮวาเอ๋อร์ พวกเราสองคนควรจะหยุดหาที่พักที่ปลอดภัยได้แล้ว”
“ข้าก็คิดเหมือนกัน ท่านดูข้างหน้ามีโพรงไม้เราเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วจุดไฟสักกองให้ความอบอุ่นและกันไม่ให้สัตว์ป่าเข้ามาทำร้ายพวกเรา”
สองคนช่วยกันเก็บกิ่งไม้แห้งรอบข้างแต่ไม่นานกลับมีแสงจันทร์ส่องลงมาเป็ลำเห็นได้แต่ไกลด้วยความสงสัยทั้งสองคนขยับเท้าเดินตามกันไปยิ่งเข้าไปใกล้ยิ่งเห็นแสงจันทร์ส่องลงมาเป็พื้นที่หนองน้ำหรือบึงขนาดไม่กว้างกว่าสนามฟุตบอลในชาติที่แล้ว
ริมตลิ่ง มีอะไรสักอย่างอยู่บนก้อนหิน ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ สิ่งนั้นกระทบแสงจันทร์ก็สะท้อนเป็ประกายตอนนี้ห่างเพียงห้าก้าวเห็นชัดเจนบนก้อนหินเป็ “งู” ขดอยู่ ลำตัวเกล็ดมีสีขาววาววับทันใดข้ารู้สึกถูกกระแทกอย่างรุนแรงถลาไปข้างหน้าสองสามก้าว
“งู!!!"
ใช่นั่นงูข้าคิดในใจแต่เหตุใดศิษย์พี่ท่านจึงผลักข้าเข้าไปหามัน นางหันไปเบิกตากว้างมองไปที่จิ่วเอ๋อร์
“ศิษย์พี่ ท่านผลักข้าเข้าไปหามัน ถ้าข้าโดนมันกันจะทำอย่างไร”
“ขอโทษด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจข้าใ”
“ช่างเถอะ”
“เ้าจะทำอะไร”
จิ่วเอ๋อร์มองดูฮวาเอ๋อร์ด้วยความใที่อีกฝ่ายก้าวต่อไปจนชิดก้อนหินเอื้อมมือเข้าไปจับคอ(ข้าคิดว่าตรงนั้นคือคอของเ้างูนั่น) นางกล้าทำได้อย่างไรต่อจากนี้ไปข้าต้องระวังตัวเพิ่มขึ้นหากทำให้นางโกรธศิษย์น้องข้าอาจจะจับงูมาแกล้งข้าก็ได้นางจับงูนั่นหย่อนใส่ลงไปในถุงผ้าแล้วผูกปากถุงหย่อนลงตะกร้าเก็บสมุนไพรด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยเป็อย่างมากหลังจัดการเก็บเ้างูนั่นเสร็จยังไม่ลืมหันมาทำตาโตใส่นางอีก
“ท่านสิทำอะไร ศิษย์พี่ท่านผลักข้าเข้ามาหามันท่านไม่กลัวข้าโดนงูทำร้ายหรืออย่างไร”
“ข้าขอโทษ ข้าใ ข้ากลัวงูมากที่สุด ที่สุดของชีวิตเลยนะเ้าอย่าโกรธข้านะ”
“เ้าไม่กลัวมันเหรอ กล้าใช้มือจับ”
“ไม่กลัว”
ในชาติก่อนข้าเคยเลี้ยงงูและข้าไม่กลัวงูที่สำคัญเ้านี่สวยงามแปลกตาข้าจะนำกลับไปเลี้ยงไว้เป็เพื่อนที่อาราม
ภายในถุงผ้า
เ้ามนุษย์ไร้ค่ากล้าจับข้ามาขังไว้ในถุงผ้าถ้าข้าไม่ถูกสาปไว้ข้าจะเคี้ยวเ้าให้ละเอียดเชียวเชื้อสายัเช่นข้าต้องมาขดอยู่ในถุงช่างน่าตายนักคอยดูเถอะพลังเวทย์คืนมาเมื่อใดจะต้องให้เ้าขอโทษข้าให้จงได้
เช้ารุ่งขึ้นหลังจากจัดการอาหารเช้าที่ประกอบด้วยกระต่ายที่โชคร้ายโผล่เข้ามาใกล้พอดีจึงกลายเป็กระต่ายย่างผลไม้ที่เก็บมาตามทางแค่นี้ก็มีอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว
ทั้งสองเริ่มขึ้นเขาต่อไปต้องลึกเข้าไปอีกสักเท่าใดจึงจะพบสมุนไพรทั้งสองสภาพเราทั้งสองตอนนี้ไม่เหลือคราบผู้บำเพ็ญเพียรที่สงบเรียบร้อยอีกต่อไปคล้ายขอทานที่ย่ำแย่สกปรกมอมแมมทั่วทั้งตัว พื้นที่เหยียบก็ทรุดลงอย่างกระทันหัน
“ศิษย์น้องเ้าระวัง!.."
“จิ่วเอ๋อร์!!!”
พวกเรากำลังล่วงหล่น….
อุ๊ค…ขาข้า(เหมือนหมูทับขา) จิ่วเอ๋อร์ ศิษย์พี่ท่านหล่นมาบนตัวข้าข้ากำลังจะตายใครก็ได้ช่วยด้วย ยัง..ยังนั่งอยู่อีกลงไปจากตัวข้าได้แล้ว
“ศิษย์พี่ ท่านลุกจากตัวข้าก่อนได้หรือไม่”
เสียงครางเบาๆข้างใต้ทำให้ข้าหายใมิน่าทำไมตกลงมาตั้งไกลไม่รู้สึกเจ็บหนักที่แท้ศิษย์น้องที่น่ารักเสียสละเป็เบาะรองให้ข้านี่เองละอายใจยิ่งนัก 555
“ข้า ขอโทษ” ข้าขยับลงจากตัวนางแล้วเอื้อมไปประครองนางค่อยๆขยับตัวขึ้น
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง ค่อยๆ ไหวไหม เจ็บมากไหม”
“เ้า .. เ้าช่างน่าตายยิ่งนัก ทำไมไม่รีบลุกออกจากตัวข้าข้าไม่พูดกับเ้าแล้ว”
“ฮวาเอ๋อร์ ฮ่าฮ่าฮ่า..ไม่ไหวแล้ว หน้าเ้า…ดำยิ่งนัก”
จิ่วเอ๋อร์ขำหนักมากพลางชี้นิ้วไปที่ใบหน้าจิ่วเหมยฮวาทั้งสองคนหล่นลงมาบนพื้นที่อ่อนนุ่มเป็ดินโคลนมีใบไม้ทับถมเป็จำนวนมากทำให้ไม่ได้รับอันตรายมีเพียงรอยขีดข่วนที่เพิ่มขึ้นมาและจุดฟกช้ำตามร่างกายไม่กี่จุดอยู่ๆจิ่วเหมยฮวาก็ยิ้มก่อนเอื้อมมือมาอย่างว่องไว หน้าข้า!!!
“เ้าแกล้งข้า”
“เพื่อความเท่าเทียมไงศิษย์พี่”
จิ่วเหมยฮวาละความสนใจจากศิษย์พี่ของนางไปสนใจเ้างูขาวที่เก็บมาจิ่วเอ๋อร์มองดูท่าทางรักใคร่เอ็นดูของจิ่วเหมยฮวา(เหมือนนางจะชอบมันมาก)หรือข้าจะต้องพยายามชอบ(งู)ตามนางไปด้วยเพราะคงจะต้องเจอกันไปตลอดทางจนกว่าจะกลับถึงอาราม
“เป็อย่างไรบ้าง เ้างูน้อย เ้าถูกพวกข้าทับแบนไปแล้วหรือยังเ้ายังดีอยู่หรือไม่”
จิ่วเหมยฮวาเทงูขาวออกมาจับคอไว้ยกขึ้นสูงในระดับสายตามองเห็นแล้วจับมันหมุนไปหมุนมาดวงตากลมโตจ้องมองตรวจสอบทุกมุมจับไปแกว่งในน้ำจนนางคิดว่าสะอาดแล้วเอาผ้ามาซับจนเกล็ดแห้งสนิท จับแมลงมาป้อนเ้างูขาวไม่กิน(ข้าไม่กินของชั้นต่ำนั่นหรอก ข้าคือัเชียวนะ)สุดท้ายเห็นเ้างูขาวไม่ยอมอ้าปากกินนางก็เก็บลงห่อผ้าไว้อย่างเดิม