บทที่ 22 แรงใจ
“อาหารจำพวกพืชของเรา ตอนนี้มีเพียงพอ แต่การขาดเนื้อสัตว์ ทำให้พละกำลังของเราลดลงไปหลายส่วน เราต้องแก้ไขเื่นี้เป็อันดับแรก” ไนซ์เอ่ยขึ้น ขณะที่ หนึ่ง กำลังสอนคนในหมู่บ้านทำน้ำด่างจากขี้เถ้า เพื่อนำมาแช่หัวบุกที่หั่นจนบางเฉียบ โดยให้เด่นและนุชเป็คนลงมือทำ
หนึ่งอธิบายผ่าน จิตสำนึกร่วมเฉพาะกลุ่มให้ ฝน นัท และไนซ์ เข้าใจว่า ผู้ที่ได้ความสามารถของ สายแมลงอย่างทั้งสามคน อาจไวต่อผลึกออกซาเลต ซึ่งเป็สารพิษในหัวบุก เพราะในอดีตสามารถใช้น้ำต้มหัวบุกกำจัดแมลงได้ และห้ามทั้งสามบอกเื่นี้ต่อคนภายนอกเด็ดขาด
“พลัง..งาน.. มันต่ำ.. แต่...อิ่ม...นาน” หนึ่งพูดอธิบายประโยชน์ของหัวบุก แต่ทุกคนกลั้นหายใจฟังอยู่นานกว่าจะจบประโยค
“นั่นมันทำอะไรของมัน” เสียงออดพูดขึ้นลอยๆ ทุกคนหันไปมองตามสายตาของเขา
ข้างบ้านพักนักเลง ซึ่งเป็กรงเหล็กที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มานานแล้ว สองกำลังโอบกอด ลูบคลำต้นยางนาใหญ่ไร้ใบ นอกจากหนึ่งและสอง ผู้ที่เพิ่งกลับมา คนในหนองนกเอี้ยงทุกคนที่ยังเหลือรอด ล้วนเคยถูกมัดตรึงไว้กับต้นไม้ั์ที่ดูเหมือนเสาค้ำฟ้าต้นนี้
“ต้นไม้ต้นนี้ มันยังไม่ตาย มันกำลังดิ้นรนเพื่อมีชีวิต” สองพึมพำ แต่ทุกคนซึ่งผ่านการกลายพันธุ์มาแล้วย่อมได้ยินชัดเจน
สองถกม้วนขากางเกงขาสั้นที่เขาใส่อยู่ขึ้นมา แล้วนั่งลงหันหน้าเข้าหาต้นยางนาั์นั้น
“เฮ้ย! นั่นเอ็งจะทำอะไร!”ออดแผดเสียงถาม
“อาตมาเป็พระ! ต้องนั่งฉี่!” สองตอบเสียงดังฟังชัดตามบุคลิกของเขา พร้อมเสียงฉี่พุ่งจ๊อกเป็สาย ผู้หญิงในหมู่บ้านทุกคนต่างเบือนหน้าหนี ปุ๊กผู้เป็ภรรยาของเขาอายจนหน้าแดง
“แล้วไอ้พระบวชสดใหม่รายวันอย่างเอ็ง ต้องมาเยี่ยวให้คนดูทั้งหมู่บ้านด้วยเรอะ! มันสำรวมมั้ย! แบบนี้เค้าเรียกเยี่ยวแสดงอาณาเขต นี่สวนทิดหนึ่งมันนะโว้ย!”
“อาตมากำลังส่งแรงใจช่วยยางนาต้นนี้!”
“เฮ้ยๆ ระวังแรงใจของมึงจะกระเด็นมาเลอะขาน้า!” เสียงของทั้งคู่ลั่นหมู่บ้านพอกัน ไข่ที่นั่งอยู่ไกลหัวเราะกั้กๆ
สัตว์ป่าที่ย้ายถิ่นจากเขตป่าใหญ่เพราะต้นไม้ล้มตายเกือบหมด และสัตว์กลายพันธุ์ต่างๆ เหลือรอดจากโลกวิบัติไม่มากนัก ตอนนี้คนของหนองนกเอี้ยง ต้องตระเวนออกห่างจากหมู่บ้านมากขึ้น กระนั้น โอกาสจะได้เนื้อสัตว์ก็ไม่มากนัก เพราะพวกตัวสั่นเองก็ออกหากินทั่วทุกหนแห่งเช่นกัน
“เราต้องทำฟาร์มปศุสัตว์ แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นได้ เราต้องเริ่มจาก สร้างพลังงานไฟฟ้าก่อน เพราะมันจะเป็จุดเริ่มต้นให้เราสร้างทุกๆอย่างได้ง่ายขึ้น” ฝนออกความเห็น
“อยากมีไฟฟ้าก็ต้องมีไดนาโม ไม่มีแสงแดดแบบนี้ เราใช้โซลาร์เซลล์ไม่ได้ พวกเราไม่มีใครทำไดนาโมเป็ ต้องไปหาคนที่มีความรู้เื่นี้” นัทเสนอ
“คนที่มีความรู้เื่ไดนาโม มันจะไปหาที่ไหนได้ ร้านพวกนี้อยู่ในเมือง ป่านนี้เป็พวกตัวสั่น หรือโดนตัวสั่นกินไปหมดแล้ว” นุชราดน้ำเย็นดับความหวังของทุกคน
“อาจต้องลองค้นหาดู ถ้าได้ช่างไฟฟ้า ช่างไดนาโม หมู่บ้านเราก็มีโอกาสพัฒนาได้” นัทยังไม่ยอมตัดใจ
“คิดอะไรให้มันยากขนาดนั้น” จิตสำนึกร่วมของหนึ่งส่งถึงทุกคน
“เครื่องปั่นไฟฟ้า พวกร้านคลังสินค้าตกแต่งบ้านมีทุกร้าน วัสดุไท โปรโฮม โฮมเมกา เฮาส์โกลบอล จะเอาเท่าไรก็ได้ แต่มันอยู่ในเมือง ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้น” หนึ่งเผยถึงแผนที่เขาวางไว้
“จะบุกเมือง ต้องมีอาวุธ อุปกรณ์” เด่นที่พูดน้อย เอ่ยออกมา
“ยึดที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจร้างสิ ตอนเป็คนธรรมดา น้าเข้าไปไม่ได้ พวกตัวสั่นมันอยู่ข้างใน” ออดเสนอ
“ห้องเก็บของกลางไง ของดีเพียบ ไม่ใช่ทำเหมือนเล่นเกม งัดแค่ลิ้นชักโต๊ะในห้องทำงาน” นัทว่า
“ถ้าเราใช้เครื่องปั่นไฟ โดยใช้ไบโอดีเซลจากสบู่ดำ เราก็จะมีไฟฟ้าใช้่ที่เราจำเป็ เช่นเชื่อมเหล็กทำประตู คอกเลี้ยงสัตว์ ปัญหาคือ เสียงและแรงสั่นะเืของเครื่อง จะเรียกลูกค้าเข้ามาบริโภคทั้งสัตว์ที่เราจะเลี้ยง และทั้งตัวพวกเราเอง ถ้ามาทีเดียวหลายร้อย หรือเป็พัน หนองนกเอี้ยงก็สลายหายไปแล้ว” ไนซ์กล่าว
“ดังนั้น เื่ที่เราจะต้องทำพร้อมกับการหาอาวุธและอุปกรณ์ คือกำจัดพวกตัวสั่นให้หมดสิ้นในรัศมี 20 กิโลเมตรรอบหนองนกเอี้ยง พื้นที่ชนบทที่ผู้คนไม่หนาแน่นนักแห่งนี้ หลังวันสิ้นโลกก็ตายกันไปเกือบหมด พวกตัวสั่นทั่วทั้งอำเภอนี้คงมีไม่เกินห้าพันคน แต่เพราะพื้นที่มันกว้างมากพวกมันเลยอยู่กระจัดกระจาย ซึ่งที่ว่าการอำเภอและสถานีตำรวจที่อยู่รั้วเดียวกันนั้น เรียกง่ายๆว่าศูนย์ราชการ ก็อยู่ในรัศมี 20 กิโลเมตรที่ว่านี่ด้วย และจากการจับสังเกตด้วยคลื่นเสียงต่ำมานานแล้ว ทั้งสองสถานที่นี้มีตัวสั่นรวมกันไม่เกินสองร้อยคนเท่านั้น” หนึ่งส่งข้อมูลผ่านจิตสำนึกร่วม
“ทำไมถึงเรียกเป็คน พวกนั้นเราไม่เรียกเป็ตัวกันหรอกเหรอ” ออดถาม
“พวกมันเป็คนครับน้า เหมือนกับพวกเรา เพียงแต่การวิวัฒนาการแตกต่างกันออกไปเท่านั้น” หนึ่งอธิบายความคิดของเขา
“ความจริง ศูนย์ราชการอย่างที่ว่าการอำเภอ หรือสถานีตำรวจ ใครๆก็คงคิดว่ามันเป็ที่รวมพลของพวกตัวสั่นจำนวนมหาศาล แต่นั่นมันเป็แิจากหนังหรือเกมที่ไม่สมเหตุผล ่หลังวันสิ้นโลก ทุกคนก็ต่างทิ้งหน้าที่กลับไปหาครอบครัวตัวเองกันหมดแล้ว ที่นั่นจึงถูกทิ้งร้าง มีแค่เพียงเ้าหน้าที่ที่ตกค้างเล็กน้อย กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์และตลาดแถบนั้น สภาพโลกแบบนี้ คนปกติตายกันหมดแล้ว เหลือพวกตัวสั่น คิดออกเป็เปอร์เซนต์แล้วก็ไม่มากนัก การเข้าไปในหมู่บ้านใหญ่ๆยังน่ากลัวกว่ามาก” ข้อมูลของหนึ่งที่ส่งผ่านจิตสำนึกร่วมทำให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น
“ทั้งหมู่บ้านเราตอนนี้มี 46 คน ต่อให้ภายในรัศมี 20 กิโลเมตรนี้พวกมันจะมีมากแค่ไหน เราก็จัดการได้ไม่ยาก เก็บไปเรื่อยๆ ครั้งละห้าคนสิบคน ดีกว่าปล่อยให้พวกมันวิ่งเข้ามาหาเราทีเดียวเป็ร้อยเป็พัน ด้วยความสามารถที่ได้หลังจากการกลายพันธุ์นี้ พวกเราทำได้แน่ แค่อาจต้องระวังพวกคลานซึ่งเป็ตัวสั่นระดับสอง ส่วนระดับสามจะแบ่งเป็สองสาย คือ 'ตัวโดด' ที่เร็วมาก กับ 'ตัวดัน' ที่ทรงพลัง และพวกมันเริ่มใช้ความคิดเป็แล้ว” ไนซ์อธิบายต่อ
“พวกรอดที่เป็ชาวบ้านทั่วไปมีกำลังที่เหนือกว่าตัวสั่นและใช้อาวุธเป็ สามารถชนะตัวสั่นธรรมดาได้แน่ แต่ถ้าเจอขั้นสองตัวต่อตัวอาจเสียเปรียบได้ จึงควรร่วมมือกันโจมตี หรือปล่อยให้ระดับแกนนำของพวกเราทั้งสิบสี่คนรับมือ แต่หากเจอขั้นสามแล้วไม่มีทีมแนวหน้าหกคนคอยรับมือ ต้องรุมมันอย่างเดียวเท่านั้น ห้ามคิดลุยเดี่ยวเด็ดขาด นี่ผมพูดถึงการใช้อาวุธประชิดนะ... ถ้าใช้ปืนสถานการณ์ก็จะต่างออกไป ชาวบ้านทุกคนสามารถฆ่าขั้นสองได้ง่ายๆ ขั้นสามก็ทำได้ถ้ามีโอกาส แต่ถ้าไม่จำเป็จริงๆ อย่าใช้ปืนจะดีกว่า มันจะเป็การเรียกพวกมันมารวมกัน ะุเรามีไม่พอแน่ เก็บเงียบๆ เบาแรงกว่าเยอะ” ไนซ์มองกวาดไปที่ทุกคน
“แต่ถ้ามันจำเป็จริงๆ ก็อย่าได้ลังเล ต้องเอาชีวิตให้รอดเป็อันดับแรก เื่หลังจากนั้นเราค่อยคิดแก้ไขกัน”
ไนซ์ชี้ให้ดูรายชื่อกลุ่มสิบสี่แกนนำ ประกอบด้วย หนึ่ง ฝน ไนซ์ นัท เด่น นุช กานต์ เหนือ ไข่ สอง ปุ๊ก ออด ดอก และอ้อน
ส่วนทีมแนวหน้าที่แยกออกมาจากแกนนำอีกที คือ หนึ่ง ออด สอง เด่น ฝน และไข่
“การแบ่งกลุ่มแบบนี้ ไม่ใช่การแบ่งแยกนะครับ แต่เป็การแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสมของสายพลังรบ เพื่อให้ทุกคนในหนองนกเอี้ยงปลอดภัยที่สุด หลังจากวางแผนและแบ่งกลุ่มกันแล้ว จะแจ้งรายละเอียดให้ทุกคนทราบในภายหลังนะครับ วันนี้พอแค่นี้ก่อน”
ไนซ์เอาแว่นตาของเขาขึ้นมาเช็ด แล้วใส่กระเป๋ากลับตามเดิม ออดเห็นก็สงสัย อดถามไม่ได้
“ปู่เห็นเอ็งเอาแว่นตามาเช็ดบ่อยๆ ดูแลรักษามันอย่างดี ทั้งที่เอ็งไม่ต้องใส่มันแล้ว ตาเอ็งดีพอๆกับตาของเสือนักล่าเลยนี่นา” ไนซ์นิ่งไปสักครู่ ก่อนพูดกับออด แต่ก็ได้ยินกันทั่วทุกคน
“ปู่เคยได้ยินเื่เล่าเื่นี้ไหม… คนขาพิการคนหนึ่ง ใช้ไม้เท้าประคองตัวเองมาทั้งชีวิต วันหนึ่งมีคนรักษาขาให้เขาจนหายดี ลุกเดินได้อย่างมั่นคง ปู่รู้ไหม สิ่งแรกที่เขาทำคืออะไร… เขาฟาดไม้เท้านั้นจนมันหัก แล้วโยนทิ้ง กระทืบมันซ้ำ แล้วโห่ร้องอย่างดีใจ”
“ดูมันเป็เื่ปกติ สมเหตุสมผลที่ใครๆที่เป็แบบนั้นจะทำใช่ไหมครับ แต่ผมกลับเกลียดคนแบบนั้นที่สุด อะไร หรือใคร ที่เคยช่วยเหลือผม ผมและครอบครัวไม่เคยลืม แม้แต่แว่นตาที่ไม่ได้ใช้แล้วอันนี้ก็เช่นกัน ครอบครัวผมมีความเห็นว่า การวิวัฒนาการ การกลายพันธุ์อะไร ก็ไม่ควรกลืนกินสำนึกส่วนนี้ของเราได้ครับ ”
ออดเข้าใจบางอย่าง ครอบครัวนี้ให้ความช่วยเหลือเขาและหนองนกเอี้ยง ทั้งที่สามารถเอาตัวรอดไปได้เองนานแล้ว มันอาจมาจากคำพูดง่ายๆของเขา ว่าจะดูแลครอบครัวของหนึ่งในตอนที่หนึ่งเอ่ยคำลาตายครั้งนั้น หรืออาจเกิดมาจากการร่วมมือของคนในหมู่บ้าน ที่ช่วยหาทรัพยากรในวันที่ไนซ์ก้าวผ่านการกลายพันธุ์ หรืออาจทั้งสองอย่างก็เป็ได้