ตอนที่ 2 ดั่งบุตรที่ฝากฝัง
ชาร้อนถูกรินจนหมดกา ด้านหน้าเป็เชลยชายสอง หญิงหนึ่งถูกเฆี่ยนตี อ๋องใหญ่ทนมองอยู่หลายเค่อ เหวินเกอก็ยังไม่โผล่หัวออกมาพบ กระทั่งหม่าซือจวนจะทนไม่ไหว ยกตัวถืออาภรณ์เหลืองทองอันยาวเฟื้อยเตรียมจะจากไป
"ขออภัยอ๋องใหญ่ ที่ข้าผู้ต่ำต้อยเสียมารยาท ให้ท่านชะเง้อชะแง้ชูคอรออยู่นานสองนาน" คำพูดของเขาฟังแล้วไม่ค่อยอภิรมย์นัก แต่หม่าซือก็คุ้นชินกับมันเสียแล้ว
"ไหนกันที่ข้าจะโทษเ้า ตาเฒ่าอย่างข้าแก่ตัวมาก็มีแต่บ้านเมือง ไร้ทายาท ไร้น้ำยา แต่ไหนแต่ไรแล้วข้าก็เห็นเ้าเป็ดั่งบุตร ทีหลังอย่าได้กล่าวว่าตนต่ำต้อย" เขายังทำเหมือนอย่างเคยทุกอย่างมิมีเปลี่ยนแปลง ต่างจากเหวินเกอที่เปลี่ยนไปเป็คนละคน เด็กน้อยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วเหมือนนกแก้วในวันนั้น กลายเป็ชายป่าเถื่อน ปากร้าย ใจโฉด ไม่ไว้หน้าหัวดำหัวขาว
"ั้แ่แต่งตั้งข้าเป็อ๋องน้อย ถอดยศซื่อจื่อ ผลักไสให้รับผิดชอบสำนักประจิม ข้าแทบจะลืมเลือนโฉมหน้าของท่านไปเสียแล้ว" นานทีปีหนจะได้พบกัน เหวินเกอไม่ลืมที่จะพูดส่อเสียด
ในใจของท่านอา ได้ฟังคำพูดของเขาแต่ละคำ สุดแสนปวดใจ ถึงจะเป็อ๋องใหญ่กุมอำนาจ แต่ไม่โต้ตอบ ทำได้แค่อดกลั้นไม่โกรธเคือง ทั้งที่เบื้องลึก สงสัยมาโดยตลอด ว่าเพราะเหตุใดกัน เหวินเอ๋อร์ผู้น่าเอ็นดู ถึงได้เปลี่ยนมาเป็คนที่มีใจคอเช่นนี้
"งานราชการรัดตัวจนข้าปลีกมาหาเ้าไม่ได้ อีกทั้งเหวินเกอตัวน้อย เป็ศิษย์ที่ตาเฒ่าอย่างข้าฝึกฝนมาแต่เล็กแต่น้อย มีอะไรให้ห่วงกัน" ถึงแม้เขาจะโตป่านนี้แล้ว อายุอานามปาไป 30 ปี หม่าซือก็ยังเห็นเขาเป็เพียงเด็กน้อยคนเดิมในสายตา
"พูดเช่นนี้ไม่กระดากปากก็แล้วแต่ท่าน แต่คนฟังเช่นข้า ฟังแล้วกลับรู้สึกสะอิดสะเอียนชวนอ้วก หากมีกระโถนใกล้มือ คงบ้วนถุยเสียแล้ว" มาดเ้าสำนักประจิมค้ำคอ กระทั่งกับอ๋องใหญ่เขายังจองหอง
"เหวินเกอ ข้ามาที่นี่ก็เพราะได้ยินว่า เ้า้าแต่งกับหลิวจิ่นอี บุตรีที่ขุนนางหลิวหวงแหนงั้นเหรอ "
"หากนั่นเป็ความปรารถนาของเ้า ข้าก็จะออกหน้าสู่ขอให้ อีกทั้งยังยินดีออกราชโองการบีบบังคับให้สกุลหลิวดิ้นไม่หลุด "
ั้แ่เซียนเมิ่งจากไป คำพูดก่อนสิ้นใจดังก้องในหัวไม่อาจลืม ในฐานะที่หม่าซือเป็ญาติเพียงคนเดียวที่มิประสงค์ร้าย เขายินดีทำทุกอย่างให้เหวินเกอสุขสมใจเท่าที่จะทำได้ ยกเว้นเสียแต่การส่งต่อบัลลังก์ที่สมควรเป็ของซื่อจื่อั้แ่แรก
*หลิวช้วนเหลียง อัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ ขุนนางขั้นเก้า ยศใหญ่ที่สุดในเหล่าขุนนางทั้งหมด รู้นอกรู้ในเป็อย่างดี ดั่งมือขวาของอ๋องใหญ่ อีกทั้งหลิวจิ่นอี บุตรีเพียงคนเดียวของเขายังงดงามเป็ที่หมายปองจากคนทั้งเมือง*
วันเดียวกันนั้น... หลังจากเดินทางออกจากสำนักประจิม อ๋องใหญ่ยังไม่ทันได้เอนตัวลงพัก หลิวช้วนเหลียงเข้าพบหม่าซือด้วยสีหน้าไม่พอใจเป็อย่างยิ่ง
"ลายพระหัตถ์นี้เป็ของท่าน แท้จริงแล้วมันหมายความว่าเช่นไร " ขุนนางหลิวกางแผ่นผ้าผืนหนาออกต่อหน้าอ๋องใหญ่หวังทวงถาม
"แต่ไหนแต่ไร ท่านเป็ผู้ที่รู้ใจข้ามากที่สุด เหตุฉไหนต้องถามให้มากความเล่า " หม่าซือยกมือลูบเคราไปพลางๆ พร้อมเบี่ยงหน้าพูด
"หลิวจิ่นอี นางงดงามทั้งภายนอกและภายใน อีกทั้งยังอ่อนโยนเหมือนดอกบัวอ่อน หัวหน้าสำนักประจิม แม้จะสูงส่งยศอ๋อง อีกทั้งยังมีพระยศเป็ถึงเครือญาติของท่าน แต่ชื่อเสียงเลวทราม ชมชอบการเฆี่ยนตีเป็จิตใจ ข้านี้พอได้ยินมาบ้าง บัดนี้หากยินยอมให้บุตรสาวออกเรือนปรนนิบัติคนเช่นนี้ ข้าก็ไม่สมควรเป็พ่อคนแล้ว" เขากล้าต่อปากต่อคำกับอ๋องใหญ่แบบไม่กลัวตาย เพื่อคัดค้านการตัดสินใจนี้ ต่อให้ต้องผิดกับเบื้องสูงก็ยินยอม
"กล้าดียังไงมาต่อว่าเหวินเอ๋อร์ต่อหน้าข้า ชื่อเสียงฉาวโฉ่แล้วอย่างไร รังเกียจเครือญาติสกุลหวงอย่างนั้นหรือ !!! " หม่าซือรู้สึกเสียหน้า โกรธเคืองหน้าเขียวจนหนวดกระตุก แม้ปากจะคัดค้านผู้อื่น แต่ในใจรู้ดีว่าเหวินเกอเกินเยียวยา
"ข้าเป็ถึงอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ ขุนนางขั้นเก้า ยศน้อยเพียงนี้ ไหนเลยจะกล้าตำหนิเ้าสำนักประจิมและอ๋องใหญ่" ช้วนเหลียงกล่าวส่อเสียดก่อนจะคำนับลงด้วยสีหน้ามิพึงใจ
"สิ่งที่เ้า้า ข้าเปลี่ยนแปลงให้ไม่ได้ ขุนนางหลิวจงยอมรับเสียเถอะ ทั่วเขตแคว้นมีเพียงบุตรสาวของท่านที่คู่ควรกับเขา อีกทั้งข้าเป็นายเหนือหัว ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ "
รุ่งเช้าวันต่อมา...
อ๋องใหญ่ชิงอ่านราชโองการ ประกาศให้คนทั้งโถงได้ทราบทั่วกัน ดักคอหลิวช้วนเหลียงกลางคันมิให้คัดค้าน
"ทุกท่านจงฟังคำสั่งของข้า นับจากนี้หวงเหวินเกอ หรืออ๋องน้อย ผู้คุมบังเหงียนทุกหย่อมหญ้าแห่งประจิม เหมาะสมแก่หงส์ฟ้า หลิวจิ่นอี งดงามทุกประการ ควรคู่แก่การรอคอยของชายหนุ่ม สมรสนี้ฟ้าดินเป็พยาน พวกท่านจงยินดีเป็เสียงพ้อง นับจากนี้สามวัน พิธีมงคลจะจัดขึ้นที่จวนอ๋องเหวิน จบราชโองการ..."
ณ จวนสกุลหลิว...
ช้วนเหลียงกลับเข้าจวนด้วยทีท่าฟึดฟัด หว่างคิ้วขมวดชนกันเด่น เขาระบายอารมณ์กับคนเลี้ยงม้าด้วยแส้หวาย
"เสียงเอะอะอะไรกัน...ท่านพี่... เหตุใดท่านอารมณ์รุนแรงเพียงนี้ งานราชการไม่เป็ไปดั่งใจหรือ" ฮูหยินหลิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนไหว นางเห็นบรรยากาศไม่ค่อยดี เข้าแย่งแส้ กุมมือสามีแน่น เกลี้ยกล่อมให้เย็นลง ยกมือถือแขนจูงพาเขาเข้าเรือน โบกพัดเย็นๆ เทชาลงจอกให้ดื่ม
"นายหญิงเ้าค่ะ น้ำแกงร้อน และขนมหวานจากเกสรบัวเ้าค่ะ" เสี่ยงชูเนื้อตัวมอมแมมไปด้วยเขม่าถ่าน ยกสำรับอาหารว่างแก่เ้าเรือน
"หืม... แม่นางน้อยผู้นี้คือใคร ? "
"ฮูหยิน... แม่นางน้อยผู้นี้เป็ใครกัน ข้าเป็นายใหญ่ แต่กลับไม่คุ้นใบหน้าอันละเมียดละไมของนางแม้แต่น้อย" ครั้งแรกที่ได้พบ หลิวช้วนเหลียงรู้สึกต้องตา ถึงขั้นต้องรีบเอ่ยถาม
"ท่านพ่อ แม่นางเป็ของข้า ท่านจะมองนางด้วยสายตาเช่นนั้นได้ยังไงกัน ผู้เฒ่าเช่นท่านเหตุใดไม่รู้จักเกรงใจภรรยา " หลิวจิ่นอีเห็นสีหน้าแววตาของบิดา รู้ทันยันความคิด ยังไงซะจวนหลิวไม่เหมาะที่จะมีอนุเพิ่มอีกคน
"ท่านพี่ แม่นางน้อยผู้นี้ มีนามว่า เสี่ยงชู เป็เพียงเด็กสาวชั้นต่ำที่ข้าซื้อมาจากตลาดทาส สาวใช้ก้นครัวอย่างนาง ไม่สมควรเสนอหน้าออกมาเพ่นพ่าน อาจจะเป็เพราะนางยังด้อยประสบการณ์ เข้าจวนหลิวเป็ครั้งแรก จึงยังมิรู้ว่าอันใดถูกอันใดควร คราวหน้าข้าจะสั่งสอนนางให้เข้มงวด ท่านพี่เชิญดื่มน้ำแกงก่อนเถิดเ้าค่ะ" ฮูหยินหลิวรีบรับน้ำแกงและขนม เตรียมปรนนิบัติเอาใจสามี กล่าวตำหนิซ้ำย้ำว่านางต่ำต้อยมิคู่ควรกับส่วนอื่น นอกจากโรงครัวอันซอมซ่อ
"เสี่ยงชู เ้าชื่อเสี่ยงชูเหรอ? " คุณหนูจิ่นอีเจ๊าะแจ๊ะไม่หาง ราวบุรุษหยอกเย้าสตรี
"เ้าค่ะ หลีเสี่ยงชู เป็ชื่อของข้า" สาวใช้ผู้ถูกขายทอดตลาด สงบเสงี่ยมเจียมตัว ขนฟืนต่อไป ร่างกายเคล้าเหงื่อปอนๆ
"เ้าหยุดอยู่นิ่งๆเสียทีได้ไหม ไหนดูซิ ให้ข้าได้ดูโฉมหน้าของเ้า" หลังจากที่ตามตอแยมาถึงก้นครัว จิ่นอีคนงามไม่สนสายตาผู้ใด ยืนกอดอกมองนางได้เพียงครู่ก็อดใจไม่ไหว คว้าลำมือจับนางให้หยุดนิ่ง
"คุณหนูเ้าคะ เสี่ยงชูเนื้อตัวเปรอะไปด้วยกลิ่นเหงื่อ ร่างกายสกปรกไปด้วยคราบฟืน ไม่เหมาะให้มือที่อ่อนนุ่มของท่านัั" เสี่ยงชูลนลาน ทำตัวไม่ถูก อยากจะสลัดแขนก็ทำไม่ได้ สิ่งที่นางทำได้คือร้องขอ แต่ท่าทีเช่นนั้นยั่วยวนหัวใจคนอื่นเป็บ้า!!