ตำนานแม่ทัพจักรพรรดิสยบใต้หล้า

    ตอนที่ 4 โต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยความตรึงเครียด

    ตำหนักไข่มุกโลหิตสวรรค์บัดนี้ล้วนถูกครอบคลุมไปด้วยความตรึงเครียดอย่างถึงขีดสุดก่อนที่เผยให้เห็นภายในที่เป็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารมากมายถูกจัดวางไว้อย่างประณีตและร่างของ 2 บุรุษและ 1 สตรี
    แรงกดดันระดับนี้มีหรือที่ 2 จักรพรรดิจะทนไม่ได้เรียกได้ว่าทุกสรภูมินบที่มันเคยผ่านมาล้วนมามายกว่าแรงดันนี้มากนักแต่เพราะอะไรก็ไม่อาจทราบที่ว่า 2 ราชันล้วนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะที่วางเรียงรายไว้ด้วยของกิน...อย่าว่าแต่การหยิบจับอาหารเลยแม้แต่หายใจยังทำได้ยาก
    “ท่านแม่เป็นข้าเองที่ฝืนปลุกพลังเวทย์ของตัวเอง”โคเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือให้...ให้ตายสิหากใครมากเห็นมหาจักรพรรดิอยู่ในสภาพนี้เขาคงไม่อับอายแย่อย่างนั้นหรือ?
    “เป็นเช่นนั้น”ทาเนียกล่าวออกมาเช่นกันน้ำเสียงของนางในตอนนี้ดูนิ่งสงบเป็นอย่างมากทั้งระดับเสียงเอ่ยขึ้นมาที่ไม่ได้ดังจนเกินไปแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ 2 บุรุษได้ยินอย่างชัดเจน
    เพียงการปลายตามองของนางที่จ้องมองไปที่โคและเคแกนกลับทำให้ขนแขนของทั้ง 2 ลุกชันขึ้นอย่างหน้าอัศจรรย์ใจก่อนที่จะบังเกิดเสียงหัวเราะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
    “ท่านพี่กับลูกเป็นอะไรกันข้ายังไม่ทันทำอะไรท่านกับลูกเลยด้วยซ้ำ”ทาเนียเอ่ยออกมาด้วยระดับเสียงเท่าเดิมแต่เพราะเหตุใดมันจึงอ่อนหวานลงอย่างเห็นได้ชัดทั้งเสียงหัวเราะที่ยังแฝงในคำพูดย่อมผ่อนคลายบรรยากาศให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง
    นี่ถึงกับทำให้ทั้ง 2 คนต้องงุนงงเป็นอย่างมากไม่ว่านางกำลังโกรธพวกเขาอยู่อย่างนั้นหรือ ?
    “ท่านแม่ท่านไม่ได้โกรธข้าอยู่หรือ?”โคเอ่ยถามขึ้นมาตามตรง
    “แน่นอนว่าโกรธไม่มีแม่คนไหนหรอกที่ไม่เป็นห่วงลูกพิธีการปลุกพลังเวทย์นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆและไม่อันตรายแต่ในเมื่อมันผ่านมาแล้วและแม่จะโกรธไปให้ได้อะไร”
    “นั่นสินะ เรื่องมันก็ผ่านมาแล้วแต่ทีหลังลูกก็ไม่ควรทำเรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีก”เคแกนเอ่ยขึ้นมาผสมโรงเพราะจริงๆแล้วเขาก็ไม่ได้ผิดอะไรอยู่แล้วและสมควรจะอยู่ในสถานะเฉกเช่นเดียวกับภรรยาเขาที่ต้องคอยสั่งสอนบุตรไม่ใช่มารอการรับการลงโทษจากภรรยาฉะนั้นแล้วเขาพูดนี้ของเขาย่อมเป็นสถานะผู้ถูกล่ามาเป็นผู้ล่าได้อย่างงดงาม
    “ท่านพ่อ!”โคกรู่ร้องอยู่ในใจพร้อมทั้งประเมินจัดอันดับให้ความเจ้าเล่ห์ของบิดาให้สูงขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างช่วยไม่ได้
    เรื่องนี้ที่เคแกนทำแทบจะทำให้โคพูดไม่ออกได้แต่ก้มหน้าภายในสมองกำลังสรรหาคำพูดขึ้นมาเพื่อแก้ต่างแต่จะทำเช่นใดได้ก็ในเมื่อเขาผิดจริงๆนี่....ผิดที่ไม่รู้ว่าโลกใบนี้การปลุกพลังเวทย์มันเป็นเรื่องที่ดูอันตรายขนาดนี้
    ใครจะไปคิดกันละว่าการปลุกพลังเวทย์เพื่อฝึกจะเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับการทำด้วยตัวเองแต่ถ้าเป็นในยุคสมัยของโคแล้วละก็เขาก็คงถูกหยิบยื่นไม่ก็ยัดคำว่าอัจฉริยะให้เขามาตั้งนานแล้ว
    “ลูกไม่ต้องโทษตัวเองไปหรอกเป็นพ่อและแม่ต่างหากที่ละเลยลูกแต่ทีหลังถ้าเกิดจะทำอะไรเช่นนี้อีกก็ดูความเหมาะสมด้วย”เคแกนเอ่ยออกมาด้วยความอบอุ่นพลางลุกขึ้นเดินมาโคด้วยท่าทีที่นุ่มนวลอย่างถึงขีดสุด
    “เอาละทีนี้ในเมื่อเจ้าปลุกแก่นพลังเวทย์ขึ้นมาได้แล้วเราก็จะเริ่มฝึกกันในรุ่งเช้าเลย”สิ้นคำพูดมือของเคแกนก็ถูกนำมาวางไว้ที่หัวของโคอย่างดูน่านำเป็นแบบอย่างแต่ไม่ใช่สำหรับโคและทาเนีย
    เหตุการณ์ในครั้งนี้ช่างกรีดหัวใจของโคยิ่งนักเหตุใดบิดาที่หน้าเคารพของเขาจึงทิ้งเขาไปอย่างหน้าตาเฉยเพียงนี้
    สายตาของนางในตอนนี้นั้นรีดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองไปที่สามีของนาง“ในสายตาข้าลูกโคย่อมเป็นเด็กดีอ่านแต่หนังสือที่ข้าหามาให้ตามคำขอร้องจากเขาทั้งยังวิ่งเล่นไปมาถามนู้นถามนี่แม้จะคำถามจะดูเป็นผู้ใหญ่ไปบ้างแต่ข้าก็รับรู้ได้ว่าเขาคืออัจฉริยะเพราะฉะนั้นแล้วลูกโคย่อมไม่มีเวลามาพอปลุกพลังเวทย์โดยที่ข้าไม่เห็นและที่สำคัญแม้จะอัจฉริยะเพียงใดหากปราศจากศิลาต้นกำเนิดก็ไม่สามารถปลุกพลังได้อยู่ดี”
    คิ้วของเคแกนพลันกระตุกขึ้นอย่างจังฝ่ามือที่สัมผัสบนหัวโคพลันสั่นสะท้านถึงในระดับที่แม้แต่โคก็ยังสัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนที่บนหัว
    “เป็นข้าเองทาเนียที่เลี้ยงดูบุตรไม่ดีปล่อยเขาคลาดสายตา”เคแกนเอ่ยขึ้นมาอย่างจำนนต่อหลักฐานเพราะจริงอยู่พวกเขาทั้งคู่เป็นยอดจอมเวทย์หรือผู้อยู่ในดินแดนจักรพรรดิมนตราทั้งคู่เช่นนั้นแล้วการฝึกซ้อมย่อมสำคัญแต่การเลี้ยงดูบุตรย่อมถือเป็นที่สุดฉะนั้นแล้วทั้ง 2 จึงผลัดกันเลี้ยงดูบุตรชายและไม่อาจให้ข้ารับใช้คนใดทำหน้าที่นี้ได้
    “ท่านหมายความว่าท่านเป็นคนนำศิลาต้นกำเนิดให้โคอย่างนั้นหรือ?”ทาเนียถามหยั่งเชิงออกไป
    เรื่องนี้ที่นางกล่าวยังพอมีเหตุผลอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีหนักถ้าเป็นความจริงเพราะถึงแม้เคแกนจะเป็นผู้ปลุกพลังเวทย์ให้โคด้วยตัวเองแต่คนระดับเคแกนย่อมรู้ในเรื่องนี้ดีว่ามันอันตรายมากเพียงใด แต่ถ้าเขาหน้ามืดขึ้นมาจริงๆหรืออยากจะปลุกพลังเวทย์ให้บุตรชายตัวเองแค่ไหนอย่างน้อยๆเคแกนก็ต้องปรึกษานางก่อนเป็นอันดับแรกเช่นนั้นนางจึงไม่ให้ความมั่นใจกับข้อนี้มากนัก
    “ไม่ ข้าไม่ได้เป็นคนให้ศิลาต้นกำเนิดกับโคแต่เป็นข้าเองที่เอาโคไปฝากให้ดาเวนเป็นคนเลี้ยงดู”น้ำเสียงของเคแกนในยามนี้ล้วนแต่ไร้ซึ่งความหน้าเกรงขามของจักรพรรดิมังกรที่ยิ่งใหญ่
    “เช่นนั้นเรามีเรื่องที่ต้องคุยกัน”นางปลายตามองสามีนางอยู่หนึ่งคราก่อนจะละความสนใจไปเพราะในตอนนี้เป็นเวลามื้ออาหารหาใช่เวลาชี้แจงความผิดไป
    “เป็นเช่นนั้นท่านแม่”โคเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สดใสพร้อมรอยยิ้มที่ปริออกมาจนจะถึงรูหู
    “เอาเถอะชีวิตก่อนของข้าก็ไม่เคยพบเคยเจออะไรเช่นนี้แต่แบบนี้มันก็ดีเหมือนกันนะ”โคครุ่นคิดอยู่ในห้วงจิตสำนึกด้วยจิตใจที่พองโตเป็นอย่างยิ่งเพราะในชาติที่แล้วของมันการระวังตัวถือเป็นสุดที่มีคนที่คุยด้วยแล้วมันเปิดอารมมากขนาดนี้ก็คงหนีไม่พ้นสหายอันน้อยนิดของมัน“พวกเจ้าเป็นเช่นไรกันบ้างนะ”
    หลังจากนั้นการรับประทานอาหารของครอบครัวชาฮานก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นจนเวลาดำเนินผ่านไปเนินนานหลายสิบนาทีสุดท้ายโต๊ะอาหารกลางวันนี้ก็จบลง
    “ท่านพ่อในเมื่อท่านแม่รู้แล้วเช่นนั้นทำไมท่านไม่ลองสอนวิชาอะไรบางอย่างมาให้ข้าละ”โคจ้องมองไปที่บิดาด้วยแววตาที่เปล่งประกายเป็นอย่างมากเพราะมีไม่กี่สิ่งหรอกที่จะทำให้มหาจักรพรรดิเสียอาการได้มากขนาดนี้ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือทักษะวิชา
    “หึ เอาเถอะในเมื่อเจ้าฝึกได้แล้วพรุ่งนี้พ่อจะเล่นเจ้าให้หนักเลย”เคแกนพ่นลมออกมาจากจมูกเมื่อระบายโทสะแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้โกรธจริงหรอก
    ในพริบตาต่อมาที่แหวนของเคแกนจู่ๆก็มีแสงสว่างขึ้นมาก่อนจะเผยให้เห็นเป็นผลึกเวทย์ก้อนหนึ่งเต็มไปด้วยสีแดงฉานมิปานโลหิต
    “นี่คือผลึกทักษะโลหิตมันเป็นสิ่งที่เก็บทักษะวิชาสำคัญๆเอาไว้ภายในเมื่อองค์ประกอบถ้วนกระบวนความและบีบทำลายมันหนึ่งครามวลความรู้ต่างๆก็จะหลั่งไหลเข้าสู่หัวสมองโดยตรง”เคแกนกล่าวอธิบาย“สิ่งนี้แม้จะเป็นสิ่งสำคัญและมีมูลค่าก็จริงแต่ความเร็วในการฝึกทักษะของเจ้าจะรวดเร็วกว่าบุคคลที่ฝึกผ่านผลึกธรรมดาที่ใช้เพียงแค่การดูได้ไม่กี่เท่าหรอกนะ”
    นั่นหมายความว่าผนึกนี้เป็นผลึกที่มีความพิเศษอย่างยิ่งเพราะภายการป้องกันที่แน่นหนาจึงไม่แปลกที่จะมีคนนำทักษะวิชาที่สำคัญใส่เข้าไปในผลึกเมื่อความปลอดภัยอย่างถึงที่สุด
    “ท่านพ่อแล้วองค์ประกอบของผลึกนี้คือสิ่งใด?”โคเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพราะอะไรนะหรือเพราะในยุคของเขามันไม่มีไอผลึกอะไรนี่อย่างไรละ
    “โลหิตทายาทหลักของตระกูลชาฮาน”