จากการเฝ้าสังเกตแคลร์ในร่างจริงของฉันผ่านไปแล้ว 3 วัน หล่อนเข้าเรียนตามปกติ ไปอ่านหนังสือในห้องสมุด กินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร พูดคุยกับเพื่อน ๆ และคนอื่น ๆ ได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร แถมยังกลับบ้านตรงเวลาตามที่ฉันเคยกำหนดไว้เสียด้วย ทุกอย่างดูปกติเกินไปจนฉันอดคิดไม่ได้ว่าบางทีแคลร์กำลังทำตัวเป็ฉันอยู่ หล่อนรู้่เวลาของฉันทุกอย่าง รู้ว่าฉันจะไปที่ไหนทำอะไรและหล่อนก็ทำตามแบบอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อดคิดไม่ได้ว่าหากปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไปร่างของฉันได้ถูกแคลร์ยึดอย่างถาวรก็เป็แน่
“เธอมาที่บ้านฉันได้ยังไง” แคลร์ที่อยู่ในร่างของฉันยังคงเล่นละครตบตาได้แเี หล่อนเข้ากับแม่ของฉันได้ดี ไม่มีอะไรผิดสังเกตเลยสักนิด
“ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็คนแบบนี้” ฉันบอกเสียงค่อยขณะที่แม่กำลังเตรียมอาหารเย็นให้เราสองคน วันนี้ฉันต้องรู้คำตอบและเหตุผลให้ได้ว่าทำไมแคลร์ถึงไม่ยอมรับสักทีว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตสะดวกสบายอยู่ในร่างของคนอื่นอยู่
“ฉันต่างหากที่ต้องถามแบบนั้นกับเธอ” หล่อนกระซิบกระซาบกลับมาเช่นกัน
“ได้แล้วเด็ก ๆ สปาเก็ตตี้แสนอร่อย”
“หนูบอกแล้วว่าไม่ใส่มะเขือเทศลงในสปาเก็ตตี้ / หนูบอกแล้วว่าไม่ใส่มะเขือเทศลงในสปาเก็ตตี้” ทั้งฉันและแคลร์ที่อยู่ในร่างของฉันมองหน้าในทันทีที่เผลอพูดประโยคนั้นออกมาพร้อมกัน แม่มองฉันและร่างจริงของฉันสลับกันไปมา
“โทษทีแม่ลืมทุกทีเลย” แม่ยิ้มให้แล้วพยายามเขี่ยมะเขือเทศในสปาเก็ตตี้ในจานของเราออกไปไว้ในจานของตัวเอง “ไม่ยักรู้ว่าแคลร์ก็ไม่กินมะเขือเทศในสปาเก็ตตี้เหมือนกัน” หล่อนเอ่ยยิ้ม ๆ ฉันเริ่มขมวดคิ้วหันไปจ้องคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“นั่นสิหนูก็พึ่งรู้ว่าแคลร์ไม่กินมะเขือเทศเหมือนกัน” ฉันเม้มปากแล้วหรี่ตามอง แคลร์ที่อยู่ในร่างของฉันเลิกคิ้วขึ้นถามก่อนจะเข้ามากระซิบอีดครั้ง
“นั่นต้องเป็ฉันที่ถามไม่ใช่เหรอ”
“...”
“ทานได้แล้ว เดี๋ยวเย็นไม่อร่อยนะ” แม่บอกเมื่อจัดการกับมะเขือเทศในจานของเราเสร็จ ฉันยกยิ้มให้อย่างขอบคุณ
“หนูขอน้ำแอปเปิ้ล/ขอน้ำแอปเปิ้ล” ฉันกับคนที่นั่งข้าง ๆ หันมาจ้องหน้ากันในทันทีเมื่อพูดประโยคที่พึ่งจบไปพร้อมกันอีกครั้ง
“โอ้...” ผู้เป็แม่ถึงกับเบิกตากว้างแล้วทำหน้าตื่นเต้น “พวกลูกนี่กินเหมือนกันเลย งั้นรอเดี๋ยวนะจ้ะ” แม่ไปเตรียมน้ำแอปเปิ้ลที่ตู้เย็นแล้ว ฉันหันไปหาคนข้าง ๆ ทั้งตัว
“นี่เธอรู้ด้วยเหรอว่าฉันชอบชอบดื่มน้ำแอปเปิ้ลตอนกินสปาเก็ตตี้ไปด้วย” ฉันหัวเสียเป็อย่างมากเพราะไม่ใช่แค่ท่าทาง แคลร์ในร่างของฉันตอนนี้ก็อปปี้แม้กระทั่งความชอบในเื่กินของฉันอีก “มันจะมากไปแล้วนะแคลร์”
“นี่” หล่อนเองก็ทำหน้าไม่พอใจกลับมา “ประโยคนั้นก็ต้องเป็ฉันเองอีกนั่นแหละที่ควรถามเธอ” หล่อนว่า ขณะที่กำลังจะอ้าปากเถียงกับไปแม่ก็เอาน้ำแอปเปิ้ลมาเสิร์ฟให้พอดี
“พักยกก่อนเถอะ หลังจากนี้แหละเธอต้องตอบฉันทุกคำถาม”
“ตอบคำถามอะไรกันจ้ะเด็ก ๆ”
“เอ่อ”
“ข้อสอบน่ะค่ะแม่”
..
“อ่า... ฉันล่ะคิดถึงเตียงนี้จริง ๆ” ฉันล้มตัวลงนอนบนเตียงของตัวเองแล้วกลิ้งไปมา คนที่เดินตามเข้ามาอย่างแคลร์ในร่างของฉันเอาแต่ยืนมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระอา “ขอ 5 นาทีแล้วฉันจะจัดการเื่ของเธอแคลร์ ตอนนี้ของีบก่อน” ฉันบอกแล้วหลับตาแต่ยังไม่ทันที่จะเคลิ้มหลับแขนฉันก็ถูกดึงให้ลุกขึ้น
“ฉันไม่รู้ว่านี่มันเื่อะไรนะแคลร์” หล่อนเริ่มพูด ท่าทางหัวเสียของหล่อนทำเอาฉันไม่อยากพูดคุยอะไรในตอนนี้ ได้แต่ใช้สายตามองไปรอบ ๆ จนไปหยุดที่โปสเตอร์วงร็อคสตาร์ชื่อดังในอดีตแล้วเผลอกรีดร้องอย่างดีใจ เพราะฉันจำได้ว่าตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยได้ขอให้แม่ส่งมันมาให้แต่เกิดปัญหาขึ้นระหว่างขนส่งเลยทำให้โปสเตอร์ที่ฉันคอยดูแลไว้อย่างดีหายไปจนไม่สามารถตามหาได้
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะได้มาเจอแกอีกครั้ง” ฉันเข้าไปแล้วแนบหน้ากับโปสเตอร์อย่างคิดถึง แล้วแคลร์ที่อยู่ในร่างของฉันก็รีบมาดึงตัวให้ฉันออกไป
“ฉันว่าเธอทำเกินไปแล้ว” หล่อนบอก “นี่มีลายเซ็นของแท้ของจอห์นเลนนอนเชียว เธออย่าเอาหน้าไปใกล้แบบนั้นสิ ถ้ามันเสียหายขึ้นมาจะทำยังไงมูลค่าไม่ใช่ถูก ๆ นะ” ฉันรู้ดีว่าโปสเตอร์นี้ได้มรดกตกทอดมาจากพ่อเพราะเขาเป็แฟนคลับตัวยงของเดอะบีเทิลส์และนั่นทำให้ฉันชื่นชอบและหลงใหลในทุก ๆ ผลงานเพลงของพวกเขาเป็อย่างมาก เื่นั้นฉันรู้ดี แต่คนที่ยืนอยู่ตรงนี้จะมารู้ดีไปกว่าฉันได้ยังไง หล่อนไม่มีทางรู้หรอกว่าโปสเตอร์ชิ้นนี้มีคุณค่าทางจิตใจของฉันมากแค่ไหน
“ฉันต่างหากที่ต้องถามเธอ” ฉันไม่ยอมอีกแล้ว วันนี้ทั้งฉันและแคลร์ต้องจบกันไปข้างนึง “เธอมีความสุขนักหรือไงที่อยู่ในร่างคนอื่นแล้วเอาแต่ทำเหมือนว่าเป็ฉันอยู่นั่นแหละ”
“เธอพูดบ้าอะไรอีกแล้วแคลร์”
“นี่มันบ้านฉัน นั่นก็เตียงฉัน ตุ๊กตาตัวนั้นก็ของฉัน และเธอ ร่างที่เธออยู่นี่ก็ร่างของฉัน!”
“เธอบ้าไปแล้วแคลร์”
“เธอต่างหากแคลร์”
“ต้องให้บอกกี่ครั้งว่าฉันไม่ใช่เธอฉันคือเอลลี” หล่อนยกมือลูบหน้าตัวเองอย่างเหลืออด “เธอควรกลับบ้านเธอไปได้แล้ว”
“เธอนั่นแหละที่ควรกลับ!”
“เธอนั่นแหละ!”
“เธอน่ะสิ!”
เคล้ง ง
เสียงจากชั้นหนึ่งเรียกความสนใจจากเราสองคนให้หยุดทะเลาะ ฉันและแคลร์มองหน้ากันในทันทีราวกับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะรีบวิ่งลงไปยังชั้นล่างอย่างรวดเร็ว ผู้เป็แม่นอนเหงื่อออกเต็มใบหน้าตัวสั่นอยู่บนพื้น ข้างกันมีจานและผลไม้ตกอยู่ใกล้ ๆ
“แม่! / แม่!” รู้ได้ในทันทีว่าอาการของโรคที่แม่เป็อยู่กำลังกำเริบ ฉันวิ่งทรุดเข้าไปประคองร่างของแม่แล้วคอยซับเหงื่อ ใบหน้าของแคลร์ที่อยู่ในร่างฉันกำลังตื่นใ
“ลูกอม ๆ” หล่อนพูดเร็ว ๆ
“ใช่ ๆ ลูกอม” ฉันเรียกให้แคลร์มาช่วยประคองแม่เอาไว้ก่อนจะรีบไปค้นหาลูกอมที่ไว้ตามจุดต่าง ๆ “มันเคยอยู่ตรงนี้ โธ่โว้ย!” ฉันเริมสติแตกเพราะจำได้ว่าเคยตกลงกับแม่เอาไว้ว่าจะเอาลูกอมไว้ตรงไหนบ้าง
“กล่องเล็ก ๆ ข้าง ๆ โต๊ะทีวี” หล่อนะโบอกกับฉันขณะที่ตัวเองพยายามเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของแม่
“มันไม่มี!” ในตอนนี้ฉันเริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นว่าแม่เริ่มหน้าซีด
“ใกล้ ๆ แจกัน ตรงนั้นมีช่องเล็ก ๆ อยู่” หล่อนบอกอีกครั้งและขอบคุณพระเ้า! ที่ตรงนี้ยังมีลูกอมเหลืออยู่ไม่กี่เม็ด ฉันคว้าเอามาแล้วรีบแกะให้กับผู้เป็แม่ แคลร์ที่อยู่ในร่างฉันคอยประคองให้แม่ลุกขึ้นนั่งอย่างระมัดระวัง
“เป็ไง โอเคขึ้นไหม” ฉันถามตอนที่แม่เริ่มกลับมาหายใจปกติเมื่อได้รับของหวาน ในตอนนี้หัวใจของฉันยังเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะแม่ไม่เคยมีอาการเช่นนี้แต่มันนานมากแล้วจนวางใจ พอเจอเข้ากับเื่แบบนี้อีกครั้งกลายเป็ฉันที่ทำอะไรแทบไม่ถูก
“โทษทีจ่ะเด็ก ๆ สงสัยวันนี้แม่ทำงานหนักไปหน่อย”
“แม่ฉีดยาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่คะ” เป็แคลร์ที่อยู่ในร่างฉันเอ่ยถาม หล่อนมีใบหน้าวิตกไม่แพ้กัน
“อ่า... สงสัยแม่ต้องโดนลูกดุเสียแล้ว” เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันจำได้ว่าแม่ใน่เวลานี้ค่อนข้างดื้อ ไม่ชอบทำตามที่หมอบอกแถมยังเอาแต่ทำงานหนักเป็ว่าเล่นอีก
“ต้องให้หนูบอกอีกกี่ครั้งกันคะว่าแม่ไม่ควรจะหักโหม” แคลร์ที่อยู่ในร่างฉันยังพูดต่อ หล่อนดูเป็ห่วงแม่ของฉันมากเกินกว่าจะเป็คนอื่น แถมหล่อนยังรู้ที่เก็บลูกอมที่ฉันกับแม่เคยตกลงกันว่าเก็บไว้ที่ไหนบ้างด้วย
“ไม่หน่า...”
จู่ ๆ ก็แต่คิดเื่ที่หล่อนเอาแต่บอกว่าหล่อนไม่ใช่แคลร์ ถ้าหล่อนไม่ใช่แคลร์แล้วใครกันที่อยู่ร่างฉัน ก็ในเมื่อฉันอยู่ในร่างของแคลร์ คนที่อยู่ในร่างฉันก็ควรเป็แคลร์สิ
“ฉันเอลลี”
ฉันยกมือทึ้งผมตัวเองหลังจากที่หล่อนยืนยันในคำตอบของตัวเองเป็รอบที่ร้อย ตอนนี้เรากลับมาที่ห้องแล้วหลังจากพาแม่พักผ่อนและดูแลความเรียบร้อยจนหมด คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าของฉันทำหน้าที่ได้ดี หล่อนรู้หมดว่าควรทำยังไงไม่ว่าจะกับแม่หรือบ้านหลังนี้คล้ายกับว่ามันเป็เื่ปกติที่หล่อนทำเองอยู่ทุกวัน
“เธอคือเอลลี” ชี้หญิงสาวที่นั่งกอดอกอยู่ตรงหน้า “แล้วฉันเป็ใครกัน” ประโยคหลังฉันถามตัวเองเบา ๆ จริงอยู่ที่ตอนนี้ร่างกายในตอนนี้ของฉันคือแคลร์ แต่ความรู้สึกนึกคิดของฉันคือเอลลี เอลทีที่ได้ย้อนเวลากลับมา
“...”
“...”
“ฉันอายุ 27” พึมพำเบา ๆ
“เธออายุ 17 เองไม่ใช่เหรอแคลร์”
“ใช่...” ฉันยังอึ้งกับสิ่งที่พึ่งรับรู้ “จริง ๆ ฉันอายุ 18 แล้วไม่กี่วันก่อน” และหากจิติญญาฉันคือเอลลีที่อายุ 27 ปี คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็คือเอลลีที่อายุ 18 ปี เธอคือฉันในอดีตอย่างนั้นหรือ
“โอ้... นี่มันซับซ้อนเกินไป ฉันไม่เข้าใจ” ยกมือขึ้นนวดขมับด้วยนิ้วโป้ง เหลือบตามองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็ทำแบบเดียวกันอยู่ “นั่นมันฉันชัด ๆ” นึกอยู่ว่าทำไมบุคคลตรงหน้าที่เข้าใจว่าเป็แคลร์ทำไมถึงเหมือนฉันไปหมดเสียทุกอย่าง
“ไม่เข้าใจอะไร” ฉันอีกคนที่เด็กกว่าถามขึ้น
“ฉันไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้นแหละเอลลี”
ไม่เข้าใจว่าเื่บ้าที่เกิดขึ้นมันคืออะไร เื่น่าปวดหัวนี้คงทำให้เธอสับสนซึ่งฉันก็เป็เหมือนกัน พระเ้า้าให้ฉันย้อนเวลากลับมาแล้วเหตุใดต้องทำให้มันยุ่งยากขนาดนี้ ฉันอยากรู้ว่าท่านเบื้องบนกำลังเล่นอะไรอยู่ หากฉันคือเอลลีที่อยู่ในร่างของแคลร์ แล้วแคลร์ตัวจริงในตอนนี้อยู่ที่ไหน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจสักนิดเลย!
..
“แม่ว่าสองวันมานี้ลูกกลับบ้านดึกเกินไปหน่อยนะซินแคลร์” ฉันเงยหน้าจากจานอาหารเช้าของตัวเองที่คุณนายบิชอปจัดเตรียมไว้ให้ หล่อนเข้ามาพูดคุยกับฉันด้วยเสียงเป็ห่วง
“คือว่าหนู...”
“ติดแฟนล่ะสิ” เควินมาถึงแล้วแย่งบอกในเื่ที่ไม่เป็ความจริงทำให้คุณนายบิชอปอ้าปากค้าง
“จริงเหรอซินแคลร์” แล้วหล่อนก็ทำหน้าตื่นเต้นดีใจ “นี่ลูกมีแฟนกับเขาจริง ๆ เหรอ”
“โอ้ให้ตาย...” ถึงกับยกมือนวดขมับเมื่อผู้เป็แม่ของแคลร์ออกอาการดีใจเกินเหตุ เควินเอาแต่หัวเราะชอบใจที่หลอกได้สำเร็จ
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับต่อจากนี้เพื่อการใช้ชีวิตในร่างของแคลร์ได้อย่างต่อไปคือฉันเป็แค่เด็กอายุ 18 และกำลังเรียนที่ไฮสคูลในเทอมสุดท้ายในโรงเรียนที่ฉันเคยจบมาแล้วครั้งนึง หลังจากที่พยายามเข้าใจและยอมรับว่าร่างจริง ๆ ของฉันก็คือตัวฉันเองในอดีต ฉันต้องกลับมาคิดใหม่ั้แ่ต้นว่าหากนี่คือการย้อนเวลาเพื่อให้ฉันกลับมาแก้ไขความผิดพลาดในอดีต ฉันควรทำอะไรบ้างและอะไรบ้างที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีก
บางทีการกลับมาครั้งนี้อาจจะเป็เื่ที่ดี เพราะอย่างน้อยฉันก็รู้ว่าต่อจากนี้ไปจะมีอะไรเกี่ยวกับตัวฉันเกิดขึ้นบ้าง อย่างเช่น... ฉัน ไม่สิ เอลลี่ในวัย 18 ปี บริบรูณ์ ตอนนี้กำลังซุ่มแอบคบอยู่กับคนดังของโรงเรียนโดยที่ไม่มีใครรู้และฉันก็เห็นเป้าหมายในการย้อนเวลากลับมาแล้ว ในเมื่อต่อจากนี้ไปเอลลีจะถูกหลอกให้รักจนโงหัวไม่ขึ้นจากผู้หญิงที่ชื่อแฮดลี่ย์ สิ่งที่ฉันต้องทำคือขัดขวางความรักของพวกหล่อนไม่ให้มันเกิดขึ้น
“ก็แค่นี้ ง่าย ๆ แค่นี้เอง ฮ่า ๆ ๆ” หัวเราะชอบใจกับความชาญฉลาดของตัวเองหลังจากวางแผนเื่ราวไว้ในหัว สาบานเลยว่าฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถ ยังไงฉันก็จะไม่ยอมให้เอลลีวัย 18 ปี ต้องเสียใจเหมือนกับฉันที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
“ะเิสีทำงาน บู้ม!” แต่ทว่ามันดันติดปัญหาอยู่แค่อย่างเดียว “ดูยัยฮู้ดดี้ขี้แพ้สิ วันนี้หล่อนเป็พิงค์แพนเตอร์ล่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ” ชักเริ่มทนไม่ไหว ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาทำไมแคลร์ถึงใช้ชีวิตจำยอมให้โดนแกล้ง หล่อนทนให้เื่แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน
“แบรนโด้ ฉันว่านายเล่นแรงไปหน่อยนะ ดูสิแบบนี้ฮู้ดดี้ขี้แพ้ของเราจะหาชุดมาเปลี่ยนได้ยังไงชมพูทั้งตัวขนาดนี้ ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอย่างอเล็กซ์ในอนาคตจะได้เป็ถึงครูใหญ่ของโรงเรียนในเมื่อนิสัยสันดานของเขาในตอนนี้ดูเป็เด็กเวรจนอยากจับหัวเขกกับพื้นให้สลบไปเสีย
“แต่เธอก็ดูสวยดีนะ แบบไม่เห็นหน้าน่ะ” แบรนโด้สินะ
ฉันจำชื่อของไอ้เด็กผู้ชายที่ชอบแกล้งแคลร์ได้แล้ว ตอนนี้ฉันรู้ว่าปัญหาเพียงอย่างเดียวคือฉันอยู่ในร่างของแคลร์และหล่อนดันเป็ประเภทที่ถูกกลั่นแกล้งได้ง่าย ถ้าจะช่วยตัวฉันอีกคน ฉันจะต้องจัดการกับปัญหาตรงนี้เสียก่อน
..
“ให้ตาย” พาตัวเองมายังห้องน้ำพยายามล้างสีที่แบรนโด้ใส่ในลูกโป่งแล้วขว้างมาโดนเต็ม ๆ อย่างตั้งใจ ฉันถอดเสื้อฮู้ดตัวนอกออกแล้วซักกับน้ำเปล่าในอ่าง ขยี้อย่างโมโหที่ยังไม่สามารถทำอะไรไอ้เด็กเวรพวกนั้นได้ “คิดว่าตัวเองเท่นักหรือไงเอาแต่ไล่แกล้งคนเขาไปทั่ว ไอ้เด็กเวรเอ้ย” บ่นอย่างหงุดหงิดเพราะคิดว่าอยู่คนเดียวในพื้นที่แห่งนี้
“เหมือนต้องใช้น้ำยาเลยนะ” ใกับใครบางคนเอาแต่มองเสื้อที่เลอะสีในอ่าง “ล้างแค่น้ำเปล่ามันไม่ออกแน่นอนเลย” หล่อนยักไหล่แล้วเดินมาหยุดส่องกระจกอยู่อ่างน้ำข้าง ๆ
“เฮ้ ฉันไม่ใช่ผีหรอกนะ” หล่อนยกยิ้มให้แล้วโน้มหน้าเข้าไปส่องกระจกก่อนจะหยิบลิปสติกสีแดงขึ้นมาเติมที่ริมฝีปาก “สักหน่อยไหม” แถมยังยื่นลิปสติกของตัวเองมาให้เพราะฉันเอาแต่เงียบและยืนนิ่งเกินไป
“เมื่อกี้ยังพูดเยอะอยู่เลย” คราวหนี้หล่อนหันมาแล้วค่อย ๆ ยกมือกอดอก ใช้สายตามองฉันั้แ่หัวจรดเท้า
“อ่าโทษทีดูเสียมารยาทสินะ ฉันไม่ได้ตั้งใจมองเธอแบบนั้น เอาเป็ว่าไปชมรมวิทยุแล้วยื่นเสื้อให้กับโอลิเวีย หล่อนจะช่วยเธอในเื่นี้เอง”
“...”
หล่อนออกไปจากห้องน้ำแล้ว ฉันจึงกลับมาหายใจอย่างปกติสักทีเพราะเมื่อกี้ฉันเอาแต่กลั้นไว้ ไม่กล้าที่จะทำอะไรเลยด้วยซ้ำ ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมาเจอแฮดลี่ย์จัง ๆ ในสถานการณ์ที่ฉันบ่นเป็บ้าอยู่คนเดียว
“ไม่ได้สิ”
ตบหน้าเรียกสติตัวเอง จะมาใจอ่อนยวบยาบอะไรเอาตอนนี้เมื่อแฮดลี่ย์คือตัวอันตรายและสิ่งที่ฉันต้องทำคือปกป้องเพื่อไม่ให้ตัวฉันเองตกหลุมกับความรักจอมปลอมที่หล่อนเป็คนสร้างขึ้นอย่างเด็ดขาด!
................................