บทที่ 20 ความบ้าคลั่งของหม่าล่าทั่ง
เสียงดังกังวานนั้นดึงดูดความสนใจจากผู้คนมากมายอย่างรวดเร็ว
"หม่าล่าทั่งคืออะไรกัน"
"ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ดูเหมือนเป็คนสองคนที่ขายถังหูลู่ั้แ่แรก ไปดูกันเถอะ"
...
‘หว่างฝูจี้ หม่าล่าทั่ง’ ไม่ทันไร รอบ ๆ ร้านตอนนี้ก็มีคนห้อมล้อมอยู่เกือบสิบคน
ในหม้อเหล็ก น้ำกำลังเดือดปุด ๆ กลิ่นหอมเผ็ดอันเป็เอกลักษณ์แผ่กระจายไปทั่ว
ผู้คนรอบข้างอดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้องร้อง ปากกลืนน้ำลายโดยไม่อาจควบคุมได้
พอดีถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว เดิมทีแค่คิดจะกินอะไรรองท้องเล็กน้อย แต่กลับรู้สึกหิวจนทนไม่ไหว อยากรีบกินสักชามใหญ่ ๆ เดี๋ยวนี้เลย
"เ้าของร้าน หม่าล่าทั่งนี่ขายยังไงหรือ"
มีคนเอ่ยปากถาม
เสี่ยวฟางตอบด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้มเปี่ยมสุข
"หม่าล่าทั่งมีทั้งเนื้อสัตว์และผัก ไม้ละหนึ่งอีแปะสำหรับผัก และไม้ละสองอีแปะสำหรับเนื้อสัตว์ บะหมี่คิดราคาสองก้อน สี่อีแปะ"
เสี่ยวหลานโบกพัดให้กระทะเหล็กในจังหวะเหมาะสม ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว เสียงท้องร้องยิ่งดังขึ้นอีกหลายส่วน
หม่าล่าทั่งแพงหรือไม่
ฟังดูไม่แพงนัก อันที่จริงการกินอาหารมื้อหนึ่งด้วยเงินห้าหกอีแปะก็ถือว่าปกติ
แต่ดูจากสภาพในหม้อแล้ว ปริมาณไม่ค่อยมากนัก
"ถ้าอยากกิน เ้าสามารถเลือกเองได้ นอกจากเส้นที่ต้องต้มสักพัก ส่วนอื่น ๆ เลือกเสร็จก็กินได้เลย" เสี่ยวหลานพูดพลางยิ้ม
"ได้กลิ่นหอมดี แต่ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็อย่างไร"
"หลายอย่างที่ได้กลิ่นหอม แต่พอกินแล้วกลับธรรมดา ๆ"
"พวกนางน่าจะทำอร่อยอยู่นะ ถังหูลู่ก็เป็สิ่งแรกที่พวกนางขาย รสชาติก็ดีที่สุด ส่วนหม่าล่าทั่งนี้ก็คงไม่แตกต่างกันมากหรอก"
ในที่สุด ก็มีคนยอมลองของใหม่ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเข้าไปใกล้หม้อเหล็ก แล้วเลือกอย่างพินิจพิเคราะห์
"เห็ดนางฟ้าหนึ่งไม้ แผ่นเต้าหู้หนึ่งไม้ หมูสามชั้นหนึ่งไม้ และเส้นอีกสองก้อน"
"ได้เลย รอสักครู่นะท่าน" เสี่ยวหลานคล่องแคล่วคว้าเส้นหนึ่งกำมือโรยลงในหม้อ ไม่ถึงครึ่งกระบอกน้ำชา เส้นก็สุกแล้ว จึงตักขึ้นมาใส่ชาม สุดท้ายก็ราดน้ำซุปอีกหนึ่งช้อน
ชายวัยกลางคนได้กลิ่นหอมและรู้สึกหิวขึ้นมาทันที เขารีบหยิบชามมา คีบเส้นก๋วยเตี๋ยวขึ้นมาด้วยตะเกียบคำหนึ่ง เคี้ยวสองคำ ดวงตาของเขาก็เป็ประกายขึ้นทันที
"เป็ยังไงบ้าง"
สายตาของทุกคนรอบข้างต่างจับจ้องที่ชายคนนั้น
ชายวัยกลางคนไม่ได้ตอบอะไร แต่กลับใช้ตะเกียบเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ไม่กี่อึดใจ เขาก็กินชามหม่าล่าทั่งหมดแล้ว แม้แต่น้ำซุปก็ไม่เหลือ
"ฮ้า..." ชายวัยกลางคนถอนหายใจยาว "ขอลูกชิ้นปลาอีกสองไม้ และแผ่นแป้งทอดอีกหนึ่งไม้"
เสี่ยวหลานและเสี่ยวฟางสบตากัน ใบหน้าของทั้งสองเผยรอยยิ้มอย่างจริงใจ สำเร็จแล้ว
ชายวัยกลางคนรับประทานเสร็จ เขาตบท้องอย่างพึงพอใจ
"เท่าไหร่"
"รวมทั้งหมดสิบสามอีแปะ"
"รสชาติไม่เลว โดยเฉพาะน้ำซุปนี้ มีรสชาติดี" ชายวัยกลางคนจ่ายเงินเสร็จแล้วเดินจากไปพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อมีคนแรกที่กล้าลองชิม ไม่นานก็มีคนที่สองและคนที่สาม
"อืม..." หนึ่งคนส่งเสียงครางอย่างพึงพอใจ "ต้องใส่แผ่นแป้งย่างด้วยนะ ดูดน้ำซุปเข้าไป กรอบนอกนุ่มใน รสชาติอร่อยเหลือเกิน"
"ใช่ ๆ ไม่คิดเลยว่าตับหมูธรรมดา ๆ จะทำให้อร่อยขนาดนี้ได้"
"เถ้าแก่เนี้ย ขอดอกกะหล่ำอีกหนึ่งไม้ด้วย"
กิจการหม่าล่าทั่งประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง
เสี่ยวหลานและเสี่ยวฟางเคยคาดการณ์มาก่อนว่า รสชาติของหม่าล่าทั่งอร่อยขนาดนั้น ธุรกิจจะต้องไม่แย่แน่นอน
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะดีได้ถึงระดับนี้
เทียบกับถังหูลู่เมื่อก่อนนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
การซื้อถังหูลู่ ผู้คนไม่น้อยยังต้องคิดทบทวนสักหน่อย
แต่แปลกมาก หม่าล่าทั่งนี้กลับมีคนยินดีที่จะซื้อมากกว่า
เสี่ยวฟางเก็บชามล้างชามไม่หยุดมือ วุ่นวายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
กระทะเหล็กสำหรับต้มอาหารก็ถูกเติมมาหลายครั้งแล้ว จนสุดท้ายผู้คนต้องเข้าแถวรอ
"อะไรกันที่คนแห่กันมายืนเข้าแถวเยอะขนาดนี้"
"เป็สองคนที่เคยขายถังหูลู่นั่นไง ตอนนี้พวกนางเริ่มขายหม่าล่าทั่งแล้ว ใครได้ชิมก็บอกว่าอร่อย"
"แพงไหม"
"ถ้าอยากกินให้อิ่มก็คงไม่ถูกแน่นอน แต่แค่ชิมรสชาตินิดหน่อย ก็แค่ห้าหกอีแปะก็พอแล้ว ถึงอย่างไรก็นับเป็อาหารที่ช่วยเติมเต็มท้องได้ ไม่เหมือนถังหูลู่ที่เป็เพียงของกินเล่น กินแล้วกลับทำให้ท้องยิ่งหิวกว่าเดิม"
"ก็จริงนะ ลองชิมดูก็ได้"
...
ตลาดค่ำยังไม่ทันจะสิ้นสุด ของที่เสี่ยวหลานเตรียมไว้ทั้งหมดก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว
"ขออภัย หากอยากกินต้องมาใหม่พรุ่งนี้ วันนี้หม่าล่าทั่งขายหมดแล้ว"
หลังจากฝูงชนกระจายตัวไป เสี่ยวฟางก็เก็บชาม ตะเกียบ โต๊ะและม้านั่งเรียบร้อย ทั้งสองคนออกจากซานหยางเหมินพร้อมกับเข็นรถเข็นพื้นเรียบภายใต้สายตาอิจฉาของเ้าของแผงร้านในละแวกนั้น
"พี่เสี่ยวหลาน น้องสามีของจืออินเก่งจังเลย ทำไมถึงคิดวิธีหาเงินที่ดีขนาดนี้ได้ ข้าไม่เคยเห็นคนมาต่อแถวซื้อของมากขนาดนี้มาก่อนเลย"
เสี่ยวฟางปิดความตื่นเต้นในน้ำเสียงไม่มิด แม้แต่ตอนที่กำลังเข็นรถเข็นพื้นเรียบยังอดไม่ได้ที่จะะโโลดเต้น
"เอาเถอะ เ้าช้า ๆ หน่อย ไม่มีใครคิดว่าหม่าล่าทั่งจะทำเงินได้มากมายขนาดนี้" เสี่ยวหลานกล่าวพลางหัวเราะ
"พี่เสี่ยวหลาน พวกเราคืนนี้ได้กำไรเท่าไหร่หรือ น่าจะพอซื้อหัวเชื้อน้ำซุปหม่าล่าทั่งได้แล้วใช่ไหม" เสี่ยวฟางเดินนำหน้า หันกลับมาถาม
"ยังไม่แน่ใจ แต่ต้องไม่น้อยแน่ ๆ พวกเราเตรียมไม้เสียบไว้หลายร้อยไม้ รวมทั้งแป้งอีกหลายชั่ง ขายหมดเกลี้ยงแล้ว ถ้าเตรียมมากกว่านี้ก็คงขายหมดเช่นกัน… ต้องมีกำไรแน่นอน และคงไม่น้อยด้วย อย่างน้อยเงินแปดร้อยอีแปะสำหรับซื้อหัวเชื้อน้ำซุปก็น่าจะมีพอ"
ทั้งสองคนไม่ได้กลับบ้านก่อน แต่มุ่งตรงไปยังบ้านตระกูลหลี่
ทันใดนั้น เสี่ยวฟางกล่าวว่า
"พี่เสี่ยวหลาน ท่านคิดว่าหัวเชื้อน้ำซุปนี้จริง ๆ แล้วเราเรียนรู้ไม่ได้เลยหรือ"
เสี่ยวหลานใ
"เ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเสี่ยวฟาง จืออินและฉางอันปฏิบัติต่อพวกเราดีมากแล้ว หากไม่ใช่เพราะพวกเขา พวกเราจะมีวันนี้ได้อย่างไร เ้าอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้พวกเราตั้งแผงขายของ วันหนึ่งสามารถหาเงินได้สิบอีแปะก็ถือว่าดีมากแล้ว… การเป็คนต้องรู้จักพอดีนะเ้า”
"อะไรกัน" เสี่ยวฟางเอ่ยอย่างหงุดหงิด "พี่เสี่ยวหลานคิดไปไกลแล้ว ข้าไม่มีทางทำเื่เช่นนั้นแน่นอน ข้าแค่กังวลว่าหม่าล่าทั่งอาจจะเหมือนกับถังหูลู่ก่อนหน้านี้ ที่ถูกคนลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงตอนนั้นจะยังคงขายดีเหมือนวันนี้ได้อีกหรือไม่"
เสี่ยวหลานครุ่นคิดแล้วกล่าว
"หัวเชื้อน้ำซุปนี้มีกลิ่นหอมและรสเผ็ด ทั้งยังมีกลิ่นยาอ่อน ๆ แค่เพิ่มหัวเชื้อน้ำซุปลงไปในน้ำซุป การดื่มก็รู้สึกสบายมาก… อย่างน้อยข้าก็ทำไม่เป็ ส่วนคนอื่นข้าไม่ชัดเจน แต่อย่างน้อยตอนนี้พวกเราควรเชื่อในการตัดสินใจของฉางอัน"
สองคนมาถึงบ้านตระกูลหลี่ หลี่ฉางอันกำลังอ่านหนังสืออยู่
"พี่สาวทั้งสอง หม่าล่าทั่งขายเป็อย่างไรบ้าง"
หลิ่วจืออินกำลังถักเสื้อกันหนาวสำหรับฤดูหนาว เมื่อได้ยินเสียงก็รีบเดินออกมาจากห้องฝั่งตะวันออกอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวหลานหยิบถุงผ้าที่บรรจุเงินออกมา
"ผลงานคืนนี้ทั้งหมดอยู่ในนี้แล้ว"
"หม่าล่าทั่งขายได้ดีมาก หลายคนกินไปครั้งหนึ่งแล้วยังไม่จุใจ ยังซื้อเป็ครั้งที่สอง"
"เตรียมจำนวนเสียบไม่พอ ไม่อย่างนั้นคงขายได้มากกว่านี้อีก"
ทั้งสี่คนรวมตัวกัน นับเหรียญทองแดงในถุงเงินเสร็จแล้ว ต่างก็ถอนหายใจยาวพร้อมกัน
หลิ่วจืออิน เสี่ยวหลาน เสี่ยวฟาง ทั้งสามคนไม่อาจระงับความตกตะลึงได้
"คืนนี้ขายได้ทั้งหมดเก้าร้อยหกสิบอีแปะ"
ตัวเลขนี้เทียบได้กับร้านอาหารขนาดเล็กทั่วไปเลยทีเดียว
และนี่เป็เพียงแค่แผงขายข้างทางเท่านั้น
ช่างเหลือเชื่อ…
ยากที่จะเชื่อ…
หลิ่วจืออินที่กังวลมาสองวันเต็ม ในที่สุดก็วางใจได้เสียที
แปดร้อยเหวินเป็ตัวเลขที่น่ากลัวเหลือเกิน นางกลัวว่าหม่าล่าทั่งที่น้องสามีทำขึ้นมาอย่างยากลำบากจะต้องสูญเปล่า
ตอนนี้ในที่สุดก็โล่งใจแล้ว
ไม่ว่าอย่างไร กิจการนี้ก็ไม่มีทางขาดทุนแน่นอน
"พี่สาวทั้งสอง พวกท่านเก็บเงินเหล่านี้ไว้ให้ดี" หลี่ฉางอันยิ้ม "ไม่ทราบว่าพรุ่งนี้ยังจะขายหม่าล่าทั่งต่อหรือไม่"
…
เสี่ยวหลานและเสี่ยวฟางเพิ่งออกไปจากซานหยางเหมินไม่นาน
มีคนสองคนรีบร้อนมาที่หน้าแผงขายของพวกนาง แต่กลับพบว่าไม่มีใครอยู่
"ขออภัย คนขายหม่าล่าทั่งอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่" ทั้งสองคนถามเ้าของแผงข้าง ๆ
"เป็ที่นี่นั่นแหละ แต่พวกนางไปกันแล้ว หากพวกเ้าอยากกิน ต้องรอมาใหม่พรุ่งนี้"
สองคนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
"อาจารย์กู้ ท่านไม่ได้กำลังหลอกข้าใช่หรือไม่ หม่าล่าทั่งอะไรนั่น ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย มันจะอร่อยอย่างที่ท่านว่าจริง ๆ หรือ" คนที่มีร่างกายใหญ่โตล่ำสันถาม
"ข้าจะหลอกเ้าไปเพื่ออะไร รสชาติมันดีจริง ๆ ข้าซื้อมาสองชาม กินหมดเกลี้ยงทั้งสองชาม" อีกคนหนึ่งที่มีผมสีเทา ดูผอมแห้ง แต่กลับมีสง่าราศีเป็ของตัวเองตอบ
หากหลี่ฉางอันอยู่ที่นี่ เขาคงจะจำคนทั้งสองได้แน่ หนึ่งในนั้นคือเ้าของสุราสถานจางจี้ จางฟู่กวี้ ส่วนอีกคนคืออาจารย์กู้ จากสถานศึกษาอำเภอ
"ข้ามีลางสังหรณ์ว่า ถ้าโรงเหล้าของเ้ามีหม่าล่าทั่ง ต่อไปภายหน้าการค้าของเ้าต้องดีขึ้นแน่นอน" อาจารย์กู้พูดอย่างจริงจัง
"ดีไปทำไมกัน ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ก็ดีพออยู่แล้ว" จางฟู่กวี้พูดอย่างไม่ใส่ใจ
"อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ การค้าของเ้าที่โรงเหล้าเล็ก ๆ นั่น หาก้าเลี้ยงดูคนชราสิบกว่าคน เกรงว่าคงแทบไม่พอกินแล้วกระมัง" อาจารย์กู้ชายตามองจางฟู่กวี้
จางฟู่กวี้ถึงกับพูดไม่ออก นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยออกมาทีละคำ
"เ้ารู้ได้อย่างไร"