ได้โอกาสเกิดใหม่ ทำไมต้องยุคสามก๊กด้วย

    หลังจากเกิดใหม่


    “มืด.......”

    “หนาว........”

    “ความตายมันเป็๞แบบนี้เองรึ.... ทำไม! .....ทำไม !เราถึงตายง่ายจัง “

    “เฮ้ออ......... มีแสงด้วย?”

    “ก็ยังดีกว่ามืด...”

    “หลังคา! หลังคาฟาง โลกหลังความตายมีหลังคาฟาง! ไม่ค่อยตรงกับที่คิดไว้เลย”

    “อือ ผนังดิน น่าจะปั้นดินเหนียวมาแปะ.” 

    “ทำไม? มีเสื้อผ้าแขวนอยู่ตามผนัง”

     “มีหม้อด้วย! น่าจะหม้อดิน”

    หม้อวางอยู่บนโต๊ะไม้ไผ่เล็กๆในห้องนอน

    “นั้นมันครัว ... เคยเห็นในหนังจีนย้อนยุค โลกหลังความตายมีห้องครัวด้วย..”

    “คนตายยังต้องกินอีกรึ ยิ่งดูยิ่ง..งง ???”

    ………………………………………………………………….................................................

    ครัวอยู่ในอีกห้องหานอี้เห็นเพราะห้องนอนเขาไม่มีประตู  

    “เ๯้าตื่นแล้วหานอี้”

    ปกรณ์หันไปมองตามเสียงผู้หญิงตัวสูงใหญ่รูปร่างกำยำ หุ่นเหมือนนักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติกำลังจ้องมาที่เขา แล้วเธอก็พูดต่อ  

    “เป็๞อะไร! นอนซมอยู่บนเตียงหลายวัน”

    “ตอนนี้เ๯้า  พูดไม่ได้แล้วรึ”

    เธอทำเสียง

    “หึ”

    ในลำคอพร้อมส่ายหัวแล้วหันหลังเดินจากไป  

    หานอี้

    “ใครวะ?...”

     “โอ๊ยย...”

    ทำไมปวดหัวมากขนาดนี้เหมือนมีอะไรเข้ามายัดใส่ ลงในหัวสมองไม่หยุดจนเขาหนาวเย็น หน้ามืด

    “โอ๊ยอะไรวะเนี้ย ทรมานจังเลยย........”

    ปกรณ์สลบหลับไป...... 

       ตื่นมาอีกรอบพร้อมกับความสมจำของเด็กหนุ่มชื่อหานอี้บุตรชายตระกูลหาน ตระกูลหานมีบุตรสามคน คนโตเป็๞ผู้หญิงหานซี หานอี๋คนรองและหานถงน้องชายคนเล็ก มีบิดานามว่าหานอู๋ มารดาลู่เหลียน เป็๞ครอบครัวยากจน

    ในหมู่บ้านป่านอกเมืองปักเป๋ง มณฑลอิ๋วจิ๋ว

    เดิมทีหานอู๋นั้นมาจากครอบครัวมีฐานะตระกูลหานเมืองเงียบกุ๋นมณฑลกิจิ๋ว เป็๞ชายร่างสูงใหญ่พละกำลังมหาศาลแต่ไม่ค่อยฉลาด

    หลังจากบิดาเสียชีวิตถูกหานเฉิงพี่ชายหุบทรัพย์สินตระกูลแต่เพียงผู้เดียว

    และได้เชิญหานอู๋ออกจากบ้านพร้อมมอบเงินจำนวนหนึ่ง

    โดยกล่าวอ้างคำสั่งเสียบิดาว่าหานอู๋เป็๞คนไม่มีความรู้ไม่สามารถดูแลกิจการร้านผ้าในเมืองและได้มอบบ้านตระกูลหานให้ตนส่วนหานอู๋ให้มอบเงิน

    เพื่อไปสร้างบ้านที่อื่นตนจึงรวบรวมเงินเก็บทั้งหมดเท่าทีหามาได้

    และทำเป็๞ร้องไห้โฮที่หาเงินได้เล็กน้อย หานอู๋เลยต้องจำใจออกจากบ้าน

    พร้อมภรรยาที่พึ่งแต่งงานยังไม่ถึงหนึ่งเดือน

        ย้ายไปเมืองปักเป๋งบ้านเดิมภรรยา ครอบครัวหานทำอาชีพเป็๞พรานล่าสัตว์และเก็บไม้ฟืนนำไปขายในเมือง เป็๞ครอบครัวที่สมาชิกในบ้านมีร่างกายสูงใหญ่กำยำ ถนัดงานใช้พละกำลังมีเพียงหานอี๋เท่านั้นที่ตัวเล็กไม่เหมือนคนในบ้าน 

    หานอี้ยังคงหลงเหลือความสับสน...สงสัย...ทำใจ....

    “เกิดใหม่แล้วเรา”

    เหตุการณ์มันช่างเร็วมากนั่งเล่นเกมThreeKingdoms to Survive

    (เกมสามก๊กแนวแบทเทิลรอยัล)อยู่ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่หลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดทันที ไม่ได้ยินอะไรเลย เพราะใช้หูฟัง ได้ยินแค่เสียงเกม

    “ความรู้สึก...ของคนกำลังจะตายเรารับรู้นะ...แต่เราโดนอะไรตาย???...”

    เขาพยายามนึกคิดและไล่ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ สุดท้ายต้องยอมแพ้

    เพราะมันไม่มีอะไรเลยเล่นเกมแล้วภาพก็มืด

    “ช่างมันเถอะทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว”

    “ในเมื่อได้โอกาสมีชีวิตอีกครั้งจะมัวแต่นอน ไม่ได้แล้วหละ”

    หานอี๋ลุกจากเตียงแต่ขายังไม่ค่อยขยับตาม๻้๪๫๷า๹ เขาพยายามเดินออก

    จากห้องนอนมาถึงห้องใหญ่ที่มีอุปกรณ์ทำครัวมีโต๊ะกินข้าวสำหรับห้าถึงหกคนมีของวางอยู่เต็มไปหมด เรียกว่ารกอย่างมากเลยละ มองห้องนอนห้องอื่น

    ก็ไม่มีประตูเช่นกันแต่มานที่ทำมาจากไม้ไผ่ ผูกด้วยเศษผ้า

    เขาก้าวเท้าต่อไปที่ประตูของห้อง บานนี้น่าจะเป็๞ประตูออกไปนอกบ้านเพราะเห็นแสงที่ทะลุบานประตูมาเป็๞ประตูบ้าน เก่าๆ

    ทำด้วยไม้ผุและไม้ไผ่ผูกติดกันโดยเถาวัลย์

    “ประตูบานนี้...เปิดค่อนข้างยากแฮะ”

    มองดูทีขอบประตูใช้หนังสัตว์ทำเป็๞บานพับต้องใช้สองมือเพื่อยกบานประตู

    ให้ได้ระดับจึงจะเปิดได้เปิดแล้วแสงจ้า ส่องเข้าตาหานอี้จนเขาสะดุ้ง ถอยหลังนอนนานจนตาไม่สามารถรับแสงสว่างได้แต่ทิวทัศน์นั้นแจ่มใส แลดูเขียวขจี กลิ่นพืชพรรณต้นไม้ใบหญ้าช่วยให้ผ่อนคลายยิ่งนัก

    สมกับเป็๞บ้านกลางป่า...ในความสมจำของร่างนี้

    “อี้เอ๋อร์”

    หันไปตามเสียงเห็นแม่ที่ตากผ้า

    “ลูกหายไข้ก็ดีแล้วแม่เป็๞หวง เพราะบ้านตระกูลเฮ้งที่อยู่ท้ายหมู่บ้านลูกชายคนรองเค้าเสียชีวิตจากไข้ป่า”

    หานอี้ดูสีหน้าแม่หมองเหมือนคนไม่ได้นอน เพราะแม่ในความสมจำของหานอี้คนเก่าเป็๞คนชอบยิ้ม ชอบหัวเราะเป็๞คนมองโลกในแง่ดีเสมอ

    มีความรู้สึกหนึ่งขึ้นมาบอกให้เขาแคร์ผู้หญิงคนนี้ให้มากๆ

    “ผมสบายดีแล้วครับ”

    หานอี้..  ยิ้มเห็นฟัน..   แต่ก็ต้องรีบหุบทันที เพราะแม่และพี่สาวที่กำลังให้อาหารกระต่ายอยู่หันมามองพร้อมกัน 

    “ลูกพูดอะไรนะ”

    “ซวยละตูพูดภาษาไทยเข้าแล้ว”