“พี่เป็แบบนี้อีกแล้ว เวลามีธุระสำคัญทีไรติดต่อไม่ได้ทุกทีเลย!!” พราวยืนบ่นอย่างอารมณ์เสียอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
เพราะพราวไม่ชอบพี่สาวจึงไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกับพิ้งค์
“พี่เขาคงทำงานอยู่น่ะ เห็นว่าวันนี้ที่โรงเรียนมีจัดงานทำบุญโรงเรียนและงานวันวาเลนไทน์” คุณแม่ที่นั่งอยู่พยายามพูดไม่ให้พราวอารมณ์เสียไปมากกว่านี้
“งาน ๆ ๆ งานทุกทีอะ พ่อจะเป็จะตายอยู่แล้วยังไม่ไยดีอีก”
“ใจเย็น ๆ นะลูก แม่ให้พ่อบ้านไปตามพี่เขาแล้ว อีกเดี๋ยวคงมา” คุณแม่ลุกขึ้นไปกอดลูกสาว ก่อนทั้งคู่จะหันไปมองยังห้องฉุกเฉินด้วยสีหน้ากังวล
พวกเรานั่งดูการแสดงของนักเรียนชั้นม.ต้นจบไปแล้ว และตอนนี้ก็กำลังดูการแสดงของนักเรียนชั้นม.ปลายอยู่ พวกเขาเลือกแสดงละครเื่ โรเมโอแอนด์จูเลียต ซึ่งแสดงได้ดีมากทีเดียว น้องโต๊สรับบทเป็โรเมโอ บทนี้ดูเหมาะกับเขามากเลยล่ะ
แปะ แปะ แปะ เสียงปรบมือดังทั่วหอประชุมเมื่อการแสดงจบลง แต่ไฟในห้องยังคงมืดสนิท จนทุกคนเริ่มหันมองซ้ายขวาว่าเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นหรือไม่ ไฟดับหรือเปล่า ก่อนทุกคนจะพากันใเมื่อจู่ ๆ ไฟสปอร์ตไลท์สองดวงก็เปิดสว่างขึ้น ก่อนดวงหนึ่งจะส่องไปยังเวทีซึ่งมีน้องโต๊สกำลังยืนถือไมค์อยู่ และไฟอีกดวงก็ส่องมายังที่นั่งคนชม ซึ่งก็คือที่นั่งของฉันเอง
“เกิดอะไรขึ้น!” ฉันหันไปถามรองประธานนักเรียนอย่างสงสัย แต่ก็ได้กลับมาเพียงรอยยิ้มแห้ง ๆ
“รุ่นพี่ครับ” น้องโต๊สเรียกฉันออกไมค์
ตอนนี้คนทั้งหอประชุมต่างพากันจ้องมองมาที่เราสองคนสลับกัน ซึ่งฉันก็ได้แต่ยืนทำหน้างง ๆ มองเขา
“วันนี้วันวาเลนไทน์ ผมจึงมีเื่จะมาสารภาพกับรุ่นพี่ครับ” น้องโต๊สพูดจบก็มีเสียงผิวปากและพูดคุยดังไปทั่วหอประชุม
ใจฉันเริ่มเต้นแรง รู้สึกเหมือนจะรู้ล่วงหน้าเลยแฮะว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร
“เมื่อสองปีก่อนผมได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งหน้าโรงเรียน เธอคนนั้นเป็รุ่นพี่ของผม และตอนนั้นเธอกำลังเดินหาเสียงอยู่ครับ”
ฉันเริ่มรู้สึกอายขึ้นมาหน่อย ๆ มือไม้เริ่มสั่น
“ผมได้ตกหลุมรักเธอทันที”
“หิ้ว ๆ” เสียงผิวปากดังอย่างต่อเนื่อง
“หลังจากนั้นผมก็ได้สมัครเข้าไปเป็เลขาของเธอเพราะหวังอยากอยู่ข้าง ๆ เธอ อยากพูดคุยกับเธอ” มาถึงตรงนี้น้องโต๊สเดินลงมาจากเวทีมาหาฉัน ซึ่งทุกคนในหอประชุมต่างก็พร้อมใจกันแหวกทางให้เขาอย่างพร้อมเพรียง ระหว่างทางเขาก็ยังพูดไม่ยอมหยุด
“ในสายตาคนอื่นเธอดูเป็คนเผด็จการ จริงจังกับงานจนน่ากลัว แล้วก็เห็นแก่ตัวเป็ที่สุด แต่ผมกลับเห็นต่าง ่เวลาที่ผมได้อยู่ข้าง ๆ เธอ ผมเห็นถึงความพยายามของเธอที่จะพัฒนาโรงเรียนนี้ให้ดีขึ้น ความจริงจังในทุก ๆ ด้านของเธอนี้ยิ่งทำให้ผมหลงรักเธอมากยิ่งขึ้น” พูดถึงตรงนี้เขาก็เดินมายืนตรงหน้าฉันพอดี
เราสบตากัน ในแววตาของเขานั้นแสนจะมีความสุข แต่ในแววตาฉันนั้นกลับมีแต่ความสับสน หากเขาขอฉันเป็แฟนขึ้นมาล่ะ ฉันจะตอบเขายังไง เอาตามความเป็จริงเลยคือฉันเหมือนเพิ่งจะรู้จักกับเขาเมื่อวานนี้เอง
“ผมชอบรุ่นพี่ครับ รุ่นพี่….”
“ประธานคะ ประธาน!!” เสียงเรียกของผู้มาใหม่ช่วยขัดจังหวะการขอเป็แฟนของน้องโต๊สได้พอดิบพอดี ฉันแอบถอนหายใจโล่งอก
“มะ มีอะไร”
“แย่แล้วค่ะ ด้านนอกมีนักเรียนยกพวกตีกันค่ะ!!”
“ห๊ะ!! รีบพาฉันออกไปดูเร็ว”
ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติกเมื่อกี้ได้ละไมหายไปกับตา ก่อนทั้งหอประชุมจะวุ่นวายแย่งกันออกจากหอประชุมเพื่อไปดูการทะเลาะวิวาทด้านนอกแทน แม้แต่
น้องโต๊สยังวางไมค์ในมือวิ่งออกมาดูพร้อมฉัน
เสียงเอะอะโวยวายดังไปมาแต่ไกล ฉันและพวกสภานักเรียนรวมทั้งนักเรียนสายเผือกอีกนับร้อยต่างพากันวิ่งไปดู
ท่ามกลางซุ้มงานมีนักเรียนนับสิบคนกำลังตีกันอยู่
“หยุดนะ!!” ฉันะโสุดเสียง แต่พวกเราหาได้หยุดไม่ ซ้ำยังตีกันหนักกว่าเดิมอีก
“ฉันบอกให้หยุดไง” คราวนี้ฉันะโพร้อมกับกระโจนเข้าไปห้ามพวกเขาด้วยตัวเอง ก่อนจะถูกหนึ่งในนั้นผลักออกมาจากวงด้วยความแรงสูง จนรู้สึกจุกไปเลยทีเดียว โชคยังดี
น้องโต๊สเข้ามารับตัวฉันไว้ได้ทัน
“ไม่เป็อะไรนะครับรุ่นพี่” เขาถามฉันด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง
“ไม่เป็ไร” ฉันตอบก่อนจะทำท่าจะเข้าไปห้ามอีกครั้ง แต่กลับถูกน้องโต๊สดึงเอาไว้เสียก่อน
“รุ่นพี่รออยู่ตรงนี้แหละครับ เดี๋ยวผมเข้าไปห้ามเอง”
“น้องโต๊สระวังนะ” ฉันะโตามหลังเขาด้วยความเป็ห่วง
เหตุการณ์เริ่มคลี่คลายลงเมื่อน้องโต๊สนำสารวัตรนักเรียนชายหลายคนเข้าไปห้ามการทะเลาะวิวาท
20 นาทีต่อมา
ตอนนี้เหตุการณ์ทั้งหมดได้สงบลงแล้ว และพวกเราก็ได้ย้ายมาอยู่กันในหอประชุมเล็กเพื่อให้ตำรวจได้ไต่สวนความเป็มา
เบื้องหน้าฉันคือนักเรียนชายสิบห้าคนกำลังให้ปากคำกับตำรวจอยู่ สิบคนเป็นักเรียนของโรงเรียนเรา แต่อีกห้าคนกลับเป็นักเรียนจากโรงเรียนอื่น
“รุ่นพี่โดนผลักเมื่อกี้เป็อะไรหรือเปล่าครับ” น้องโต๊สเดินเข้ามาถามด้วยความเป็ห่วง
“พี่ไม่เป็อะไร ขอบใจมากที่เป็ห่วง เรานั่นแหละเป็อะไรมั้ย พี่เห็นโดนต่อยอยู่หลายหมัด” ว่าแล้วก็ยื่นมือไปจับหน้าเขาดู ก่อนจะพบว่าตรงหางคิ้วเขาแตก มุมปากก็แดงเล็กน้อย
“เจ็บมั้ย”
“นิดหน่อยครับ” เขาพูดก่อนจะยิ้มกรุ่มกริ่ม
“ยิ้มอะไร”
“ยิ้มดีใจ”
“ดีใจที่โดนต่อยเนี่ยนะ”
“เปล่า ดีใจที่เห็นพี่เป็ห่วง”
คำพูดของเขาทำให้ฉันต้องอมยิ้มอย่างห้ามไม่ได้
“ประธานคะ ครูเพ็ญให้มาเชิญไปทางนั้นหน่อยค่ะ” รองประธานนักเรียนเดินมาตามฉันให้ไปหาครูเพ็ญ
ฉันหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเืตรงหางคิ้วให้น้อง
โต๊สก่อนจะบังคับให้เขายกมือขึ้นมากดผ้าเช็ดหน้าไว้ แล้วจึงเดินตามรองประธานนักเรียนไปหาครูเพ็ญ
“ครูที่โรงเรียนที่นักเรียนห้าคนนี้เรียนอยู่้าจะเจรจาไกล่เกลี่ย ตำรวจเลยให้ไปเจรจากันที่โรงพัก พิ้งค์ช่วยไปเป็เพื่อนครูหน่อยนะลูก”
“ได้ค่ะครู หนู....”
ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ เสียงโทรศัพท์
“แปบนะคะครู…..ว่าไงพราว”
(พี่อยู่ไหน ทำไมยังไม่มาโรงพยาบาลอีก!!) เสียงปลายสายดูจะอารมณ์เสียมากทีเดียว
“ที่โรงเรียนมีปัญหานิดหน่อย เดี๋ยวพี่ต้องไปโรงพัก พราวมีเื่สำคัญอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีอะไรสำคัญเดี๋ยวพี่ค่อยโทรกลับนะ”
(พ่ออาการโคม่าตอนนี้นอนอยู่ห้องฉุกเฉินสำคัญพอมั้ย!!)
“พ่ออาการโคม่า! แล้วเป็ยังไงบ้าง”
(พ่อเอาแต่เรียกชื่อพี่ ถ้าพี่ยังเห็นพ่อเป็พ่ออยู่ก็ควรรีบมาโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ ติ๊ด ๆ) พูดจบพราวก็วางสายทันที
“ครูเพ็ญคะ ครูเพ็ญไปโรงพักคนเดียวได้มั้ยคะ หรือไปกับรองประธานนักเรียนแทน พอดีพ่อหนูเข้าโรงพยาบาลหนูต้องรีบไปดูอาการพ่อค่ะ” ฉันหันไปพูดกับครูเพ็ญอย่างร้อนรน
“หนูพิ้งค์ไปกับครูก่อนไม่ได้หรอลูก นะ ๆ แล้วพอเสร็จแล้วครูจะรีบขับรถพาหนูไปโรงพยาบาล”
“ไม่ได้จริง ๆ ค่ะครู คือหนู….”
“หนูพิ้งค์ หนูพิ้งค์ก็รู้ว่าครูน่ะพูดไม่เก่ง ถ้ามีหนูไปด้วยครูก็รู้สึกอุ่นใจ แล้วอีกอย่างถ้ามีหนูไปด้วยฝ่ายโน้นเขาคงไม่กล้าพูดอะไรมาก นะ ๆ ไปกับครูนะ” ครูเพ็ญเข้ามาจับมือฉันอ้อนวอน
ฉันเม้มปากแน่น ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี เื่ของโรงเรียนนั้นก็สำคัญอยู่หรอก และฉันในฐานะประธานนักเรียนก็สมควรที่จะต้องไปจัดการเื่นี้ด้วยตนเอง แต่ว่าเื่ของพ่อก็สำคัญมากเช่นกัน บางทีวันนี้อาจเป็วันที่พ่อฉันตายก็ได้ ซึ่งในอดีตนั้นฉันเคยทำผิดพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฉันเอาแต่ทำงานสภาโรงเรียนจนไม่ได้ไปดูใจพ่อเป็ครั้งสุดท้าย ความผิดนี้มันยังตราตรึงอยู่ในใจของฉัน และถึงแม้ว่าครั้งนี้พ่อฉันจะยังไม่ตายหรือท่านอาจจะแค่อาการทรุดลงเฉย ๆ ก็ตาม แต่ฉันก็อยากไปอยู่ข้าง ๆ ท่าน เป็กำลังใจให้ท่าน
“เดี๋ยวผมจะไปกับครูเองครับ”
ดั่ง์มาโปรด น้องโต๊สพูดเสนอตัวเองออกมา
“รุ่นพี่รีบไปโรงพยาบาลเถอะครับ ทางนี้ผมจะจัดการเองไม่ต้องห่วง”
“ขอบใจนะ ขอบใจจริง ๆ” ฉันขอบคุณเขาจากใจ ก่อนจะรีบวิ่งออกจากหอประชุมไป
ใช้เวลากว่า 30 นาทีในการมาโรงพยาบาล
“พ่อเป็ยังไงบ้าง” ฉันเอ่ยถามทันทีที่มาถึง
“โฮ๊ะ ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่จะกล้าทิ้งงานมาหาพ่อ”
ฉันหาได้สนใจคำพูดของพราวไม่
“แม่คะ”
“พิ้งค์เข้าไปดูพ่อสิลูก พ่อเขาเอาแต่เรียกชื่อลูก”
“ค่ะ” ฉันเดินไปหาพยาบาลที่ยืนอยู่หน้าห้อง ก่อนเขาจะพาฉันไปใส่ชุดเพื่อเข้าไปเยี่ยมพ่อ
ภายในห้องสี่เหลี่ยมขาวโพลน มีเครื่องมือแพทย์ตั้งอยู่มากมาย ใจกลางห้องมีชายชราคนหนึ่งนอนอยู่
“พิ้งค์…..” เสียงเรียกอันเบาหวิวดังมาอย่างต่อเนื่อง
“พ่อคะ” ฉันเข้าไปนั่งข้างเตียงแล้วเอ่ยเรียกพ่อเสียงเบา
“พิ้งค์….” พ่อเรียกฉันอีกครั้ง ท่านไม่สามารถลืมตามาดูฉันได้ ได้แต่เรียกชื่อฉันอยู่อย่างนั้น
“หนูอยู่นี่ค่ะพ่อ หนูอยู่นี่” ฉันจับมือที่ผอมจนเกือบเห็นกระดูกของพ่อแ่เบา แล้วก้มลงเอาแก้มแนบไปกับมือของพ่อก่อนจะร้องไห้ออกมา
“ขอโทษนะคะที่ที่ผ่านมาหนูไม่ได้อยู่ดูแลพ่อเลย พ่อให้อภัยหนูนะ จากนี้ไปหนูจะอยู่ข้าง ๆ พ่อ ดูแลพ่อเอง” ฉันพูดไปร้องไห้ไป ก่อนจะยิ่งร้องหนักกว่าเดิมเมื่อมืออีกข้างของพ่อยื่นมาลูปหัวฉันเบา ๆ
“พิ้งค์ พ่อ รัก ลูก นะ…” เสียงของพ่อเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่ฉันกลับได้ยินมันชัดทุกคำ
“หนูก็รักพ่อค่ะ พ่อไม่ต้องห่วงนะ หนูจะดูแลแม่กับน้องเอง หนูสัญญา”
หลังจากฉันมาหาพ่อ อาการของพ่อก็ดีขึ้นจนสามารถย้ายไปนอนห้องปกติได้ ฉันก็คอยดูแลท่านอย่างใกล้ชิดไม่หายไปไหน ส่วนแม่กับน้องกลับบ้านไปอาบน้ำและเตรียมของเพื่อมานอนเฝ้าพ่อในคืนนี้ จึงมีโอกาสให้ฉันได้อยู่กับพ่อตามลำพัง
ฉันเปิดสมุดที่เพิ่งซื้อมาจากเซเว่นข้างล่างตึก แล้วบันจงเขียนตัวหนังสือลงไป
‘ถึงตัวฉันในวันพรุ่งนี้
เธออาจสงสัยว่าฉันเป็ใคร ฉันคือเธอในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ที่ฉันตัดสินใจเขียนไดอารี่นี้ขึ้นมาก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่อยากให้เธอได้รู้ถึงสิ่งที่ฉันได้พบเจอมา……………’ ฉันเขียนเล่าเื่ราวที่ตัวเองพบเจอในวันนี้ทั้งหมดลงไปในสมุด
‘สิ่งที่ฉันได้รับจากเหตุการณ์ในวันนี้ หรือจะเรียกว่าเป็ข้อคิดจากฉันถึงเธอเลยก็ว่าได้ นั่นคือ การทำงาน เราไม่ควรจริงจังกับงานมากจนเกินไป จนทำให้ผู้อื่นรู้สึกอึดอัดหรือเครียดไปด้วย เธอเคยสังเกตหรือเปล่าว่าเพราะอะไรนักเรียนคนอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งเพื่อนรุ่นเดียวกับเธอถึงไม่ค่อยชอบเธอ นั่นเพราะรอบ ๆ ตัวเธอนั้นมีกำแพงหนาคอยกั้นเธอออกจากทุกคนอยู่ยังไงล่ะ กำแพงที่เธอเป็คนสร้างมันขึ้นมาเอง ลองลดกำแพงนั้นลงมาหน่อยไม่ทำให้เธอเป็อะไรหรอกนะ หัดยิ้มบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ทำหน้าตึงเครียดอมทุกข์อยู่ตลอดเวลา แค่ยิ้มแล้วเปิดหูฟังเสียงของผู้อื่นบ้าง ฉันรับรองเลยว่าโลกกะทัดรัดของเธอจะกว้างขึ้นเป็เท่าตัวแน่นอน’ ถึงตรงนี้ฉันหันไปมองพ่อก่อนจะลงมือมือต่อ
‘และสุดท้ายนี้ เื่ที่สำคัญที่สุดที่ฉันต้องย้ำให้เธอจำมันให้ขึ้นใจ นั่นคือ แบ่งเวลาให้ถูก อย่ามัวแต่เอาเวลาไปใส่ใจกับการทำงานจนลืมใส่ใจครอบครัว ทั้งแม่ พ่อ และยัยพราว ล้วนรักและเป็ห่วงเธอมาก ฉันอยากให้เธอรักครอบครัวให้มาก ๆ ก่อนที่มันจะสายเกินไป ฉันไม่อยากเห็นเธอต้องมานั่งเสียใจกับการกระทำของตัวเองในภายหลัง
จากเธอในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต’
ฉันวางปากกาลงกับโต๊ะแล้วมองไดอารี่ที่เพิ่งเขียนเสร็จ ก่อนจะมองไปยังนาฬิกาที่ตอนนี้บอกเวลาว่าห้าทุ่มครึ่งแล้ว
จะครบหนึ่งวันแล้ว
“มาแล้วจ้า รอนานมั้ยลูก” แม่กับพราวเดินเข้ามาในห้อง
“ไม่นานค่ะ”
“พิ้งค์ไปอาบน้ำมั้ยลูก แม่เอาเสื้อผ้ามาให้แล้ว”
“ก็ดีค่ะแม่ เหนียวตัวจะแย่อยู่แล้ว” ว่าแล้วก็ลุกเดินไปหาแม่
ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ เสียงข้อความ
(คุณเลขา)
‘รุ่นพี่ครับ ผมชอบรุ่นพี่นะครับ เห้อ อยากบอกรักแล้วขอเป็แฟนต่อหน้าจัง ผมจะรออยู่ที่ห้องเก็บของนะครับ ถึงจะรู้ว่ารุ่นพี่จะไม่มา แต่ผมก็จะรอครับ’
ฉันเม้มปากแน่น แล้วหันไปมองพ่อที่กำลังนอนอยู่บนเตียง
ั้แ่เมื่อวานที่ฉันย้อนกลับมายังอดีต น้องโต๊สก็คอยอยู่ข้าง ๆ ช่วยเหลือฉันมาโดยตลอด วันนี้เขาก็ตัวติดกับฉันตลอด เวลาคอยช่วยโน่นนี่นั่นจนงานในวันนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี อีกอย่างเขาก็เป็ตัวเชื่อมระหว่างฉันกับนักเรียนคนอื่น ๆ ด้วย ถึงฉันจะไม่ได้ชอบเขาแต่ฉันก็ควรจะต้องแสดงน้ำใจกับเขาสักหน่อย แต่จะให้ทิ้งพ่อไปหาเขาที่โรงเรียนก็ไม่ได้ คิดแล้วหนักใจจัง
“ไปเถอะ เดี๋ยวหนูดูแลพ่อกับแม่ให้เอง” พราวเอ่ยพูดเมื่อเห็นท่าทีลำบากใจของฉัน
“พราว พี่…”
“แค่พี่ยอมทิ้งงานมาหาพ่อหนูก็ดีใจมากแล้ว พี่ไปทำธุระของพี่เถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้”
“ขอบใจนะที่เข้าใจพี่” ฉันพูดแล้วเข้าไปกอดพราว
“อะไรเนี่ย ปล่อยเลยอี๊” ถึงปากจะพูดอย่างนั้นแต่มือของพราวกลับกอดตอบฉัน
“หนูไปก่อนนะคะพ่อ หนูรักพ่อนะ” ฉันเดินเข้าไปกอดลาพ่อเหมือนกับว่าจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว ก่อนจะผละออกมากอดแม่
ไม่รู้สิ ฉันอาจจะไม่ได้กลับมาอีกแล้วก็ได้ เพราะถ้าเป็ไปตามหนังสือที่หวานอ่านจริง ๆ ล่ะก็ ฉันจะสามารถย้อนกลับมายังอดีตได้แค่ หนึ่งวันเท่านั้น