ตอนที่ 19
พบพานขอทานเฒ่า
เดินทางนับหมื่นลี้ ยังมีวันหวนกลับถิ่นฐานมาตุภูมิ หมู่บ้านเย้ยอรุณทางทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซานในยามนี้อากาศเย็นสบาย สายลมพัดเบา ๆคละเคล้ากับกลิ่นหอมจรุงของมวลดอกไม้ป่านานาพันธุ์ ซึ่งพวกมันแข่งขันกันชูช่อสลอนต่างอวดสีสันอันงดงามบานสะพรั่งอยู่สองฟากข้างทาง
ถัดออกไปไม่ไกลนัก เป็ป่าอ้อซึ่งกำลังออกดอกสีน้ำตาลอ่อนอยู่แน่นขนัดยามสายลมพัดผ่านดอกอ้อเ่าั้ ต่างโอนเอนลู่ตามสายลมไปมามองดูแล้วเพลินตายิ่งในบางครั้งคราวสายลมพัดโชยชิวพลิ้วเกสรของพวกมันพร้อมทั้งเศษชิ้นของดอกอ้อเ่าั้ ปลิวละลิ่วล่องลอยไปตามสายลมอย่างอิสรเสรีเห็นแล้วชวนให้อิจฉาพวกมันยิ่ง ที่พวกมันเกิดมาเพียงเพื่อทัศนียภาพอันงดงามกับสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติป่าเขา พวกมันมิต้องทุกข์ร้อนโศกเศร้ายินดีหรือแก่งแย่งประหัตถ์ปะากันดั่งชาวยุทธ์ผู้หลงผิดทั้งหลาย
ยามนี้ ล่วงเลยเวลาเที่ยงวันมาราวหนึ่งชั่วยามจ่านจือพร้อมทั้งซื่อเหมี่ยนรวมทั้งเอวี้ยอี้เซินคนทั้งสามเดินทางบรรลุถึงทางเข้าหมู่บ้านเย้ยอรุณแล้วมองไปข้างหน้าไม่ไกลเท่าใดนักแลเห็นหลังคาของบ้านเรือนเรียงรายอยู่อย่างเป็ทิวแถวจ่านจือกระตือรือร้นชี้ไม้ชี้มือไปยังหมู่บ้านข้างหน้าท่าทางลิงโลดยินดียิ่งพร้อมกับส่งเสียงด้วยอาการตื่นเต้นดีใจ กล่าว่า
“พี่สาวทั้งสอง พวกท่านมองดูนั่นข้างหน้าเป็หมู่บ้านเย้ยอรุณ ข้าพเ้าเคยอาศัยอยู่ั้แ่เล็กได้กลับมาอีกครั้งในครั้งนี้ ข้าพเ้าตื่นเต้นยินดียิ่ง”
พี่สาวทั้งสองของจ่านจือ มองตามปลายนิ้วของเขาสีหน้าไม่ต่างกระไรจากน้องชายผู้นี้เท่าใดนัก ซื่อเหมี่ยนศิษย์ผู้พี่ของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวส่งเสียงกล่าวว่า
“ในที่สุดพวกเราก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านเย้ยอรุณของเ้าช่างน่าอยู่ยิ่งพี่สาวใหญ่รู้สึกตื่นเต้นยินดีไปไปกับเ้าด้วย ป่าเขาทิวทัศน์ล้วนงดงามยิ่งเขาซงซานกลับมีหมู่บ้านเย้ยอรุณ อันสงบหลบซ่อนอยู่ด้วย”
จากนั้นเอวี้ยอี้เซินศิษย์ผู้รองของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาว ส่งเสียงกล่าวบ้างว่า
“ถูกต้องของศิษย์พี่หุบเขาผาพยัคฆ์ขาวของพวกเราว่างดงามแล้วเชิงเชาซงซานหมู่บ้านเย้ยอรุณกลับยิ่งงดงาม เซียวจือชีวิตในวัยเด็กของเ้าคงน่าหฤหรรษ์ชวนให้พี่สาวทั้งสองรู้สึกอิจฉาเ้าแล้วกระมัง?”
จ่านจือ แม้เก็บอาการตื่นเต้นดีใจเอาไว้ไม่อยู่แต่เมื่อหวนนึกถึงความหลัง อดที่จะรู้สึกหดหู่อยู่บ้างมิได้ห้าปีกว่าที่เด็กน้อยจากหมู่บ้านเย้ยอรุณแห่งนี้ เมื่อได้หวนกลับมาอีกครั้งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมมิเปลี่ยนแปลง มีเพียงร่างกายและจิตใจคนเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
จ่านจือ ส่งเสียงกล่าวตอบพี่สาวทั้งสองไปว่า
“เซียวจือ ขอขอบคุณพี่สาวทั้งสองยิ่งข้าพเ้าดีใจที่พี่สาวทั้งสองชื่นชอบหากมีโอกาสข้าพเ้าคงได้ไปเที่ยวชมหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวของพี่สาวทั้งสองบ้าง”
ซื่อเหมี่ยน นางส่งยิ้มให้กับจ่านจือส่งเสียงกล่าวตอบว่า
“แน่นอน เซียวจือเ้าต้องมีโอกาสได้ไปเที่ยวชมพี่สาวทั้งสองจะต้องพาเ้าไปหุบเขาผาพยัคฆ์ให้ได้แน่นอน”
คนทั้งสามก้าวเท้าเหยียบย่างไปพลางชวนกันชื่นชมทัศนียภาพสองฟากข้างทางไปพลาง ทิวทัศน์ยังคงงดงามด้วยต้นไม้อันร่มรื่นใบหญ้ายังคงเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำ หล่อเลี้ยงผืนดินเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลงธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ยังคงรักษาสภาพเอาไว้ได้เช่นเดิมมิแปรเปลี่ยน
แต่ทว่า สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปกลับเป็ชีวิตน้อย ๆ ของเด็กทารกผู้หนึ่งซึ่งเติบใหญ่ในตอนนั้นทารกน้อยจากหมู่บ้านเย้ยอรุณไปเมื่อราวห้าปีก่อนวันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วคล้ายติดปีกบิน เหตุการณ์ตอนนั้นทำให้ทารกน้อยผู้นี้หมดหวังสูญสิ้นทุกอย่างเมื่อมารดาบุญธรรมมาลาจากโลกนี้ไปจากเขาในเวลานั้นทำให้เด็กน้อยท้อแท้สิ้นหวังในชะตาชีวิตที่เหลืออยู่ของตนเอง
ในตอนนั้น ก่อนเดินทางออกจากหมู่บ้านเย้ยอรุณไปจ่านจือคิดว่าในชีวิตของเขาต่อจากนี้ คงไม่มีโอกาสกลับมายังมาตุภูมิของเขาอีกแล้วอนาคตภายภาคหน้าช่างริบหรี่มืดมนไม่เหลือความหวังกระไรเลยในจิตใจของเด็กน้อยในขณะนั้น
แต่ทว่า เมื่อเวลาผ่านไปห้าปีกว่าความหวังอันริบหรี่น้อยนิดของเขา อนาคตที่คิดว่ามืดดำมองไม่เห็นฝั่งของเด็กน้อยกลับได้พบกับแสงสว่างที่สามารถจับต้องได้ราวปาฏิหาริย์พลันบังเกิดขึ้น ที่เหลือต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับโชคชะตาฟ้าลิขิตบวกกับความมานะพยายามและอดทนของตัวทารกน้อยเอง
คุณธรรมน้ำใจสามารถปลูกสร้างขึ้นได้ในตัวเองสิ่งเหล่านี้จะคงอยู่คู่กับตัวตลอดไปไม่ดับสูญ มาตรว่าจะลาจากโลกนี้ไปแต่ความดีงามยังคงได้รับการสรรเสริญชื่นชมจากคนรุ่นหลัง ดั่งมีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมายจากทารกน้อยธรรมดาสามัญผู้หนึ่ง เด็กน้อยผู้ซึ่งไร้ปณิธานแกล้วกล้าแต่ทว่าบัดนี้ทารกน้อยธรรมดาสามัญผู้นั้น สามารถเปล่งประกายฉายแววของผู้กล้าขึ้นมาอีกทั้งยังเปี่ยมล้นด้วยน้ำใจไมตรีต่อมิตรสหาย
ก่อนที่จ่านจือจะเดินทางออกจากหุบเขาสายรุ้งเขาได้ตั้งปณิธานอันสูงส่งไว้ว่า จะผดุงคุณธรรมให้กับยุทธภพ ขจัดคนพาลอภิบาลคนดีมีจิตใจซื่อตรงเที่ยงธรรม สิ่งใดที่ไม่ถูกต้องอย่างได้มองข้ามเด็ดขาดหากไม่เหนือบ่ากว่าแรงอันพึงกระทำได้ เขาจะมิยอมปล่อยให้ผ่านเลยไปโดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ดังนั้นในเวลานี้สิ่งแรกที่เขา้ากระทำมากที่สุดนั่นคือได้กอดหลุมฝังศพของมารดาบุญธรรมก่อนพร้อมกับคุกเข่าก้มลงกราบท่านสักครั้งหนึ่ง
จ่านจือ เขาคิดจะบอกกล่าวกับมารดาบุญธรรมว่าขอให้ิญญาท่านไปสู่สุขคติสรวง์ อย่าได้ห่วงเซียวจือผู้นี้แล้วบัดนี้เซียวจือเติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว คำสั่งสอนของท่านแม่เขาจดจำได้ไม่ลืมเลือนเซียวจือจะเป็คนดีมีคุณธรรม ดั่งที่ท่านแม่้า คำพูดของท่านแม่บุญธรรมยังคงดังกึกก้องกังวานฝังอยู่ในโสตตลอดเวลาว่า
"เซียวจือเ้าจงจดจำใส่ใจเอาไว้นะลูก จะกระทำเื่ราวใด?น้อยใหญ่ก็ตาม อย่าได้ฝืนมโนธรรมตนเองขอเพียงเ้ามิผิดต่อตนเอง ไม่ผิดต่อผู้อื่นแล้ว ย่อมประเสริฐสุด"
ยามนี้ เหลือระยะทางอีกไม่ถึงร้อยวาคาดว่าจะถึงหมู่บ้านเย้ยอรุณแล้ว จ่านจือชี้มือไปยังบ้านหลังหนึ่งพร้อมกับส่งเสียงด้วยอาการตื่นเต้นยินดี ส่งเสียงกล่าวกับพี่สาวทั้งสองว่า
"พี่สาวใหญ่ พี่สาวรองบ้านของข้าพเ้าอยู่ตรงโน้น พวกท่านเห็นหรือไม่? ข้าพเ้าดีใจเหลือเกินดีใจที่ได้กลับมาบ้านตัวเองอีกครั้งหนึ่งกลับมาครานี้เซียวจือมิได้มาเพียงผู้เดียวอีกด้วยกลับพาพี่สาวที่น่ารักแสนดีมาด้วยถึงสองคน หากดวงิญญาท่านแม่รับรู้ท่านคงหมดห่วงในตัวข้าพเ้า พี่สาวทั้งสองรีบตามข้าพเ้ามาเร็วเข้า"
จ่านจือ ส่งเสียงตื่นเต้นดีใจเมื่อได้กลับมายังมาตุภูมิของตนอีกครั้ง กระโจนออกวิ่งนำหน้าพี่สาวทั้งสองไปพร้อมกับส่งเสียงบอกให้นางทั้งสองรีบติดตามมานางทั้งสองต่างแสดงอาการดีใจไปกับเขาด้วย เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของเขาบ่งบอกว่าลืมความเศร้าโศกเสียใจไปหมดสิ้นภาพของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นในค่ำคืนนั้นบัดนี้ไม่หลงเหลือเค้าลางเด็กหนุ่มผู้นั้นอีกแล้วนางทั้งสองจึงมิรีรอชักช้าเช่นกันรีบเร่งฝีเท้าก้าววิ่งติดตามเขาไปในทันทีพร้อมกับนางทั้งสองส่งเสียงร้องต่อเขาว่า
"เซียวจือ เ้ารอพี่สาวใหญ่กับพี่สาวรองด้วยดูเ้าสิแสดงอาการคล้ายดั่งเด็กทารก อายุไม่เกินสิบขวบปีมิมีผิด”
จากนั้นซื่อเหมี่ยนศิษย์ผู้พี่ของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาว ออกวิ่งนำหน้าศิษย์ผู้น้องพร้อมกับส่งเสียงเร่งเร้าดังว่า
“อี้เซิน เร็วเข้ารีบวิ่งตามเซียวจือไป ขืนมัวชักช้าอืดอาดประเดี๋ยวเราทั้งสองก็วิ่งตามเขาไม่ทันเข้าพอดี"
เอวี้ยอี้เซิน ในตอนแรกนางเพียงแค่อมยิ้มรู้สึกขบขันที่เห็นจ่านจือทำท่าทางราวเด็กทารกปานนี้แต่พอได้เห็นศิษย์พี่ของนางทำท่าทางเช่นนั้น อีกทั้งยังเร่งเร้ากล่าววาจาออกมาประหนึ่งว่าศิษย์พี่ของนางซื่อเหมี่ยน กลับไปเป็เด็กทารกผู้หนึ่งด้วยเช่นกันดังนั้นนางจึงกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่ไหว ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาครืนใหญ่พร้อมกับกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงปนเสียงหัวเราะตอบไปว่า
"ไปสิศิษย์พี่วันนี้ท่านกับข้าพเ้าลองเล่นเป็เด็กอายุไม่เกินสิบขวบดูสักวัน เผื่อบางทีอาจทำให้เซียวจือมีความสุขมากยิ่งขึ้นแต่ศิษย์พี่ระมัดระวังสิ่งของในห่อผ้าจะเสียหายแตกหักด้วยเราทั้งสองอุตส่าห์แวะซื้อมาโดยไม่ให้เขาทราบ เอาไว้ตอนที่เฉลยต่อเขาดูสิว่าเซียวจือจะแสดงอาการเป็เช่นไร? ศิษย์พี่ท่านกับข้าพเ้า พวกเรามาวิ่งแข่งขันกันสักเที่ยวหนึ่งเหมือนกับตอนที่เราอยู่ที่หุบเขาผาพยัคฆ์ขาวตอนเด็ก ๆ ดีหรือไม่?"
กล่าววาจาจบเอวี้ยอี้เซินออกวิ่งแซงหน้าศิษย์พี่ของนางไป วิ่งติดตามจ่านจือไปไม่ห่างเท่าใดนักซื่อเหมี่ยนศิษย์ผู้พี่รีบเร่งฝีเท้า วิ่งติดตามคนทั้งสองไป บรรยากาศในยามนี้ช่างเต็มไปด้วยความสุขหฤหรรษ์อย่างที่สุด
เมื่อคนทั้งสาม วิ่งมาถึงบ้านหลังหนึ่งจ่านจือนำหน้าพาพี่สาวทั้งสองเข้าไปชมยังด้านในบัดนี้สภาพภายในบ้านขาดการทำความสะอาดปัดกวาด จึงมีหยากไย่ใยแมงมุมขึ้นอยู่ทั่วไปซื่อเหมี่ยนจึงกล่าวกับจ่านจือว่า
“เซียวจือ เ้ารีบไปกราบหลุมศพท่านแม่ก่อนเถิดอีกสักครู่พวกเราค่อยกลับมาช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาด พี่สาวทั้งสองจะช่วยเ้าเอง”
จ่านจือ เขาเห็นด้วยกับพี่สาวใหญ่จึงรีบเดินออกจากบานประตู นำทางนางทั้งสองไปยังชายป่าแถบหนึ่งระยะทางไม่ไกลเท่าใดนัก
เมื่อทั้งสามมาถึง แลเห็นป้ายไม้ปักอยู่บนเนินดินที่หนึ่งดูจากสภาพโดยทั่วไป คาดว่าเพื่อนบ้านของป้าหนิวกับจ่านจือพวกเขาคงคอยแวะเวียนมาถากถางหญ้าให้ ดังนั้นจึงดูไม่เกะกะรกตาสักเท่าใดไม่เต็มไปด้วยหญ้าคาเหมือนบริเวณโดยรอบ
จ่านจือ ก้าวเท้าตรงไปคุกเข่าลงตรงหน้าหลุมฝังศพซื่อเหมี่ยนกับเอวี้ยอี้เซิน นางทั้งสองก้าวเท้าตรงไปแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าหลุมศพข้าง ๆ กับจ่านจือน้องชายของพวกนาง
ซื่อเหมี่ยนกับเอวี้ยอี้เซินนางทั้งสองคาดเดาได้ว่า จ่านจือคงมิได้ตระเตรียมธูปเทียนเครื่องกราบไหว้มาดังนั้นนางทั้งสองจึงได้แวะซื้อหามาให้กับเขาภายในห่อสะพายจึงมีกระดาษเงินกระดาษทอง อีกทั้งยังมีขนมโก๋ขนมเปี้ยะรวมทั้งธูปเทียน ขาดเพียงน้ำชาซึ่งยังมิได้ก่อเตาต้มน้ำชง
จ่านจือ เมื่อมองเห็นพี่สาวทั้งสองล้วงหยิบสิ่งของเ่าั้ออกมาจากห่อผ้าสะพาย จึงทราบได้ทันทีว่าพี่สาวทั้งสองให้ตนยืนรอตอนผ่านตลาดแห่งนั้นบอกว่าจะไปซื้อหาสิ่งของจำเป็บางอย่าง ที่แท้นางทั้งสองไปซื้อหาสิ่งของเหล่านี้เพื่อเตรียมไว้ให้กับตนใช้กราบไหว้มารดาบุญธรรมนั่นเอง
จ่านจือ อดรู้สึกซาบซึ้งตื้นตันใจออกมามิได้ขอบคุณในน้ำใจของพี่สาวทั้งสอง ดังนั้นคนทั้งสามจึงจัดแจงวางขนมจ่านจือปักเทียนเล่มหนึ่งลงภาชนะสำหรับปักเทียนซื่อเหมี่ยนส่งธูปที่จะจุดแล้วให้กับเอวี้ยอี้เซินและจ่านจือคนทั้งสามคุกเข่าอยู่ด้านหน้าหลุมฝังศพ พร้อมกับโค้งศีษระกราบไหว้ดวงิญญาของป่านป้าหนิวพร้อมๆ กัน จ่านจือส่งเสียงบอกกล่าวกับมารดาบุญธรรมว่า
"ท่านแม่ ข้าพเ้าเซียวจือกลับมาคารวะท่านแม่แล้ว พร้อมกับพาพี่สาวใหญ่ กับพี่สาวรองมากราบท่านแม่ด้วยนางทั้งสองดีต่อเซียวจือยิ่ง ดีต่อเซียวจือเหมือนที่ท่านแม่ดีต่อข้าพเ้าดีกับเซียวจือเสมือนเป็พี่สาวแท้ ๆ ของข้าพเ้าเซียวจือขอให้ดวงิญญาของท่านแม่รับรู้ ท่านแม่มิต้องเป็ห่วงเซียวจือแล้วขอให้ดวงิญญาท่านแม่ไปสู่สุขคติสรวง์เถิดเซียวจือขอสาบานต่อหน้าหลุมศพท่านแม่ ข้าพเ้าจะติดตามล้างแค้น เข่นฆ่าคนชั่วทั้งสามให้กับท่านแม่ให้จงได้"
หลังจากนั้น คนทั้งสามต่างช่วยกันเผากระดาษเงิน กระดาษทองเพื่ออุทิศไปถึงดวงิญญาของท่านแม่บุญธรรมของจ่านจือ เมื่อเรียบร้อยแล้วทั้งหมดพากันกลับเข้าบ้านของเขาอีกครั้ง พร้อมกับช่วยกันทำความสะอาดปัดกวาดหยากไย่กระทั่งหลงเหลือสภาพเดิมก่อนหน้านี้เอาไว้
เมื่อทำความสะอาดเสร็จเป็เวลามืดค่ำพอดีซื่อเหมี่ยน กับเอวี้ยอี้เซิน นางทั้งสองตอนที่ผ่านตลาด ยังซื้อหาอาหารแห้งติดมือมาด้วยดังนั้นอี้เซินจึงส่งเสียงบอกกว่ากับจ่านจือว่า
“เซียวจือ เ้าไปตักน้ำมาสักถังพี่สาวรองกับพี่สาวใหญ่ มีอาหารแห้งติดมือมาด้วย ดังนั้นจะเข้าครัวหุงข้าวกับปรุงอาหารอร่อย ๆให้เ้าได้รับประทาน”
อีกไม่นานเท่าใดนักคนทั้งสามต่างนั่งล้อมวงบนม้านั่ง วางอาหารหลายจานอยู่บนโต๊ะไม้ไผ่ม้านั่งล้วนจัดสร้างจากไม้ไผ่เช่นกัน หลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้วซื่อเหมี่ยนหยิบห่อผ้าสะพายออกมา พร้อมกับเปิดออก จ่านจือเพ่งมองด้วยความสงสัยว่าภายในห่อสะพายคือสิ่งของใดกันแน่
เอวี้ยอี้เซินรีบเข้ามาช่วยศิษย์พี่ของนางหยิบสิ่งของในห่อผ้าออกมา พอพี่สาวทั้งสองของจ่านจือหยิบของภายในห่อสะพายออกมาวางไว้ตรงหน้า ทราบว่าเป็ผ้าต่วนเนื้อดีสองพับนั่นเองพี่สาวรองของเขา ค่อย ๆ บรรจงหยิบผ้าสองพับนั้นขึ้นมาพร้อมกับยื่นออกมาตรงหน้าจ่านจือ ส่งเสียงกล่าวถามกับเขาว่า
"เซียวจือ เ้าชื่นชอบหรือไม่?พี่สาวรองกับพี่สาวใหญ่ของเ้า คล้ายเห็นเ้าสวมใส่เสื้อผ้าเก่าซีดสภาพมีรอยปะชุนแถมยังใกล้ขาดวิ่นหมดสิ้นแล้ว เ้าจะได้มีชุดใหม่ไว้ผลัดเปลี่ยนสองสีนี้เ้าพึงพอใจหรือไม่?”
จ่านจือ เอื้อมสองมือััเนื้อผ้าทั้งสองพับจ้องมองหน้าพี่สาวทั้งสอง ประการสายตาทอความตื้นตันสำนึกขอบคุณส่งเสียงกล่าวตอบเสียงสั่นเครือว่า
“ชื่นชอบ ข้าพเ้าชื่นชอบยิ่งพี่สาวทั้งสองล้วนดีกับเซียวจือมากมายเพียงนี้มิทราบว่าข้าพเ้าจะตอบแทนพี่สาวทั้งสองได้เช่นไร?เซียวจือได้แต่กล่าวขอบคุณพี่สาวทั้งสองยิ่ง”
พี่สาวใหญ่ของจ่านจือ แย้มยิ้มอย่างเอ็นดูเอื้อมมือฉวยพับผ้าสองพับมาถือไว้ ส่งเสียงเอ่ยกล่าวว่า
“เซียวจือเ้าไม่ต้องเกรงอกเกรงใจพี่สาวทั้งสองเพียงนี้ เ้าเป็น้องชายของพวกเราเป็พี่เป็น้องกันจะต้องรักใคร่กลมเกลียว รู้จักแบ่งปันเอื้อเฟื้อแก่กันมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน สี่สาวใหญ่ทั้งสองจะไม่ทอดทิ้งเ้าแน่นอน”
เอวี้ยอี้เซิน นางก็แย้มยิ้มเช่นกันส่งเสียงกล่าวต่อจากศิษย์พี่ของนางว่า
“ตอนอยู่หุบเขาสายรุ้งคงไม่มีผู้ใดตัดเย็บให้กับเ้า ดังนั้นพี่สาวรองกับพี่สาวใหญ่จะช่วยกันตัดเย็บเสื้อกางเกง พร้อมทั้งชุดคลุมใหม่ให้เ้าสักชุดหนึ่ง มา ๆ เซียวจือเ้าขยับมาใกล้ๆ อีกนิด ให้พี่สาวทั้งสองได้กะประมาณตัวเ้าก่อน ตัดเย็บออกมาแล้วจะได้พอดีตัวเวลาสวมใส่จะได้ไม่น่าเกลียด ฝีมือการตัดเย็บของพี่สาวทั้งสองไม่เลวนัก"
จ่านจือ ตื้นตันใจกระทั่งพูดจาไม่ออกได้แต่พยักหน้าพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้ ๆ ให้พี่สาวทั้งสองได้วัดขนาดของรูปร่างเมื่อกะวัดขนาดแขนขาหัวไหล่และลำตัวแล้ว ความสูงความกว้างก็มิอาจผิดพลาดพี่สาวรองของเขาส่งเสียงกล่าวให้เขายืนขึ้นในที่สุดนางทั้งสองช่วยกันวัดตัวของเขาเสร็จเรียบร้อย
หลังจากนั้น พี่สาวทั้งสองของจ่านจือพวกนางต่างช่วยกันตัดผ้าสองพับนั้น พร้อมกับบรรจงช่วยกันเย็บอย่างประณีตจ่านจือเห็นพี่สาวทั้งสองขะมักเขม้นตัดเย็บกันอย่างตั้งใจเขากลัวพวกนางจะสูญเสียสมาธิ จึงขอปลีกตัวออกมาเดินชมดูบรรยากาศโดยรอบหลังจากไม่ได้กลับมาเสียนานโข
กำหนดการที่พูดคุยกันไว้คนทั้งสามคิดจะพักอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเย้ยอรุณแห่งนี้ราวสี่ห้าวันหลังจากนั้นจะออกเดินทางไปยังพรรคไผ่หลิวซึ่งเป็ทางผ่านที่จะใช้เดินทางไปวัดเส้าหลิน อีกประการหนึ่ง เพื่อไปสืบข่าวดูว่าท่านเ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าได้ส่งข่าวคราวมาถึงหัวหน้าพรรคไผ่หลิวแล้วหรือไม่ หากท่านยังไม่ส่งข่าวไป พวกเขาทั้งสามจะได้บอกเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้กับหัวหน้าพรรคไผ่หลิวนามเฉิงปู้กง ให้ท่านได้รับทราบ
หากมิมีเื่ราวใดผิดพลาด คาดว่าหลังจากนั้นพวกเขาจะเดินทางต่อไป จุดมุ่งหมายเป็สำนักเมฆฟ้าพิรุณคิดจะบอกกล่าวเื่ราวเช่นเดียวกันนี้ ให้กับเ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณนามเหิงปี้ไป่ให้ท่านรับทราบเช่นกัน
เพียงแต่ว่าการเดินทางในครั้งนี้อาจจะไม่ราบรื่นสะดวกสบายเท่าใดนัก หากคำนวณตามสถานการณ์คาดว่าคนของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าคงจัดวางกำลังคนชนชั้นยอดฝีมือไว้ตลอดรายทางอย่างแน่นอนหาก้าเดินทางไปโดยปลอดภัย คนทั้งสามคิดเอาไว้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะต้องปลอมแปลงตัวชั่วคราว ส่วนจะปลอมแปลงเป็เช่นไรนั้น ค่อยคิดอีกทีเมื่อใกล้วันออกเดินทาง
จ่านจือเขาเดินทอดน่องสำรวจหลังหมู่บ้านเย้ยอรุณอยู่ครู่ใหญ่เมื่อกลับมาเห็นพี่สาวทั้งสองพวกนางยังคงนั่งเย็บชุดใหม่ให้เขาโดยไม่หลับไม่นอน ดังนั้นเขาเองจึงมิยอมเข้านอนเช่นเดียวกันนั่งเฝ้ามองพี่สาวทั้งสองตัดเย็บชุด จนกระทั่งผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ทั้งสามคนต่างม่อยหลับไปโดยไม่รู้ตัวอาจเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางด้วยนั่นเอง
รุ่งเช้าฟ้าสางสว่างไสว แสงแรกแห่งอรุโณทัยค่อย ๆโผล่พ้นทิวเขาอันไกลโพ้นทางทิศตะวันออก ลำแสงสีทองอ่อน ๆ ทอดตัวฉาบไล้ต้นไม้ใบหญ้าอีกทั้งโล่งดินเหลืองทั่วบริเวณ หมอกน้ำค้างค่อย ๆ เหือดแห้งระเหยสู่ชั้นอากาศนกกาส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วเสียงดังเซ็งแซ่ ขยับปีกโบยบินออกหากิน
ปล่อยให้ลูกน้อยในรวงรังหลังคบไม้ใหญ่ส่งเสียงร้องจิบ ๆ เฝ้ารอคอยอาหารจากพ่อแม่ของพวกมันพ่อแม่ซึ่งเป็หัวหน้าครอบครัวที่ทำหน้าที่ออกไปหาอาหารกลับมาป้อนลูกน้อยด้วยความรักอันเที่ยงแท้เพื่อให้พวกมันเติบใหญ่ปีกกล้าขาแข็ง สามารถโบยบินออกหากินได้ด้วยตัวเอง
อรุณรุ่งเช้านี้ จ่านจือพร้อมซื่อเหมี่ยนศิษย์ผู้พี่ รวมทั้งเอวี้ยอี้เซินศิษย์ผู้น้องทั้งสามตื่นสายกว่าปกติ เนื่องจากเมื่อคืนนางทั้งสองคนต่างขะมักเขม้นช่วยกันตัดเย็บชุดใหม่ให้กับเขา
หลังจากตื่นนอนแล้วทั้งสามคนต่างรีบเร่งล้างหน้าล้างตา ซื่อเหมี่ยน กับเอวี้ยอี้เซินรีบเข้าครัวหุงข้าวปรุงอาหาร จ่านจือขณะที่รอพี่สาวทั้งสองเข้าครัวหุงหาข้าวปลาอาหารเขาพลัน้ายืดเส้นยืดสาย ครุ่นคิดขึ้นว่า
“ปกติตอนเช้าในหุบเขาสายรุ้งเราจะต้องเดินลมปราณหมั่นฝึกฝนวิชาฝ่ามือ เช้านี้อากาศดียิ่ง ขณะรอพี่สาวทั้งสองเราไม่อาจี้เีปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์เป็อันขาด”
เมื่อคิดได้เช่นนั้นจ่านจือเดินออกมายังหน้าบ้านกลางลานกว้างพร้อมกับร่ายรำกระบวนท่าวิชาดาวดึงส์ออกมาั้แ่เขาอาศัยอยู่ที่หุบเขาสายรุ้ง มิเคยละเลยว่างเว้นจากการทบทวนวิชาฝ่ามือทุกครั้งที่ว่างจากงานซึ่งอาจารย์สั่ง เขาต้องออกกระบวนท่าอยู่เป็ประจำ เมื่อออกจากหุบเขาสายรุ้งแล้วเขายังจะต้องปฏิบัติตัวเช่นเดิม ไม่ลืมเลือนที่จะขยันทบทวนฝึกฝนอย่างน้อยจะต้องโคจรพลังลมปราณหนึ่งชั่วยามอยู่เสมอ
ในยามนี้ จ่านจือเคลื่อนไหวโยกย้ายไปมาทั้งมือเท้าก้าวย่างอย่างแคล่วคล่องว่องไว ท่ามกลางบรรยากาศอันสดชื่นสายลมรื่นพัดโรยริน เห็นเพียงเงาร่างเคลื่อนย้ายดุจหมอกควันเลือนราง เสียงทึบ ๆ ปงๆ ครืนครั่นดังหวืดหวือดังต่อเนื่องไม่สะดุดติดขัดคลื่นพลังปราณฝ่ามือไร้สภาพครอบคลุมกินพื้นที่ไปหลายสิบวา
กระบวนท่าวิชาดาวดึงส์ที่จ่านจือได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์ เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน มีทั้งหมดเก้าท่าด้วยกันในแต่ละท่าผันแปรเปลี่ยนแปลงเป็สิบสองกระบวนท่ารวมทั้งสิ้นสามารถพลิกแพลงได้ถึงร้อยแปดกระบวนท่าในวิชาดาวดึงส์ทั้งเก้าท่ามีชื่อเรียกหาดังต่อไปนี้
ท่าที่หนึ่งดาวเย้ยเดือน ท่าที่สองดาวเกลื่อนนภา ท่าที่สามดาวเคลื่อนเดือนคล้อย ท่าที่สี่ขยี้ดาวใต้แสงจันทร์ ท่าที่ห้าดาวทะยานฟ้า ท่าที่หกดาวฉายแสง ท่าที่เจ็ดสะกดจันทร์สุริยันอับแสง ท่าที่แปดดาวล้อมเดือนเคลื่อนฟ้าย้ายดิน ท่าที่เก้าย้ายเดือนดับตะวันผันจักรวาล
วิชาดาวดึงส์ท่าที่แปด กับท่าที่เก้าถือว่าเป็ท่าที่พลิกแพลงได้พิสดารยิ่ง อีกทั้งยังมีอานุภาพรุนแรงแข็งกร้าวถึงที่สุดแต่กระนั้นในความรุนแรงแข็งกร้าวในท่าเท้าฝ่ามือกลับแฝงความอ่อนหยุ่นเยือกเย็นเอาไว้อยู่ในกระบวนท่าอย่างลงตัว
วิชาดาวดึงส์นอกจากใช้ทำร้ายคู่ต่อสู้จนยากหลบหลีกแล้ว ด้านพลังลมปราณยังยากต้านทานได้นอกเหนือจากนี้ บางกระบวนท่าในวิชาดาวดึงส์ยังสามารถใช้ทำลายอาวุธทุกชนิดได้ง่ายปานพลิกฝ่ามือ โดยเฉพาะท่าที่แปดกับท่าที่เก้า นอกจากใช้ทำลายอาวุธได้แล้ว ยังสามารถใช้บังคับเคลื่อนย้ายอาวุธรวมทั้งสรรพสิ่งรอบกายได้โดยมิต้องััแตะต้องเพียงแต่บังคับฝ่ามือใช้พลังลมปราณ ควบคุมอาวุธในระยะไกลได้ดั่งใจปรารถนา
ยามนั้น ในขณะที่จ่านจือกำลังเร่งเร้าพลังลมปราณกระทั่งถึงระดับขีดขั้นอันสูงสุด ด้วยกระบวนท่าที่เก้าในวิชาดาวดึงส์นามย้ายเดือนดับตะวันผันจักรวาล ทันใดนั้นเอง พลันปรากฏเงาร่างเบาบางสายหนึ่งโลดแล่นมาแล้วพุ่งทะยานชำแรกผ่านเส้นสายของคลื่นพลังลมปราณอันทะลักล้นของเขาเข้ามา
เงาร่างนั้นคล้ายดั่งหมอกควันเบาบางสายหนึ่งเห็นเป็เพียงเงาคนเคลื่อนย้ายเลือนราง เบาบางกระทั่งเปรียบได้กับสายลมพัดไร้สภาพไร้ตัวตนเคลื่อนไหวรวดเร็วราวภูติพราย ภายใต้คลื่นพลังลมปราณอันมหาศาลจ่านจือคล้ายมองเงาร่างนั้นไม่ชัดเจนนักแต่ทว่าสิ่งหนึ่งซึ่งมองเห็นชัดเจนอีกทั้งยังสะดุดตายิ่งระหว่างเอวของเงาร่างคนหรือภูติพรายผู้นั้นเหน็บไม้เท้าลักษณะคล้ายปล้องลำไม้ไผ่สีเขียวราวหยกด้ามหนึ่ง
ยามนี้ จ่านจือทราบว่าพลังลมปราณในร่างของตนเอง บัดนี้คล้ายดั่งทำนบพังทลายจะสลายเสียแต่กลางคันยังไม่อาจกระทำได้พลังอันอัดแน่นต่อเนื่องหนุนเนืองไม่สิ้นสุด จ่านจือครุ่นคิดขึ้นว่า
“แย่แล้ว ไฉนพลังวัตรของเราในเช้านี้จึงมหาศาลดั่งคลื่นซัดสาดอันบ้าคลั่งปานนี้หรือว่าเราบรรลุถึงระดับขอบขั้นหนึ่งที่สูงขึ้น เงาร่างนี้เป็ผีหรือคนกันแน่?หากเราไม่อาจรั้งพลังกลับคืนมา คิดว่าจะเป็ผีหรือคนคงต้องถูกพลังอันไม่อาจควบคุมของเราทำร้ายแล้ว”
เงาร่างเบาบางสายนั้น เมื่อเคลื่อนย้ายเข้ามาโดยมินำพาต่อคลื่นพลังลมปราณอันมหาศาล ซึ่งกำลังก่อกวนม้วนตลบแ่าคล้ายกับไม่มีพื้นที่ให้ชำแรกแทรกกายอยู่ได้ แต่ทว่าเงาร่างเบาบางสายนั้นกลับชำแรกแทรกผ่านเข้ามาโดยง่ายดายไร้เื่ราวพร้อมกับเปล่งเสียงหัวร่อแหบพร่าสท้านหูส่งเสียงกล่าววาจาดั่งคนชราใกล้อำลาโลกปานฉะนั้น
"ฮาฮา ทารกน้อยอันประเสริฐเราเล่าฮั่ง(ชายชรา)กระดูกผุกร่อนไม่เจียมสังขารเราเห็นเ้าฝึกซ้อมกระบวนน่าสนุกสนานยิ่ง ดูจากกระบวนท่าบวกกับพลังวัตรนับว่าร้ายกาจไม่อาจประมาทดูแคลน เราขอร่วมสนุกกับเ้าสักหลายกระบวนท่าเ้าอย่าได้ดูแคลนเห็นว่าเราแก่ชราใกล้ตายเด็ดขาด”
จ่านจือคิดส่งเสียงกล่าวตอบออกไปแต่ทว่าเขามิอาจจะกระทำได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ ความเป็ตายเท่ากันด้วยประสบการณ์ที่ยังไม่มากพอ เขาจึงกระทำเื่ราวใดไม่ถูกได้ยินเสียงแหบพร่าระคายหูส่งเสียงดังมาอีกว่า
“ฮาฮา วิเศษ ๆ เนิ่นนานปานใด?เราเองก็มิอาจจดจำได้ ที่เราเฒ่าชรามิพบหน้าเจอะเจอคู่มืออันร้ายกาจเช่นเ้าเกรงว่าสนิมในข้อกระดูกของเรา ป่านนี้คงจับเกาะเกรอะกรังแล้วกระมังวันนี้นับว่าโชคดีของเฒ่าชราอย่างเรา ได้มีโอกาสสลัดสลายคราบสนิมซึ่งอุดตันอยู่ในเส้นสายไขกระดูกออกไปเสียที"
จ่านจือ มองเห็นเงาร่างเบาบางสายนั้นพุ่งผ่านคลื่นพลังลมปราณอันแ่าของเขาเข้ามา เขาสันนิษฐานเอาไว้ไม่ผิดพลาดแน่คนผู้นี้ย่อมเป็ยอดฝีมือสูงส่งท่านหนึ่งอย่างแน่นอนฟังจากน้ำเสียงที่กล่าวอีกทั้งปฏิกิริยาท่าร่างคล้ายมิได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อต่อตนเอง
ดังนั้น จ่านจือจึงไม่ถึงกับลนลาน แต่ทว่าในขณะนี้พลังลมปราณในร่างของตนเอง ถูกเร่งเร้ากระทั่งถึงขีดสูงสุด มิอาจฉุดรั้งหรือดึงพลังกลับคืนมาได้หากตนเองกระทำเช่นนั้นจริงถือว่าโง่เขลาอย่างยิ่งสำหรับกับผู้ฝึกยุทธ์ถือว่าเป็จุดอันตรายร้ายแรงเพราะหากผิดพลาดอาจทำให้ลมปราณในร่างแตกซ่าน หรือไม่ก็ถูกธาตุไฟเข้าแทรกน้อยาเ็สาหัส หนักอาจถึงแก่ชีวิต
ยามนี้ จ่านจือผลักฝ่ามือทั้งสองออกไปแล้วก่อเกิดเป็พลังลมปราณอันมหาศาลม้วนทะลักดั่งระลอกคลื่นโหมกระหน่ำกระหนาบรอบทิศทางกดคุกคามเข้าใส่เงาร่างเบาบางสายนั้น ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสี่ห้าวาจ่านจือร่ำร้องขึ้นในใจ ในครั้งนี้ตนเองต้องพลั้งมือทำร้ายคนแล้วจริง ๆ
เงาร่างของคนผู้นั้น หาได้หลบหลีกแต่ร่ายรำกระบวนท่าฝ่ามือเข้ามาต้านทานเมื่อคนผู้นั้นผลักดันฝ่ามือทั้งสองออก เกิดเป็สภาวะพลังอีกประเภทหนึ่งซึ่งครอบคลุมคล้ายดั่งพลังสายนั้นหมุนวนอยู่รอบกายเที่ยวหนึ่งก่อนที่ขุมพลังอันพิสดารของคนผู้นั้น จะพุ่งทยานเข้ามาปะทะกับพลังลมปราณของจ่านจือ
เมื่อคลื่นพลังลมปราณของทั้งสองปะทะกันเกิดเป็ประกายสีขาวคล้ายหมอกควัน แตกกระจายออกรอบทิศทางพร้อมกับเสียงดั่งกัมปนาทะเืเลื่อนลั่น ดังสนั่นไปทั่วบริเวณเงาร่างของคนผู้นั้นถอยร่นกลับหลังไปครึ่งก้าว จ่านจือกลับรู้สึกเหมือนมีวัตถุหนักๆ ดั่งขุนเขามหึมาพุ่งชนเข้ามา ด้วยระดับความแรงอันมหาศาลสุดที่ตนเองจะต้านทานเอาไว้ได้ กระทั่งร่างของเขาถอยร่นกลับหลังไปถึงก้าวครึ่งขณะซวนเซเสียหลักยังพยายามตั้งหลักมั่น
ร่างเบาบางของคนผู้นั้น ถึงแม้จะถอยร่นไปครึ่งก้าวแต่กลับตั้งหลักมั่นหยัดยืน มิซวนเซเสียหลักแม้แต่น้อย ผิดแผกแตกต่างจากจ่านจือเมื่อถอยร่นไปก้าวครึ่งร่างซวนเซเสียหลักถลาโอนเอน มิอาจบังคับฝืนร่างกายให้ตั้งหลักมั่นได้ในทันที
ยามนี้ จ่านจือคล้ายทราบแน่ตนเองไม่อาจบังคับร่างกายหยัดยืน เห็นทีจะต้องล้มครืนร่างฟาดพื้นอย่างแน่นอนแต่ทว่าก่อนที่เขาจะล้มหงายหลังร่างฟาดพื้นไปในชั่วพริบตานั้นเงาร่างของคนผู้นั้นเคลื่อนย้ายด้วยท่าร่างพิสดารฝีเท้าก้าวย่างรวดเร็วยิ่งดุจปีศาจภูติพรายไร้น้ำหนักเมื่อบรรลุถึงพร้อมกับยื่นมือทั้งสองออกมา แล้วคว้ารับร่างด้านหลังของเขาเอาไว้มิให้ล้มหงายไปตามสภาวะพลังที่ยังสลายมิหมดสิ้น
คนผู้นั้น ส่งเสียงหัวร่อพร้อมกับส่งเสียงแหบพร่ากล่าววาจากับจ่านจือว่า
"ฮาฮา สมใจ สมใจเราเฒ่าชรานักทารกน้อยอันประเสริฐ เ้ากลับรับกระบวนท่าฝ่ามือของเราได้ถึงแม้จะซวนเซเสียหลักไปบ้าง แต่ทว่าเ้าไม่ได้รับาเ็ภายในเลยแม้แต่น้อยร้ายกาจเ้านับว่าร้ายกาจนัก อายุยังเยาว์กลับมีวิชาฝ่ามือแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ลมปราณยังลึกล้ำถึงถึงระดับนี้ ในยุทธภพนี้หาได้ไม่ง่ายดายเลยทีเดียว”
จ่านจือ ร่างของเขายังคงไม่ตั้งตรงจึงยังมิได้กล่าววาจาโต้ตอบออกไปในตอนนี้ คนผู้ที่กำลังใช้สองมือประคองร่างของเขาส่งเสียงกล่าววาจาต่ออีกว่า
“เราเฒ่าชรา คล้ายดูออกว่าตอนที่เ้าปล่อยพลังลมปราณออกมานั้น พอเห็นเราเ้าคิดจะรั้งดึงพลังบางส่วนกลับคืนไปด้วยกลัวว่าจะทำร้ายเฒ่าชราเช่นเราใช่หรือไม่? นับว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่เ้ากระทำเช่นนั้นได้มิทันการมิฉะนั้นบู๊ลิ้มนี้คงขาดจอมยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง ซึ่งมีคุณธรรมน้ำใจที่หายากยิ่งเช่นเ้าแน่นอนน่าเสียดาย ๆ"
ยามนี้ จ่านจือทรงกายมั่นตั้งหลักหยัดยืนได้แล้วเห็นว่าผู้ที่ใช้ท่าร่างอันพิสดาร พุ่งร่างเข้ามาใช้สองมือประคองเขาไว้นั้นที่แท้เป็ชายชราผู้หนึ่งรูปร่างค่อนข้างท้วมแต่ทว่า่ลำตัวกลับมีความสูงราวเจ็ดถึงแปดเชี้ยะ ชายชราผู้นี้สวมเสื้อผ้าเก่า ๆสีเทาซีดเซียว มีร่องรอยการปะชุนเอาไว้หลายแห่งเฉกเช่นเดียวกันกับชุดที่เขาสวมใส่อยู่ในขณะนี้มิผิด
จ่านจือ มิกล้าชักช้าเสียมารยาทรีบประสานมือขึ้นทำการคารวะ ต่อชายชราร่างท้วมผู้นั้นพร้อมกับส่งเสียงกล่าววาจานอบน้อมว่า
“ขอบคุณาุโที่ออมมือให้แก่ข้าพเ้าอีกทั้งยังช่วยรับร่างของข้าพเ้าเอาไว้ มิให้ล้มหงายฟาดพื้นท่านกล่าวชมข้าพเ้าเกินไปแล้ว”
จ่านจือ กล่าววาจาจบ สำรวจดูใบหน้าชายชราตรงหน้าดูจากร่องรอยความเหี่ยวย่น เส้นผมที่ขาวโพลนพอจะคาดเดาอายุได้ว่าน่าจะไม่ต่ำกว่าเก้าสิบถึงหนึ่งร้อยปีทีเดียวเค้าหน้าท่าทางใจดี บนใบหน้าประดับไปด้วยร่องรอยเหี่ยวย่นของวัยชราแต่ทว่ากลับสดใสเปล่งปลั่งดั่งคนหนุ่มสาว ผมเผ้าและคิ้วหนวดเคราล้วนสีขาวสนิทมิมีสีดำปะปนแม้แต่เศษเส้นเดียว ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายลึกล้ำบ่งบอกถึงความแก่กล้าของพลังวิชากำลังภายใน
ชายชราผู้นั้น สำรวจมองจ่านจือเที่ยวหนึ่งจากนั้นส่งเสียงกล่าวกับเขาว่า
“เ้ามิต้องกล่าววาจาถ่อมตนเราดูออกว่าฝีมือเ้ามิธรรมดา เ้าอายุยังอ่อนเยาว์กลับมีฝีมือปานนี้ผู้เป็อาจารย์ของเ้าคงมิต้องกล่าวถึง เพียงแต่เรามิเข้าใจในร่างกายของเ้า คล้ายกับมีสิ่งใด?ไม่ถูกต้อง กับมีบางสิ่งในตัวเ้าที่ไม่เหมือนคนทั่วไป เ้าขยับเข้ามาใกล้ๆให้เราตรวจสอบดู”
ชายชราผู้นั้น มือหนึ่งประคองร่างจ่านจือเอาไว้อีกมือหนึ่งทาบทับลงบนแผ่นหลังของเขา ตำแหน่งต่ำลงมาจากท้ายทอยราวหนึ่งฝ่ามือพร้อมกับแผ่พุ่งพลังสายหนึ่ง รู้สึกอุ่นสบายผ่านฝ่ามือของท่านชำแรกเข้าสู่ร่างของเขาจ่านจือมิได้เกร็งพลังลมปราณต้านทานแต่อย่างใด คล้ายกับเขาดูออกว่าชายชราผู้นี้มิได้ประสงค์ร้ายในตัวเขา
ชายชราผู้นั้นเมื่อปล่อยพลังลมปราณอุ่นสบายสายนั้นเข้าสู่ร่างของจ่านจือ ชายชราหลับตาลงในขณะที่จ่านจือมีความรู้สึกว่า พลังอุ่นสบายสายนั้นวิ่งไปตามเส้นสายและจุดชีพจรต่าง ๆ ภายในร่างกายของตนเองบางครั้งช้าบางคราเร็วสลับสับเปลี่ยน ผ่านไปไม่นานนักชายชราผู้นั้นถอนฝ่ามือออกจากแผ่นหลังของเขา พร้อมกับลืมตาขึ้นช้า ๆแล้วคล้ายกล่าววาจาพึมพำกับตัวท่านเองว่า
"แปลก! ช่างแปลกประหลาดนัก?"
จ่านจือ เขาไม่เข้าใจในคำพูดของชายชราผู้นี้คำว่าแปลกที่ท่านกำลังกล่าวถึง ท่านหมายถึงเื่ราวใด พลันครุ่นคิดขึ้นว่า
“ไฉนาุโท่านนี้กล่าวว่าแปลกในตัวเรามีสิ่งใดไม่ถูกต้อง หรือว่ามีสิ่งใดที่ไม่คล้ายกับคนทั่วไปกันแน่?”
แต่หากจะให้คาดเดา เื่ราวที่ชายชรากำลังสงสัยต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเองอยู่เก้าส่วน ดูท่านกำลังใช้ความคิดกระไรบางอย่างชายชราผู้นั้นมิกล่าววาจาใดออกมาอีก ได้แต่แสดงท่าทางครุ่นคิดดังนั้นจ่านจือจึงถอยหลังออกมาก้าวหนึ่งนึกได้ว่าตนเองยังมิได้แนะนำชื่อให้กันท่านได้รู้จักแสดงท่าทีนอบน้อมพร้อมกับส่งเสียงแนะนำตัวเองว่า
"ข้าพเ้าเป็เด็กกำพร้า ไร้หัวหนอนปลายเท้ามีแซ่ว่าจ้าว เรียกชื่อว่าจ่านจือ หากไม่เป็การล่วงเกินท่านเกินไปนักข้าพเ้าขอทราบนามอันสูงส่งของท่านาุโได้หรือไม่?”
ชายชราผู้นั้น เห็นถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนของจ่านจืออีกทั้งยังแสดงถึงความมีมารยาท ดังนั้นคำว่าไร้หัวนอนปลายเท้าที่เขากล่าวเมื่อครู่คล้ายกับยังมีเื่ปิดบังอยู่บ้าง ดังนั้นชายชราจึงแสดงสีหน้าพึงพอใจพลางใช้ดวงตาภายใต้คิ้วขาวดุจไหมเงิน สำรวจเขาอยู่เที่ยวหนึ่งจากนั้นเผยรอยยิ้มกว้าง มองเห็นฟันในปากหลงเหลือเพียงไม่กี่ซี่ชายชรากล่าววาจาตอบกับเขาว่า
"เ้ามีชื่อว่าจ่านจือหรอกรึ? ดูจากลักษณะท่าทางของเ้าเราผู้เฒ่าท่องยุทธภพมาช้านาน ออกท่องเที่ยวเดินทางไปทั่วทุกแห่งหนคิดว่าเราไม่เคยพบหน้าเ้ามาก่อน ที่เ้ากล่าวกับเราเมื่อครู่ถึงเื่ราวที่เราออมมือให้กับเ้า ความจริงเรามิได้ออมมือแต่อย่างใดเ้าคล้ายต้องชะตากับเราผู้เฒ่าอยู่บ้าง ดังนั้นก่อนตอบคำถามเ้าเมื่อครู่ซึ่งเ้ากลาวถามเราว่า เรามีนามเรียกหาว่ากระไร? เราผู้เฒ่าขอทราบนามอันสูงส่งของอาจารย์เ้าก่อนจะได้หรือไม่?"
จ่านจือ เมื่อได้ยินเช่นนั้น าุโท่านนี้กล่าวถามนามของอาจารย์ตนเองซึ่งเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนสั่งกำชับกับเขาเอาไว้ก่อนถึงวันชุมนุมชาวยุทธ์ที่วัดเส้าหลินห้ามมิให้เขาบ่งบอกหรือแพร่งพรายต่อทุกคน เกี่ยวกับความเป็มาของอาจารย์เด็ดขาด
ดังนั้น จ่านจือจึงต้องรักษาคำพูดที่ได้รับปากต่อเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนผู้เป็อาจารย์ว่าเขาจะไม่บ่งบอกนามของท่านออกไปก่อนได้รับอนุญาตเป็อันขาดจึงกล่าวตอบาุโตรงหน้าตามความสัตย์ถึงความจำเป็ว่า
"ข้าพเ้าต้องขออภัยต่อาุโอย่างใหญ่หลวงที่ไม่สามารถบอกกล่าวชื่อเสียงเรียงนามของท่านอาจารย์ได้ เนื่องจากข้าพเ้าได้รับปากต่ออาจารย์เอาไว้ว่าจะไม่บอกกล่าวต่อผู้ใด ก่อนได้รับอนุญาตจากท่านเสียก่อน ในเื่ความจำเป็นี้คิดว่าาุโคงไม่ตำหนิข้าพเ้ากระมัง?"
ชายชราผมขาวคิ้วยาวผู้นั้นเมื่อได้ยินคำตอบของจ่านจือแล้ว นอกจากท่านไม่ว่ากระไรแล้ว ท่านกลับแสดงสีหน้าพึงพอใจออกมาแล้วส่งเสียงกล่าวกับเขาว่า
"เราผู้เฒ่ามิตำหนิเ้าตรงกันข้ามเรากลับชื่นชมเ้าด้วยซ้ำ เ้าไม่บอกกล่าวต่อเรา ด้วยมีเหตุผมอันสมควรเมื่อรับปากอาจารย์เอาไว้ใช่เป็ความผิดเ้าเราผู้เฒ่ากลับรู้สึกว่าเ้ามีความซื่อสัตย์ รักษาคำพูดไม่เป็คนปลิ้นปล้อนแปลกปลอมข้อนี้ของเ้าเราผู้เฒ่าขอชื่นชมด้วยใจจริง”
จ่านจือ เขาแสดงสีหน้าขอบคุณาุโท่านนี้คล้ายเข้าใจต่อความจำเป็ของเขา ส่งเสียงกล่าวตอบสั้น ๆ ว่า
“ข้าพเ้ามีความจำเป็จริง ๆไม่อาจบอกกล่าวออกไปได้จริง ๆ”
าุโผู้นี้แย้มยิ้ม ส่งเสียงกล่าวกับจ่านจืออีกว่า
“เราผู้เฒ่าเข้าใจเ้าดีเมื่อเ้าได้รับปากอาจารย์ของเ้าเอาไว้ จงรักษาคำพูดเอาไว้อย่างเคร่งครัดคนเราหากมีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองย่อมต้องมีความซื่อสัตย์ต่อผู้อื่นอย่างแน่นอนจ่านจือเ้านับว่าไม่เลวเลย เ้าอายุยังเยาว์กลับมีความคิดรู้จักวางตัวไม่หยิ่งยโสวาจาถ่อมตัวอ่อนน้อมอีกทั้งยังมีความซื่อสัตย์น่ายกย่องส่งเสริมเราผู้เฒ่ายอมรับนับถือในตัวของเ้าด้วยจริงใจ"
ในขณะที่คนทั้งสอง จะได้กล่าววาจาใดต่อไปซื่อเหมี่ยน กับเอวี้ยอี้เซิน นางทั้งสองกำลังทำอาหารอยู่ในครัวพอได้ยินเสียงปะทะกันดังครืนครั่น นางทั้งสองรู้สึกกระหนกใเกรงว่าจ่านจือจะพบเจอเื่ราวอันตราย นางทั้งสองจึงพากันวิ่งออกจากครัวหน้าตาแตกตื่นเพื่อออกมาดูว่า เกิดเื่ราวใดขึ้น
หยกเหินลม/ชล ชโลทร