ตอนที่58 นักศึกษาแพทย์แสนสวย
“โอ้! ไม่น่าเชื่อ!พวกมันถูกต้องทั้งหมดเลย คุณหนูเอเลนาใช้เวลาทำนานไหม?”
บาร์โทลิเงยหน้าจ้องมองเสิ่นลี่อิงตาเป็นประกายด้วยความพึงพอใจเขารู้สึกมีความสุขที่ได้สอนนักเรียนเก่งกาจและเรียนรู้รวดเร็วอย่างนี้โดยคิดว่าการสอนเนื้อหาคงจบสิ้นในภาคเช้าส่วนภาคบ่ายคงเป็นการพาเธอไปเรียนรู้กับคนป่วยจริงในโรง
พยาบาลเพื่อให้การเรียนรู้ครบถ้วนทุกขั้นตอนตามหลักการสอนทางการแพทย์
เสิ่นลี่อิงยิ้มรับคำชมอ้อมๆ จากเขา เธอตอบกลับตามจริงอย่างไม่กังวลใจเพราะอยากไปฝึกงานเต็มทีว่า
“ไม่นานค่ะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง”
บาร์โทลิตาโตด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าเด็กสาวจะโกหกตัวเองเขารู้สึกอัศจรรย์ที่เด็กสาวจะใช้เวลาทำการบ้านในเนื้อหาสำคัญหลากหลายหัวข้อเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น
“จริงหรือเนี่ย?! สองชั่วโมง!”เขาถามเสียงดังอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
เสิ่นลี่อิงคาดเดาไว้ก่อนแล้วว่าอาจารย์บาร์โทลิจะต้องประหลาดใจจึงกล่าวยืนยันอีกครั้งโดยเรียกคาโยมาเป็นพยานว่า
“จริงสิคะ ไม่เชื่ออาจารย์ลองถามคาโยก็ได้”
คาโยเพิ่งเข้ามาในห้องเพื่อกำกับการเสิร์ฟอาหารว่างและเครื่องดื่มให้กับเจ้านายและอาจารย์ชราเธอเหลียวมองเจ้านายและอาจารย์ชราด้วยความสงสัย พลางสอบถามเสิ่นลี่อิงอย่างงุนงงว่า
“มีอะไรหรือคะคุณหนู? ฉันจะต้องตอบอะไรหรือคะ?”
“คาโย จริงหรือที่คุณหนูเอเลนาใช้เวลาทำแบบทดสอบแค่สองชั่วโมง?”
บาร์โทลิตัดสินใจถามคาโยเพื่อให้คลายความสงสัยในเรื่องที่อัศจรรย์เกินไป
คาโยพยักหน้าเข้าใจพลางตอบคำถามให้ชายชราฟังตามจริงว่า
“อ๋อ! ใช่ค่ะ ฉันมาอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูตลอดก็เห็นอยู่ว่าคุณหนูนั่งเขียนราว ๆ สองชั่วโมงนี่แหละค่ะ”
คำยืนยันจากคาโยทำให้บาร์โทลิพยักหน้ายอมรับพลางกล่าวชื่นชมเสิ่นลี่อิงด้วยความภูมิใจว่า
“เก่งจริง ๆคุณหนูเอเลนา คุณหนูนับว่าเป็นนักเรียนคนแรกที่เรียนรู้ได้เร็วที่สุดเก่งกว่านักเรียนอัจฉริยะหลายคน ถ้างั้นภาคเช้าเราทบทวนกรณีคนป่วยโรคต่าง ๆภาคบ่ายค่อยไปเรียนรู้จริงที่โรงพยาบาลตามกำหนดเดิมแล้วกันมันยังมีความแตกต่างระหว่างอาการคนป่วย ที่ไม่ได้ตรงตามตำราเสียทีเดียวฉันอยากจะเล่าประสบการณ์ให้ฟังเสียก่อน”
บาร์โทลิตัดสินใจที่จะพาเสิ่นลี่อิงไปเรียนรู้ที่โรงพยาบาลตามกำหนดเดิมเหตุเพราะเขาอยากถ่ายทอดความรู้และ
ประสบการณ์ที่ตนประสบมาให้เด็กสาวได้เข้าใจมากที่สุดเนื่องจากเขาเคยพบคนป่วยหลายรายที่มีอาการไม่ตรงกับตำราเท่าใดนักอย่างน้อยเวลาไปพบคนป่วยจริงในภาคบ่ายจะได้มีพื้นฐานความรู้ที่แน่นหนา
“ตกลงค่ะอาจารย์”เสิ่นลี่อิงตอบรับอย่างว่าง่าย
เธอเข้าใจเป็นอย่างดีในเรื่องราวทั้งหลายหากใช้ประสบการณ์ที่ผ่านการตกผลึกของผู้เชี่ยวชาญแล้วย่อมทำให้การเรียนรู้
ของเธอเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
จากนั้นอาจารย์และศิษย์ทบทวนความรู้ที่เรียนไปเมื่อวานนี้ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับการซักประวัติและตรวจร่างกาย การวิเคราะห์หาสาเหตุการป่วยหรือบาดเจ็บในกรณีต่างๆ
เนื้อหาหลักที่เสิ่นลี่อิงได้เรียนรู้ก่อนหน้าจะเป็นความรู้ชั้นปรีคลินิก ซึ่งครอบคลุมวิชาชีวเคมี สรีรศาสตร์จุลชีววิทยาการแพทย์ ภูมิคุ้มกันวิทยา พยาธิวิทยา และเภสัชวิทยา
ยังมีเรื่องสำคัญที่บาร์โทลิเน้นย้ำกับเธอด้วยเนื้อหาด้านมนุษยศาสตร์ทางการแพทย์ซึ่งครอบคลุมวิชาจิตวิทยาการแพทย์ จริยธรรมทางการแพทย์ และเรื่องสุขอนามัย
ศิษย์และอาจารย์ยังได้มีการสังเคราะห์ความรู้เวชศาสตร์ป้องกันซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับสถิติทางการแพทย์ ทฤษฎีและวิธีการด้านระบาดวิทยาเวชศาสตร์ป้องกัน ระบบสาธารณสุข การจัดการด้านสุขภาพ ระบบบริการด้านสุขภาพ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้เรียนกับอาจารย์มากประสบการณ์อย่างออกรส
สุดท้ายคือการสังเคราะห์ความรู้ทางการแพทย์ชั้นคลินิกซึ่งเสิ่นลี่อิงสามารถตอบคำถามของอาจารย์ได้อย่างคล่องแคล่วในเนื้อหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบย่อยอาหาร ระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์
ระบบเลือดระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน โรคเรื้อรัง โรคของเด็กโรคติดเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกันโรค และอื่นๆ
ทั้งคู่ใช้เวลาสอนและเรียนรู้ร่วมกันในอาการสำคัญของคนป่วยเป็นรายกรณีไปจนถึงเวลาเที่ยงวัน
เมื่อเสิ่นลี่อิงกินอาหารกลางวันกับอาจารย์เสร็จเรียบร้อยเธอเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยรถยนต์ส่วนตัวในขณะที่บาร์โทลิเดินทางไปล่วงหน้าเพื่อเตรียมการไว้ก่อน
ก่อนเดินทางไปโรงพยาบาลเด็กสาวรู้สึกแปลกใจที่ไม่ได้เห็นหน้าน้องชายสองวันเต็มจึงสอบถามคาโยด้วยความสงสัยว่า
“คาโย.....เสี่ยวหยางละ? ฉันไม่ได้เห็นหน้าน้องชายสองวันแล้วเขาเรียนเป็นยังไงบ้าง?”
คาโยยิ้มกว้างพลางตอบกลับเสิ่นลี่อิงอย่างมีเลศนัยว่า
“อ๋อ! คุณชายหรือคะ?ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ คุณชายกำลังสนุกกับการเรียนอยู่เห็นว่าอยากวาดภาพสักภาพให้เสร็จก่อนกลับจีนค่ะ พอดีจะได้เอาภาพนั้นไปประดับในห้องของนายท่านอันเดรส”
คาโยและเสิ่นลี่หยางแอบตกลงกันไว้เป็นการลับซึ่งภาพที่เสิ่นลี่หยางกำลังวาดออกมาจากพรสวรรค์อันน่าเหลือเชื่อนั้นทำให้อาจารย์ผู้มาสอนตกตะลึงไปหลายรอบแล้ว
ทั้งนี้เสิ่นลี่หยางกำลังวาดภาพสำคัญภาพหนึ่งโดยเป็นภาพที่คาโยและทุกคนลงความเห็นร่วมกันว่าควรนำไปประดับไว้ในห้องแปดเหลี่ยมที่มีร่างของชายชรานอนอยู่เพื่อหวังให้เขาได้รับรู้ว่าทายาทผู้สืบทอดกำลังมุ่งมั่นที่จะทำตามเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษมากเพียงใด
เสิ่นลี่อิงพยักหน้าเข้าใจเธอเดินทางไปโรงพยาบาลพร้อมกับผู้คุ้มกันสี่คน ดังนั้นจึงมีรถยนต์ขับตามเธอไปทั้งหมดสองคัน ซึ่งพวกเขาขับรถประกบหน้าหลังคันที่เธอนั่งอยู่
“เห็นทีต้องหาโอกาสพูดคุยกับพวกเขาก่อนไม่งั้นถ้าถึงวันกลับจีนแล้ว มันต้องยุ่งวุ่นวายแน่”
เสิ่นลี่อิงเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ขณะนั่งรถไปโรงพยาบาล เธอตั้งใจที่จะกลับมาสื่อสารกับทุกคนให้เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องการ
ให้มีองครักษ์ติดตามตัวไปยังจีนด้วยซึ่งเธอคิดที่จะนำชื่ออาจารย์มังกรดำมาแอบอ้างเพราะมั่นใจว่าเอเบอร์ราโดผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์จะต้องยินยอมอย่างแน่นอน
..........
เสิ่นลี่อิงในชุดเดรสกระโปรงสั้นสีงาช้างหรูหราเธอเดินลงจากรถยนต์โดยมีผู้คุ้มกันสี่คนเดินตาม ซึ่งชายชราบาร์โทลิเดินนำคนทั้งหมดไปยังอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล
บาร์โทลิร้องขอเด็กสาวเป็นการเฉพาะเนื่องจากไม่ต้องการทำให้การฝึกงานของเธอเกิดความวุ่นวายว่า
“เอ่อ.....คุณหนูเอเลนาครับผมว่าให้บอดี้การ์ดอยู่ห่าง ๆ สักหน่อยดีไหม?หากต้องไปฝึกงานแล้วเดินตามกันเป็นพรวน
แบบนี้ มันออกจะอึกทึกเกินไปเดี๋ยวคนป่วยจะเกร็งจนการฝึกผิดพลาดได้”
เสิ่นลี่อิงพยักหน้าเข้าใจเธอหันหน้าไปบอกองครักษ์ที่เดินตามมาด้วยให้ถอยห่างเวลาเธอฝึกงานอย่างจริงจังว่า
“เอากระเป๋าเอกสารมานี่ฉันจะถือเอง เวลาฝึกงานไม่ต้องเดินตามใกล้ชิดก็ได้ ฉันดูแลตัวเองได้อยู่อย่าทำให้โรงพยาบาลต้องวุ่นวายเลย”
องคนรักษ์ทั้งสี่คนอยากจะโต้แย้งความคิดเห็นของเธอทว่าพวกเขาเหลือบมองเห็นท่าทางถลึงตาที่แสดงความดุร้ายจากเจ้านายออกมาจึงพยักหน้ายอมรับอย่างไม่เต็มใจและกล่าวรับคำว่า
“ก็ได้ครับ”
“ดีมาก.....อย่าลืมนะ.....อยู่ห่างๆ ฉันไว้” เสิ่นลี่อิงกล่าวชมพวกเขาให้มีกำลังใจพร้อมกำชับอย่างมีความหมาย
เธอถือกระเป๋าเป้ใบเล็กแล้วสะพายหลังไว้ให้สะดวกโดยในมือถือเพียงสมุดโน้ตและปากกาไว้ แล้วเดินตามหลังบาร์โทลิซึ่งแสดงท่าทางพึงพอใจในการยินยอมของเหล่าองครักษ์ทั้งหลาย
บาร์โทลิพาเสิ่นลี่อิงไปสวมเสื้อกาวน์ให้ดูคล้ายนักศึกษาแพทย์ในห้องแต่งตัวก่อนแล้วพาไปจุดแรกที่มีห้องตรวจรักษาคนป่วยนอกเพียงสิบห้อง
จำนวนห้องตรวจรักษาคนป่วยนอกมีจำนวนน้อยทั้งที่เป็นโรงพยาบาลในเครือของมหาวิทยาลัย เนื่องจากคนป่วยจะพบแพทย์ได้ต้องผ่านการนัดหมายล่วงหน้าทำให้ไม่มีคนป่วยมาออกันที่หน้าห้องตรวจเหมือนที่เธอเคยพบเห็นมาก่อน
อย่างไรก็ตามเสิ่นลี่อิงกลับต้องพบความวุ่นวายเล็กน้อยเมื่อเธอต้องพบเข้ากับกลุ่มนักศึกษาแพทย์ชายหญิงจำนวนห้าคนที่มาฝึกงานกับอาจารย์แพทย์อีกคนโดยอาจารย์แพทย์คนนั้นเป็นชายวัยกลางคนที่เคยมีปัญหากับบาร์โทลิมาก่อน
“อ้าว! อาจารย์บาร์โทลิวันนี้พานักศึกษาแพทย์มาฝึกงานหรือ?แต่ทำไมผมไม่เคยเห็นหน้านักศึกษาคนนี้เลยละ?เรียนอยู่ที่ไหนหรือ?”
ดาซาอาจารย์แพทย์ผู้เก่งกาจด้านศัลยกรรม เขาเคยมีปัญหาในการรักษาคนป่วยร่ำรวยคนหนึ่งซึ่งเขาต้องการเป็นแพทย์ประจำตัวตระกูลจาโก ทว่าตระกูลจาโกกลับเลือกใช้บริการกับบาร์โทลิแทนทำให้เขาสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล จึงชิงชังบาร์โทลิเป็นอย่างมาก
เมื่อพบเห็นบาร์โทลิที่ใดจึงอดไม่ได้ที่จะพูดแขวะทุกครั้งเพื่อระบายความโกรธแค้นในอดีต
บาร์โทลิลอบทำสีหน้าเบื่อหน่ายที่ไม่คิดว่าจะพบเจอศัตรูเก่าเขาตอบกลับอีกฝ่ายอย่างเสียไมได้ว่า
“ใช่.....แล้วจะทำไม? คุณก็ฝึกงานนักศึกษาไปสิใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป?”
ดาซาเบ้ปากเล็กน้อยอย่างไม่พอใจบาร์โทลิ
เขาหรี่ตามองเสิ่นลี่อิงอย่างพิจารณาเพราะเป็นเด็กสาวต่างชาติที่สวยงามจึงคิดดูแคลนบาร์โทลิที่เลือกแต่การให้บริการเหล่าคนรวยเนื่องจากชุดที่เด็กสาวสวมใส่อยู่นั้น บ่งบอกได้ว่ามีราคาแพงอย่างแน่นอน