ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างไม้ที่เปิดแง้มเล็กน้อย พาเอากลิ่นอับและฝุ่นผงบาง ๆ ลอยฟุ้งอยู่ในห้องนิ่ง ๆ ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานาน
ภายในห้องไม้หลังเดิม ร่างของเด็กหนุ่มนามซู่เหยียนจื่อยังคงนั่งนิ่งในมุมหนึ่ง ดวงตาไร้แววทอดมองฝาผนังอันมืดหม่น ราวกับเขาได้ยอมแพ้ต่อโลกไปนานแล้ว
เสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงความคิดของเขาอีกครั้ง
"ทำไมนายถึงใช้ชีวิตไปวัน ๆ แบบนี้...?"
"จะอยู่ต่อไปแบบนี้จริง ๆ เหรอ...? ปล่อยตัวปล่อยใจให้ไร้ค่าแบบนี้…"
"นายรู้มั้ย ว่าตอนนี้นายไม่ได้อยู่คนเดียวอีกแล้วนะ"
เสียงนั้นไม่ใช่แค่ลม หรือภาพหลอน แต่มันคือเสียงของ..."เขา" ชายปริศนาที่เคยกระซิบในฝัน คนที่ซู่เคยคิดว่าเป็แค่ภาพในหัว แต่กลับฟังดูจริงจัง และใกล้ชิดอย่างประหลาด
"ในโลกนี้...ไม่มีทางอื่นเลยเหรอ ที่ไม่ต้องใช้พลังยุทธ์?"
ซู่เหยียนจื่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ พึมพำตอบกลับ
"มีพวกนักปรุงยา...วางค่ายกล...หรือไม่ก็จำแนกสมุนไพร...แต่พวกนั้นก็ต้องใช้พลังกันทั้งนั้น"
"แล้วถ้าลองหาทางที่ไม่ต้องใช้พลังดูล่ะ?"
"ผมว่าลองดูสักตั้งดีกว่าอยู่เปล่า ๆ แบบนี้..."
ซู่เหยียนจื่อเงยหน้าขึ้น สูดหายใจลึกและพึมพำตอบ
"ก็ได้… ถ้ามันจะดีกว่าอยู่นิ่ง ๆ แบบนี้…งั้นก็ลองดูสักตั้งก็แล้วกัน"
รุ่งเช้า ซู่เหยียนจื่อเดินออกจากห้องที่เคยปิดเงียบมานาน
เป้าหมายของเขาคือหอสมุดของตระกูล สถานที่ที่เขาไม่เคยคิดจะก้าวเข้าไปเองมาก่อน
ระหว่างเดินผ่านลานใน เขาได้ยินเสียงซุบซิบแว่วมาเบา ๆ จากกลุ่มคนในตระกูล
"นั่นเขาไม่ใช่เหรอ...ที่ไม่พวกเราไม่เห็นเป็เดือน..."
"ไปหอสมุดเนี่ยนะ? สายไปแล้วมั้ง…"
"ทำเป็ฮึดสู้ตอนนี้ คิดว่าอ่านตำราไม่กี่เล่มจะเปลี่ยนอะไรได้เหรอ?"
ซู่เหยียนจื่อเมินเสียงเ่าั้ พยายามไม่หันกลับไป
เขาใช้เวลาทั้ง่เช้าในหอสมุด หอบหนังสือเกี่ยวกับการจำแนกสมุนไพร การผสมยาพื้นฐาน และวิธีปรุงโดยใช้เตาธรรมดาออกมามากกว่าสิบเล่ม
แล้วกลับไปยังห้องเงียบของเขาเอง
เขากับเซ็นนั่งอ่านอยู่นาน ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษ และลมหายใจแ่เบาเท่านั้น
ทดลองแรก: สมุนไพร กับหม้อแห่งโชคชะตา
หลังอ่านตำราจบเล่มแรก ๆ เขานำสมุนไพรที่แม่แอบเก็บไว้ให้มาจัดเรียง บด ล้าง และผสมตามที่เขาเข้าใจ
ครั้งแรก...หม้อไหม้
ครั้งที่สอง...สมุนไพรเกิดปฏิกิริยาไม่คาดคิด กลายเป็กลิ่นฉุนแสบจมูก
ครั้งที่สาม...น้ำยากลายเป็ตะกอนดำจนใช้ไม่ได้
และในที่สุด...เมื่อเขาคิดว่าสูตรที่สี่น่าจะพอได้ผล
เซ็นสังเกตจากมุมหนึ่ง มองมือของซู่เหยียนจื่อที่พยายามอย่างเงียบงัน
"ผมก็ไม่เคยทำหรอกนะ…แต่จากที่อ่านมาเมื่อกี้ ดูเหมือนจะต้องค่อย ๆ ผสม ไม่ใช่โยนรวมหมดแบบนั้น"
หลังจากเตรียมครบ เขานำทุกอย่างเทลงหม้อหลอมที่ใช้เตาภายนอก... ลมหายใจตึงเครียด เสี้ยวนาทีแห่งความหวังสว่างวาบ
ตูม!!!
หม้อะเิกลางห้อง แรงดันจากไอน้ำกับสมุนไพรผสมผิดพุ่งกระแทกผนังจนเกิดรอยร้าว
ซู่เหยียนจื่อกระเด็นไปติดมุมห้อง กลิ่นไหม้คลุ้งไปทั้งอากาศ
"อั่ก...ขะ ข้า… ผิดสูตรเหรอ…"
"ข้าคำนวณแล้ว…แต่…"
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในหัว ไม่ใช่เย้ยหยัน แต่คล้ายคนที่กำลังกลั้นขำไม่อยู่
"อย่างน้อยนายก็รู้ว่าไม่ใช่สูตรนั้นล่ะนะ..."
ทดลองสอง: ภาพวาดและค่ายกล
หลังพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการปรุงยา ซู่เหยียนจื่อถอนหายใจยาวยืดออกมา ความเหนื่อยล้าถาโถมจนเขาแทบไม่แน่ใจว่าเหลือเรี่ยวแรงพอจะลุกขึ้นมาอีกไหม
แม้จะเจ็บใจ แต่เขาก็ยังไม่ยอมล้มเลิกง่าย ๆ
คราวนี้เขาหันมาลองอีกศาสตร์หนึ่งแทน การวางค่ายกล
หลังทำความสะอาดห้อง เขาหยิบผืนผ้าและหมึกดำมาตั้งใหม่
คราวนี้เขาลองวาดค่ายกลจากตำรา วาดลงบนผืนผ้าด้วยพู่กัน ดวงตาจับจ้องเส้นสายอย่างตั้งใจ
มือของเขาสั่น แต่เขาก็พยายามลากทุกเส้นด้วยความระวัง
สุดท้าย…เมื่อเส้นสุดท้ายถูกเติมเต็ม
ค่ายกลเรืองแสงขึ้นเบา ๆ เหมือนจะสำเร็จในเสี้ยววินาที
ซู่เหยียนจื่อกลั้นหายใจขณะวางมือใกล้เพื่อเปิดใช้งาน แต่แล้ว...
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เส้นแสงจางหายไปเฉย ๆ ราวกับถูกกลืนลงในอากาศ
เขาลองอีกครั้ง และทันใดนั้นเอง
ผืนผ้าก็ลุกไหม้ ค่ายกลทำลายตัวเองและแปรเปลี่ยนเป็ขี้เถ้าในพริบตา
"ไม่จริง...ข้าตรวจแล้ว ทุกเส้น ทุกจุด...ข้าวาดตามหมดแล้ว…"
"แต่ทำไม...มันยัง…"
เขาทรุดนั่งลงอย่างหมดแรง
ไม่ทันไร เสียงซุบซิบก็ดังลอดเข้ามาจากหน้าต่าง
"อีกแล้วเหรอ? ใช้สมุนไพรคลังเล็กไปเท่าไหร่แล้ว?"
"เล่นเป็นักปรุงยาไม่พอ ตอนนี้จะวาดค่ายกลอีกเหรอ?"
"ไม่มีพลังยุทธ์ก็อยู่เงียบ ๆ ไปสิ อย่าเอาทรัพยากรไปเปลือง…"
คำพูดเ่าั้เหมือนมีดนับพันเล่มกรีดลึกลงในใจ
แต่ในห้วงแห่งความเสียใจ เสียงประตูเปิดออกเบา ๆ
ผู้เป็แม่เดินเข้ามาพร้อมชุดผ้าและหมึกอีกชุดในมือ สำหรับการลองวาดค่ายกลอีกครั้ง และเพียงคำพูดเดียว:
"ลองอีกครั้งนะ…แม่จะอยู่ตรงนี้เสมอ"
ซู่เหยียนจื่อกำหมึกในมือแน่น ดวงตาสั่นไหว
"ข้า…พยายามแล้วนะ…ท่านก็พยายามช่วยข้าแล้วเหมือนกัน…แต่…มันไม่ได้เลย…"
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่
ก่อนเสียงเซ็นจะดังขึ้นอีกครั้ง
"ผมมีสิ่งหนึ่ง…ที่อยากให้นายลองดู"
"นายจะลองดูมั้ย?"
ซู่เหยียนจื่อมองอากาศตรงหน้าอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพึมพำ
"ในเมื่อท่านแนะนำ…ไหน ๆ ข้าก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว…งั้นก็…ลองมันดูสักครั้งก็แล้วกัน"
บางอย่างกำลังจะ…เปลื่ยนไป
บางครั้งสิ่งที่สำคัญไม่ใช่ความสามารถ ไม่ใช่พร์
แต่อาจเป็...แค่ใจดวงหนึ่ง ที่ยังไม่ยอมแพ้
ขอบคุณที่ยังอ่านมาจนถึงตรงนี้ การเติบโตของซู่เหยียนจื่อเพิ่งจะเริ่ม
เื่นี้ไม่ได้เร่งรีบ ทุกก้าวคือ “ของจริง” ที่ล้มบ้าง พังบ้าง แต่จะค่อย ๆ พาไปให้เห็นว่า
แม้จะไม่มีอะไรเลย...ก็ยังลุกขึ้นอีกครั้งได้ด้วยหัวใจเพียงดวงเดียว
แล้วเจอกันในตอนต่อไปนะครับ