เกิดใหม่ครานี้ข้าจะเหยียบย่ำพวกเจ้าเอง

    ตอนที่ 34 ทักษะฝันร้าย

    ตอนที่34 ทักษะฝันร้าย


    ปรากฏว่าหลี่ซูเต๋อไม่สามารถติดตามร่องรอยของซ่งเย่ได้เลย


    “บ้าจริงนี่ฝีมือเราแย่ขนาดนี้เลยหรือเนี่ย?”เขาบ่นให้ตัวเองด้วยความรู้สึกหดหู่


    ส่วนหลิวเย่ที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในสำนักงานใหญ่ของกองกำลังแผนกพิเศษที่เมืองหลวง


    เขาเห็นร่องรอยของซ่งเย่เช่นกัน


    และอมยิ้มที่แฮ็คเกอร์นิรนามเข้าไปก่อกวนองค์กรKA อย่างมีความสุข


    “ฮึฮึลองดูฝีมือของแฮ็คเกอร์คนนี้ซะบ้าง”


    หลิวเย่สงสัยว่าสาวน้อยของตนเองจะเป็นแฮ็คเกอร์นิรนามเนื่องจากเขาเคยเห็นทักษะขั้นสูงของเธอหลายอย่าง


    ที่สำคัญคือทักษะการแฮ็คเข้าจัดการกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วและง่ายดายของเธอ


    “แฮ็คเกอร์นิรนามจะเป็นสาวน้อยจริงๆไหมนะ?”


    เขาครุ่นคิดด้วยความสงสัยและคาดเดาอย่างมั่นใจมากกว่าครึ่งว่าเป็นสาวน้อยตนเอง


    ..........


    ด้านซ่งเย่ที่ดาวโหลดไฟล์สำคัญมาได้สองไฟล์


    เธอแฮ็คเข้ารหัสครู่หนึ่งก่อนที่จะสามารถเปิดไฟล์ได้“ฮึฮึ อย่าลืมสิฉันเป็นเอสเปอร์มาจากดาวเอเอสเชียวนะ”


    เธอยกยิ้มมุมปากอย่างดูแคลนองค์กรKA


    ไฟล์ “อนาคต”และ “ดวงตา” มีขนาดเล็กเท่าๆกัน


    เธอเลือกเปิดไฟล์อนาคตก่อนเพื่อดูว่าพวกเขาบันทึกความลับอะไรไว้


    พลันเห็นข้อความสั้นๆระบุข้อมูลลับบางอย่างไว้นั่นคือ


    “อีกไม่นานโลกดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้จะกลายเป็นอาณานิคมของเผ่าพันธุ์ทรงพลังจากต่างโลกหน้าที่ของสมาชิก

    องค์กรต้องสร้างความแตกแยกในประเทศมหาอำนาจในทุกวิถีทางก่อวินาศกรรมและทำลายล้างทุกรูป แบบ ให้เร่งเวลา

    การทำลายล้างโดยเร็ว กำจัดมนุษย์กลายพันธุ์ที่ทรงพลังและอาจเป็นขวากหนามขององค์กร”


    ซ่งเย่ขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้อ่านข้อมูลลับนั้นซึ่งแสดงถึงสถานะขององค์กรได้แทรกซึมไปทั่วทุกประเทศในโลกนี้


    องค์กรที่สร้างปัญหาและเข่นฆ่าผู้คนโดยไร้ซึ่งมนุษยธรรม


    “พวกแกเป็นศัตรูตัวฉกาจของฉันสักวันจะทำลายล้างพวกแกไม่ให้เหลือซาก”


    เลือดแม่ทัพสูบฉีดเดือดพล่านและซ่งเย่ให้คำสัญญากับตัวเองอย่างจริงจัง


    ส่วนรายละเอียดเล็กน้อยๆอีกมากมายที่เป็นวิธีการสร้างความแตกแยกในแต่ละประเทศนั้น


    ล้วนไม่แตกต่างจากข่าวที่มีการนำเสนอปัญหาการเมืองเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เธอรับรู้ในแต่ละวัน


    “ฉันต้องเข้มแข็งและแข็งแกร่งมากกว่านี้ถึงจะสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆได้แต่ตอนนี้ต้องดูแลครอบครัวให้ดีก่อน”


    ซ่งเย่พึมพำเบาๆถึงการจัดลำดับความสำคัญของหน้าที่ตนเองในเวลานี้


    จากนั้นเธอเปิดอีกไฟล์หนึ่งที่มีชื่อสะดุดตา


    นั่นคือ ไฟล์“ดวงตา”


    “มันคือข้อมูลอะไรกันแน่? น่าสนใจ!”เธอเปิดไฟล์ที่ได้แฮ็ครหัสไว้รอแล้ว


    พลันพบกับข้อมูลที่คลุมเครือแต่ทำให้เธอตื่นตระหนกอย่างยิ่ง


    “เอสเปอร์นักทำนายฉายาดวงตาแห่งสวรรค์ ก่อนหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยได้ทำนายเกี่ยวกับผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงโลก

    ใบนี้ เป็นผู้ที่มาจากดินแดนอันไกลโพ้นและมีทักษะเรียนรู้ได้ทุกอย่างสามารถพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน จงกำจัดเสียอย่า

    ลังเล”


    ซ่งเย่รู้สึกตึงเครียดขึ้นทันทีทันใดและพึมพำเบาๆ “หวังว่าจะไม่ใช่ฉันนะ!”


    เธอรู้สึกหวาดวิตกเพราะว่าทักษะของเธอเข้าข่ายตามคำทำนายนั้นไม่มากก็น้อย


    นั่นเป็นเพราะว่าเธอสามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วและบางทักษะทำได้ดีกว่าต้นฉบับเสียอีก!


    เธอสะบัดหัวแรงๆเพื่อดึงสติคืนมาก่อนมีแววตามุ่งมั่นมากกว่าเดิมและเอ่ยคำสัญญากับตนเองว่า


    “ไม่ว่าจะเป็นใครหรือองค์กรใด? หากคิดจะทำร้ายคนในครอบครัวและตัวฉันก็ลองดู!”


    ซ่งเย่ปวดหัวและเครียดจนไม่มีจิตใจที่จะทำนาฬิกาอัจฉริยะต่อ!


    จึงเลือกปิดคอมพิวเตอร์ปิดไฟและห้องปฏิบัติการหลังวิลล่า


    จากนั้นอาบน้ำเข้านอน


    ขณะกำลังนอนอยู่นั้นซ่งเย่รู้สึกว่าตนเองอยู่ในห้องนอนแต่บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวขวีอันกว้างใหญ่

    คล้ายตกอยู่ในความฝัน


    แต่ทว่ามันไม่ใช่ความฝัน!


    ซ่งเย่หรี่ตามองรอบตัวด้วยความรู้สึกคุ้นเคยและคิดในใจอย่างไม่แปลกใจ“พวกไนต์แมร์หรือ?”


    พลันปรากฏร่างของหลิวเย่ในชุดทหารสีเขียวเข้มแต่มอมแมมเปื้อนฝุ่นและมีท่าทางอิดโรยเดินเข้ามาหาซ่งเย่


    เขาพูดเสียงเข้มอย่างจริงจังว่า“ช่วงนี้ระมัดระวังตัวเองให้ดีนะสาวน้อย พวกองค์กร KAกำลังระดมมือสังหารเข้ามาในเมือง กรีนเป็นจำนวนมากสำหรับคนอื่นๆในครอบครัวไม่ต้องเป็นห่วงผมจะส่งลูกน้องคอยเฝ้าอารักขาแบบลับๆให้เองเพราะถึง

    ยังไงตายายของสาวน้อยก็เป็นสมาชิกคนสำคัญของกองทัพ”


    ซ่งเย่ที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนตอบกลับเขาอย่างเคร่งเครียดเช่นกันว่า


    “ขอบคุณฉันจะระมัดระวังตัวเองและคนในครอบครัวมากขึ้น”


    เธอเข้าใจดีถึงความห่วงใยที่เขามอบให้


    จากนั้นภาพทุ่งหญ้าหายไปก่อนจะกลับคืนเป็นภาพในห้องนอนของเธอเหมือนเดิม


    ซ่งเย่ยกยิ้มมุมปากด้วยความสนใจ“ขอบคุณที่มาสอนทักษะไนต์แมร์ให้กับฉัน”


    นั่นเป็นเพราะว่าซ่งเย่สัมผัสพลังของการเข้าไปในความฝันและการสื่อสารหรือเปลี่ยนแปลงบรรยากาศรอบข้างได้อย่าง

    ชัดเจนเป็นขั้นตอนที่มีแค่ 5 ขั้นตอนเท่านั้น นั่นคือ


    หนึ่งรู้จักใครสักคนหรือเป้าหมายที่จะเข้าไปในความฝันไม่ว่าจะรู้จักแค่ผิวเผินหรือลึกซึ้ง


    สองกำหนดพลังจิตซึ่งเธอเป็นมีพลังจิตอันแข็งแกร่งอยู่แล้ว


    สามส่งพลังจิตผ่านห้วงเวลาเสมือน


    สี่สื่อสารในความฝันของบุคคลเป้าหมายซึ่งอาจจะทำร้ายหรือกระตุ้นกลไกบางอย่างในสมองของเป้าหมายได้


    ห้าเปลี่ยนแปลงบรรยากาศใหม่หรือกลับคืนแบบเดิม


    แต่ทว่าซ่งเย่สามารถทำได้มากกว่านั้นเมื่อเธอคิดว่าสามารถผสมผสานกับทักษะด้านอื่น


    นั่นแสดงว่าเธออาจจะเข้าไปในความจริงหรือความฝันและถึงขั้นลบความทรงจำของบุคคลนั้นได้


    “เป็นทักษะที่น่าสนใจ ต้องหาเวลาทดลองดูกับใครสักคนซ่งจูหว่านกับไป๋จูซีเหรอ?ไม่...มันง่ายไปสำหรับพวกเขา”


    ซ่งเย่แสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมก่อนนอนหลับอย่างสบายใจ


    ..........


    รุ่งเช้าซ่งเย่ตื่นมาออกกำลังกายเวลาเดิม


    เนื่องจากหลิวเย่เข้าฝันเธอเมื่อคืนทำให้ซ่งเย่รับรู้โดยอัตโนมัติว่าหลิวเย่ไม่ได้อยู่ในเมืองกรีน


    ดังนั้นเธอจึงออกกำลังกายตามลำพังและรีบกลับมาทานอาหารเช้าพร้อมกับครอบครัว


    ก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายไปทำภารกิจส่วนตัว


    นั่นคือพ่อติดตามงานก่อสร้างโรงงานและบริษัท “เทคโนโลยีแห่งอนาคต”


    ส่วนแม่และยายไปเยี่ยมคุณตาที่โรงพยาบาลอย่างมีความสุข


    ซ่งเย่ไปโรงเรียนโดยมีลุงโจวขับรถไปส่งเหมือนเดิม


    ขณะที่ซ่งเย่กำลังเดินเข้าโรงเรียนซ่งจูหว่านเดินเข้ามาประกบซ่งเย่และทำทีพูดอย่างเป็นมิตรว่า


    “น้องสาวไม่กลับมาเยี่ยมคุณปู่คุณย่าบ้างเลยช่างเป็นหลานที่ไม่รู้จักกตัญญูเสียจริง”


    ขณะที่เธอพูดอยู่นั้นได้แอบยัดกระดาษชิ้นเล็กๆเข้าในกระเป๋าเป้ของซ่งเย่


    ซึ่งซ่งเย่รู้สึกถึงความผิดปกตินั้นและมีแววตาที่ดูแคลนซ่งจูหว่าน


    “จะไปหรือไม่ไปจำเป็นต้องรายงานเธอไหม?” ซ่งเย่ตอบอย่างรำคาญซ่งจูหว่าน


    จากนั้นเธอเดินหนีโดยตรงและแวะเข้าห้องน้ำ


    เมื่อเข้าไปในห้องส่วนตัวซ่งเย่เปิดกระเป๋าเป้หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับอย่างเรียบร้อยออกมา


    ในนั้นมีข้อความบอกรักที่เขียนด้วยลายมือของใครบางคนที่ไม่ใช่ซ่งจูหว่าน


    ซ่งเย่อ่านข้อความและมีแววตาดูถูกซ่งจูหว่านไปพร้อม


    “ซ่งเย่ที่รักผมรักคุณมากที่สุดในโลก ฝันถึงทุกคืน เย็นนี้ผมจะรอคุณที่เดิมอย่าลืมมาตามนัดที่เราคุยกันไว้นะ


    รักหลี่คังเหวิน”


    “ฮึฮึทำได้แค่นี้เหรอ?”ซ่งเย่ส่ายหัวอย่างเบื่อหน่ายกับวิธีการกลั่นแกล้งแบบเด็ก


    เธอไม่ต้องการรอเวลาให้เกิดปัญหาอันน่ารำคาญสำหรับตนเอง


    ซ่งเย่เดินออกมาจากห้องน้ำและหามุมสงบ


    เธอจะทดลองใช้ทักษะที่เพิ่งเรียนรู้เมื่อคืนนี้พร้อมกับพึมพำกับตัวเองว่า“เธอเรียกร้องเองนะ ซ่งจูหว่าน!”


    เธอรวบรวมพลังจิตและเริ่มกระบวนการตั้งแต่ขั้นตอนแรกนั่นคือ


    หนึ่งรู้จักซ่งจูหว่านอย่างลึกซึ้ง


    สองกำหนดพลังจิตของตนเองพุ่งตรงไปยังซ่งจูหว่านและพบเธอกำลังเดินเข้าห้องสามพร้อมกับหรูเพ่ยเพ่ย


    สามส่งพลังจิตผ่านห้วงเวลาเสมือน


    สี่สื่อสารในความเป็นจริงของซ่งจูหว่านโดยกระตุ้นกลไกบางอย่างในสมองของซ่งจูหว่าน


    ห้าเปลี่ยนแปลงบรรยากาศใหม่เป็นสุสานลึกลับแบบของนักฆ่าไร้เงา


    ……….


    ด้านซ่งจูหว่านที่กำลังเดินเข้าห้องสามเพื่อป่าวประกาศพฤติกรรมอื้อฉาวของซ่งเย่


    เพราะเธอได้แอบนำจดหมายรักใส่เข้าไปไว้ในกระเป๋าเป้ของซ่งเย่แล้ว


    แค่เธอป่าวประกาศและรอเวลาให้ซ่งเย่เข้าห้องเรียน


    จากนั้นกระตุ้นให้เพื่อนๆนักเรียนค้นกระเป๋าเป้ของซ่งเย่


    และต่อจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาอันน่าอับอายของลูกพี่ลูกน้องที่น่ารังเกียจ!


    ซ่งเย่ จุดจบและความน่าอายกำลังมาเยือนเธอแล้ว!


    ถึงเวลาที่ซ่งเย่จะถูกเหยียบให้จมดิน!


    ซ่งจูหว่านคิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง


    พลันเกิดภาพรอบกายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง!


    และกลายเป็นสุสานที่มืดมิดวังเวงมีเสียงร้องโหยหวนเป็นระยะจนทำให้ซ่งจูหว่านขนลุก!


    “เกิดอะไรขึ้น? ฉันอยู่ที่ไหน?ทำไมไม่ใช่ห้องเรียน? น่ากลัวจังเลย!”


    ซ่งจูหว่านตัวสั่นเทาและกอดอกตัวเองพลางมองรอบตัวด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัว!


    “ไป๊ ไปให้พ้นอย่า อย่าเข้ามา ฉันกลัวแล้ว ไป๊”เธอเห็นภาพหลอนของวิญญาณจากทั่วสารทิศพุ่งเข้าหาตนเอง


    ทำให้เธอตวัดมือซ้ายขวาขับไล่ภาพที่เห็นด้วยความหวาดกลัว


    ด้านหรูเพ่ยเพ่ยและเพื่อนคนอื่นๆในห้องสามที่เห็นพฤติกรรมของซ่งจูหว่าน


    ทุกคนต่างอ้าปากค้างตกตะลึงและชี้นิ้วไปทางซ่งจูหว่านพร้อมกับถามเพื่อนข้างๆด้วยความแปลกใจ


    “เกิดอะไรขึ้นกับดอกไม้โรงเรียน?”


    “นั่นอาการเหมือนคนป่วยที่เป็นโรคทางระบบประสาทเลย”


    “เหมือนคนบ้าเลย”


    “จู่ๆทำไมเธอเป็นแบบนี้ล่ะ?”


    “รีบโทรแจ้งอาจารย์ถงเร็วเข้า”


    “พวกเราต้องโทรไปโรงพยาบาลไหม?”


    “ให้อาจารย์มาดูก่อนดีกว่า”


    “ดูสิเธอดูหวาดกลัวอะไรสักอย่าง? ตัวสั่นไปหมดแล้ว”


    “น่าสงสารเธอจังเลย”


    นักเรียนห้องสามต่างวิจารณ์กันอย่างอื้ออึง


    ด้านซ่งจูหว่านเวลานี้เธอหวาดกลัวจนคิดอะไรไม่ออกและพยายามก้าวเดินหนีออกจากบรรยากาศที่น่ากลัวเช่นนี้


    แต่อนิจจา!


    เธอเหมือนเดินวนอยู่ที่เดิมไม่สามารถหาทางออกได้เลย!


    “เพ่ยเพ่ยอยู่ไหน? มาช่วยฉันที ทำไมฉันไม่อยู่ในห้องสาม? ช่วยด้วย!ช่วยฉันด้วย!”


    ซ่งจูหว่านตะโกนจนเสียงแหบ


    แต่ทว่านักเรียนในห้องสามกลับมองเธออย่างแปลกประหลาด


    “จะให้ฉันช่วยอะไรล่ะหว่านเอ๋อร์เกิดอะไรกับเธอกันแน่?”


    หรูเพ่ยเพ่ยพยายามเข้าไปจับแขนของซ่งจูหว่านแต่กลายเป็นว่าเธอถูกปัดมือออกอย่างตื่นกลัว


    จนทำให้เพื่อนๆไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ซ่งจูหว่าน


    “อาจารย์ถงมาแล้ว”ตันจิ่วที่เป็นคนโทรแจ้งอาจารย์ประจำชั้นได้ตะโกนบอกเพื่อนๆในห้อง


    ด้านเกาเฉินที่มองเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น


    เขาหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิดเพราะเขามองเห็นความผิดปกติบางอย่าง


    ซึ่งเขาแปลกใจตัวเองเช่นกันที่สามารถมองเห็นความผิดปกติของเรื่องที่เกิดขึ้นได้


    “ทำไมเรามองเห็นความผิดปกตินั้นได้อย่างง่ายดายแบบนี้นะ?” เกาเฉินขมวดคิ้วแน่นอย่างแปลกใจ


    “ทำไมซ่งจูหว่านเป็นแบบนี้?”อาจารย์ถงถามเสียงดังเมื่อเห็นอาการของซ่งจูหว่าน


    “พวกเราไม่รู้เหมือนกันค่ะอาจารย์จู่ๆเธอก็มีอาการขึ้นมาทันทีทันใด” นักเรียนหญิงคนหนึ่งอธิบายกับอาจารย์ถง


    “แปลกมากอีกสักครู่รถพยาบาลจะมาถึง”


    อาจารย์ถงพยักหน้ารับรู้และบอกให้นักเรียนช่วยกันเฝ้าระวังซ่งจูหว่าน


    เพราะเวลานี้ทุกคนกลัวเธอทำร้ายตัวเองจากอาการหวาดกลัวที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ


    ด้านซ่งเย่ที่อยู่ชั้นล่างใต้ต้นไม้เธอทอดสายตามองไกลและเห็นความวุ่นวายที่หน้าห้องสามอย่างชัดเจน


    พลางคิดในใจอย่างตื่นเต้นว่า“ไม่เลว ขนาดใช้พลังจิตแค่เล็กน้อย ถ้าใช้มากกว่านี้คงทำร้ายเธอเข้าให้”


    เธอพึงพอใจกับผลการทดลองครั้งแรกที่ผลออกมาสมบูรณ์แบบมากกว่าที่คิดไว้!


    เวลานี้มีรถพยาบาลวิ่งเข้ามาในโรงเรียน


    ซ่งเย่ใช้พลังจิตเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวซ่งจูหว่านเป็นห้องเรียนเหมือนเดิม


    แต่ซ่งจูหว่านที่เผชิญกับความหวาดกลัวจากภูตผีและความวังเวงของสุสานเป็นเวลานาน


    ทำให้เธอหวาดกลัวและอ่อนเพลียจนเป็นลมหมดสติไปก่อนที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะนำเปลหามไปบนห้อง


    ปรากฏว่าเหตุการณ์แปลกประหลาดและน่าอับอายของดอกไม้โรงเรียนถูกเพื่อนนักเรียนบางคนถ่ายรูปและอัดวิดีโอโพสต์

    บนฟอรัมของโรงเรียนอีกครั้ง


    “ด่วนดอกไม้โรงเรียนป่วยฉับพลัน มีวิดีโอแนบ”


    “ดอกไม้โรงเรียนหวาดกลัวทุกคนมีวิดีโอแนบ”


    “ข่าวลับเรื่องน่าอายของซ่งจูหว่าน มีภาพแนบ”


    “ข่าวด่วนดอกไม้โรงเรียนถูกผีสิง มีวิดีโอแนบ”


    “เร็วๆข่าวล่าสุด ซ่งจูหว่านคลั่ง มีวิดีโอแนบ”


    เสียงโกลาหลในห้องสามได้กระตุ้นความสนใจของนักเรียนและอาจารย์หลายคน


    ทำให้เกิดการพูดคุยซุบซิบกันไปทั่วโรงเรียน


    รวมทั้งการพูดคุยวิจารณ์โพสต์บนฟอรัมโรงเรียนซึ่งมีนักเรียนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างท่วมท้น


    ..........


    ซ่งเย่เดินเข้าห้องสามอย่างสบายใจหลังจากที่รถพยาบาลรับตัวซ่งจูหว่านออกไปแล้ว


    “ซ่งเย่ไปอยู่ที่ไหนมา?เธอไม่ได้มาเห็นสภาพของดอกไม้โรงเรียนเลย”


    ซูฉีบ่นให้ซ่งเย่เล็กน้อยที่พลาดช่วงเวลาสำคัญของการดูเรื่องเด็ดๆในห้องสาม


    “หือ อะไรเหรอ?”ซ่งเย่หันหน้ามาถามซูฉีด้วยสายตาว่างเปล่า


    “รู้อะไรไหม? ซ่งจูหว่านน่ะสิ จู่ๆก็กลายเป็นบ้าโวยวายว่าพวกเราเป็นภูตผีปีศาจกัน”


    ซูฉีกระซิบเบาๆกับซ่งเย่ด้วยใบหน้าอมยิ้มมีแววสะใจ


    “อ๋อเหรอช่างเขาสิ” ซ่งเย่ตอบอย่างไม่แยแส


    หรูเพ่ยเพ่ยหันหลังกลับมามองซ่งเย่ทางหลังห้องด้วยสายตาล้ำลึกเพราะเธอกับซ่งจูหว่านวางแผนสร้างความอับอายให้

    กับซ่งเย่ร่วมกัน


    แต่เวลานี้คนวางแผนกลับกลายเป็นคนป่วยทำให้เธอเคียดแค้นซ่งเย่มากยิ่งขึ้น


    ซ่งเย่รับรู้สายตาแสดงเจตนาร้ายจากหรูเพ่ยเพ่ย


    เธอห่อปากเล็กน้อยและปล่อยลมพลังซาเซินเข้ารูหูทั้งสองข้างของหรูเพ่ยเพ่ยจนเกิดความเจ็บปวดภายในหู


    และทำให้หรูเพ่ยเพ่ยกรีดร้องเสียงดังลั่น


    “โอ๊ย ปวดหูโอ๊ย” หรูเพ่ยเพ่ยใช้มือปิดหูทั้งสองข้างด้วยความเจ็บปวด


    “เพ่ยเพ่ยเธอเป็นอะไร?” นักเรียนหญิงที่นั่งข้างๆหรูเพ่ยเพ่ยจับไหล่ของเธอและถามอย่างเป็นห่วง


    “เกิดอะไรขึ้น?” ตันจิ่วหัวหน้าห้องเดินมาดูที่โต๊ะหรูเพ่ยเพ่ยพร้อมกับขมวดคิ้วแน่นอย่างกังวล


    วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับห้องสามเพราะมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นอีกครั้ง?


    ตอนนี้หรูเพ่ยเพ่ยอาการดีขึ้นแล้วเพราะซ่งเย่ใช้พลังซาเซินเพียงเล็กน้อยเพื่อส่งคำเตือนถึงเธอโดยตรง


    หรูเพ่ยเพ่ยตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและตอบตันจิ่วเสียงสั่น


    “มะไม่เป็นไรแล้ว ฉันเผอิญปวดหูกะทันหันน่ะ”


    เธอคาดเดาอย่างไม่มั่นใจว่าอาจเป็นฝีมือของซ่งเย่เพราะเหลือบมองเห็นซ่งเย่ทำห่อปากก่อนที่เธอจะปวดหู


    มันคล้ายกับมีสายลมที่แข็งและแหลมคมพุ่งทะลุเข้ารูหูทั้งสองข้างจนสร้างความเจ็บปวดให้กับเธอ


    ซ่งเย่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยที่หรูเพ่ยเพ่ยสงบเสงี่ยมขึ้น


    หลังจากนั้นห้องสามกลับคืนสู่ความสงบและเริ่มเรียนวิชาแรกของภาคเช้า


    ซ่งเย่ในเวลานี้ปรับความคิดและสมองของตนเองเพื่อคิดค้นผลิตอาวุธที่เหมาะสมกับสมาชิกในครอบครัว


    เธอคิดในใจอย่างมุ่งมั่นว่า


    “เราจำเป็นต้องหาอาวุธให้กับทุกคนเพื่อป้องกันตัวเพราะองค์กรKA ต้องส่งคนมาอีกแน่นอน”


    นั่นเป็นเพราะว่าซ่งเย่รับรู้ข้อความสำคัญขององค์กรลับซึ่งทำให้เธอเป็นกังวลในความปลอดภัยของคนในครอบครัว


    เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารกลางวัน


    ปรากฏว่าบรรยากาศการพูดคุยของนักเรียนในโรงอาหารมีแต่เรื่องราวของดอกไม้โรงเรียนซ่งจูหว่าน!


    ที่เวลานี้มีข่าวที่มีทั้งภาพและวิดีโอโพสต์บนฟอรัมของโรงเรียน


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครานี้ข้าจะเหยียบย่ำพวกเจ้าเอง ที่คุณอ่าน