บทที่ 10 ข้ารบกวนท่านกับท่านแม่หรือเปล่า?
รอไม่นาน พลันเด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดปี วิ่งออกมาจากในบ้าน จ้าวผิงรู้จัก เขา หลู่ซิวเป็ลูกชายของหลู่ชาน ในมือถือสมุดเล่มหนามาพร้อมพู่กัน
แต่ไม่ได้ให้จ้าวผิงในทันที กลับถามด้วยความสงสัย “พี่ผิง พี่แน่ใจว่าวาดแผนภาพได้แน่นะ?”
“ไม่อย่างนั้นพี่ลองอธิบายมา เดี๋ยวข้าช่วยวาดให้ท่าน”
“ไม่ต้องลำบากเ้าหรอกอาซิว” จ้าวผิงยิ้มแล้วพูด “ข้าวาดได้ ไม่ทำกระดาษเ้าเสียเปล่าหรอก”
“อีกอย่างวาดเสร็จแล้ว จะให้ภาพวาดกับพวกเ้าด้วย หวังว่าลุงหลู่จะลดราคาลงมาให้หน่อย”
“ดูภาพวาดก่อนเถอะ”
หลู่ต้าชานเป็คนมีประสบการณ์ ไม่ได้ตอบตกลงในทันที แต่ให้หลู่ซิวเอากระดาษมาให้จ้าวผิง
หลู่ซิวเปิดสมุด ชี้ไปหน้าที่ว่างแล้วพูดขึ้นมา “พี่ผิง พี่วาดตรงนี้ได้”
“อย่าวาดใหญ่เกินไป ข้าง ๆ นี่มีของข้าอยู่ อย่าทำเสียล่ะ”
จ้าวผิงเหลือบมองแวบหนึ่ง ภาพวาดนั้นคือคันธนูกับซองลูกธนู ข้าง ๆ ยังมีอุปกรณ์ไว้ทำลูกธนู แต่ยังไม่ได้ประกอบร่างเข้าด้วยกัน น่าจะยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาอยู่
จ้าวผิงรู้สึกใ
หลู่ซิวเพิ่งอายุไม่เท่าไร แต่สามารถคิดของแบบนี้ออกมาได้ หรือว่าเขาก็เดินทางทะลุมิติข้ามเวลามาเหมือนกัน
จ้าวผิงคิดอยากจะหยั่งเชิงดู เลยพูดลอย ๆ “อาซิว ข้าขอยืมมือถือเ้าหน่อย”
“มือถือคืออะไร?”
อาซิวพูดด้วยความตื่นเต้น “วาดภาพใช้แค่พู่กันก็ได้แล้ว ท่านคงไม่ได้ไม่เข้าใจหรอกนะ”
ภาษีมีแต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ชีวิตของครอบครัวพวกเขาไม่ได้สุขสบายเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือมาซื้อสมุดเล่มใหม่ให้เขา สมุดนี้จึงเป็ดังของล้ำค่าของหลู่ซิว
ถ้าจ้าวผิงทำพัง เขาต้องโมโหแทบตายแน่
“แล้วหลี่ไป๋เ้ารู้จักหรือไม่?” จ้าวผิงถาม
หลู่ซิวส่ายหน้า
“ท่านมิเห็นหรือ สายนํ้าที่เชี่ยวกรากในแม่น้ำหวงเหอไหลมาจากเบื้องบนลงสู่ทะเลมิหวนกลับ ท่านมิเห็นหรือ ที่น่าโศกาอาดูรคือเห็นผมหงอกขาวของตัวเองในกระจกที่ห้องโถง ยามเช้ายังดูคล้ายเส้นผมดำสลวยดุจไหม ไยยามคํ่ากลับดูขาวดุจหิมะ ...”
จ้าวผิงท่องประโยคหนึ่งในบทกวีให้หลู่ซิวฟัง
หลู่ซิวยิ่งงงไปใหญ่
ถึงแม้ว่าครอบครัวเขาจะฐานะดี แต่ก็ดีในระดับที่พอมีพอกินไม่ขัดสน ทว่าก็ไม่เคยได้ร่ำเรียนหนังสือมาก่อน จึงไม่เข้าใจว่าจ้าวผิงพูดถึงอะไร
หลู่ต้าชานก็เช่นกัน
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทั้งสองคน จ้าวผิงจึงมั่นใจว่าหลู่ซิวไม่ได้ทะลุมิติข้ามเวลามา แต่เกือบจะประดิษฐ์ลูกธนูขึ้นมาได้แล้ว แต่ตอนนี้จ้าวผิงมีเื่มากมายให้จัดการ ไม่มีเวลาอธิบายให้ทั้งสองฟัง จึงหยิบพู่กันมาแล้วเริ่มวาด
พริบตานี้ หลู่ซิวใจเต้นตึกตักแทบจะหลุดออกมา สายตาจ้องจ้าวผิงไม่วาง ด้วยกลัวว่าเขาจะไม่ระวังทำกระดาษแผ่นนั้นเสียหาย
โชคดีที่จ้าวผิงไม่ทำให้เขาผิดหวัง
แม้ว่าจ้าวผิงจะเรียนคณะแพทย์ศาสตร์มา แต่่ที่เรียนมหาวิยาลัยก็ได้เข้าร่วมชมรมศิลปะ เรียนวาดภาพกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมา่หนึ่ง
แค่วาดรูปเตียงธรรมดา ๆ นั้นง่ายมาก ไม่นานก็วาดเสร็จ
“นี่คือเตียง?” หลู่ซิวมองดูภาพประหลาดบนกระดาษ ก่อนถามด้วยความสงสัย
“ใช่แล้ว นี่คือเตียง” จ้าวผิงพูดด้วยความมั่นใจ “เตียงนี่ไว้สำหรับนอนอย่างเดียว มีเพียงไม้กระดาน ค่อยปูทับด้วยฟาง แล้วคลุมด้วยผ้าห่มก็สามารถนอนได้แล้ว”
“ดังนั้นที่ต้องทำคือสี่ขาเตียงเพื่อยกระดับแผ่นกระดานให้พ้นพื้น จะได้ป้องกันความชื้นและป้องกันสัตว์มารบกวน”
“ได้ ๆ เตียงแบบนี้ดีนี่” หลู่ต้าชานชื่นชม “เตียงนี้ทำง่ายมาก ประโยชน์ใช้งานก็ดีมาก
“ราคาย่อมถูก เชื่อว่าทุกคนจะต้องชอบ”
“พ่อหนุ่ม ถ้าเ้าวาดภาพให้ข้า ข้าจะทำเตียงใหม่ให้โดยไม่คิดเงินเลย”
“อีกอย่างต่อไปนี้ถ้าเ้า้าให้ข้าทำของสิ่งใดให้ ขอแค่จัดหาวัสดุมา ข้าจะช่วยทำให้เ้าโดยไม่คิดเงินเลย”
“นั่นเยี่ยมไปเลย” จ้าวผิงไม่ได้เกรงใจ เพราะเขายากจนมาก
เตียงนี้ถึงแม้ว่าจะเรียบง่าย แต่อย่างไรก็ยังมีราคาหลายร้อยอีแปะ ตอนนี้จ้าวผิงยังไม่มีปัญญาจ่าย ทำได้เพียงใช้ภาพวาดมาแลกกับเตียงใหม่เท่านั้น หากไม่ต้องจ่ายค่าแรงของหลู่ต้าชาน อย่างไรเสียย่อมคุ้ม
“ท่านลุงหลู่ เตียงแบบนี้น่าจะใช้เวลาทำนานเท่าไรหรือ?”
“สามวันน่ะพ่อหนุ่ม”
“ท่านสามารถทำเร็วกว่านี้ได้หรือไม่? พอดีข้ารีบใช้”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะเลื่อนงานที่มีอยู่ตอนนี้ออกไปก่อน แล้วมาทำเตียงใหม่ให้เ้าอย่างเดียวเลย ต้องอาศัยอาซิวช่วยอีกแรง เย็นวันพรุ่งนี้เ้าน่าจะได้แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นข้ารบกวนลุงหลู่ด้วย”
จ้าวผิงคุยกับหลู่ต้าชานอีกสักพัก แล้วก็กลับบ้าน
เมื่อมาถึงบ้านเขาก็ต้องใ
จ้างผิงเห็นหลิ่วเมิ่งหรูกับเหวินฮุ่ยกำลังจับมือ คุยเล่น หัวเราะกัน ดั่งเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี คล้ายสนิทสนมกันมานาน ชายหนุ่มอดทอดถอนใจไม่ได้ ผู้หญิงนี่ช่างเป็สิ่งมีชีวิตที่ประหลาดแท้
หญิงแปลกหน้าสองคน เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามกลับกลายเป็เพื่อนรักกันได้แล้ว
เมื่อเห็นจ้าวผิงกลับมา หลิ่วเมิ่งหรูก็รีบเข้ามาต้อนรับ “สามี ทำเตียงเสร็จแล้วหรือ?”
“จะเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร” จ้าวผิงกล่าว “แต่ลุงหลู่บอกว่าพรุ่งนี้ก็ใช้งานได้แล้ว”
“วันนี้คงต้องลำบากเหวินฮุ่ย ให้นางนอนในห้องเก็บฟืนไปก่อนแล้วกัน”
“ไม่ได้นะ”
ใครจะคิดว่าหลิ่วเมิ่งหรูจะโต้กลับทันควัน จ้าวผิงอดกลอกตามองบนใส่นางไม่ได้ ทำเอาหลิ่วเมิ่งหรูใไม่น้อย
นางค่อยนึกขึ้นมาได้ว่า คนตรงหน้านั้นคือไอ้ชั่วที่สามารถทุบตีนางได้ทุกเมื่อ …ทำไมถึงกล้าไปเถียงเขานะ หลิ่วเมิ่งหรูพลันรีบพูดใหม่ “สามี ข้าไม่ได้จะโต้เถียงท่าน”
“เพียงแต่เหวินฮุ่ยเพิ่งฟื้นจากอาการป่วยหนัก ร่างกายยังอ่อนแอมากนัก ให้นางไปนอนในห้องเก็บฟืนเช่นนั้น หากเกิดป่วยไข้ขึ้นอีกจะทำอย่างไร ไม่อย่างนั้นให้ข้าไปนอนห้องเก็บฟืนแทนนางเถอะ”
“เ้าพูดอะไร?” จ้าวผิงใมาก
“แล้วจะให้นางนอนอย่างไร นอนกับข้าน่ะหรือ?”
หลิ่วเมิ่งหรูพยักหน้า
“จะได้อย่างไร?” จ้าวผิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เป็เพียงหญิงสาวยังไม่ได้ออกเรือน จะนอนกับข้าได้อย่างไรกัน”
“ก็เหวินฮุ่ยเป็ภรรยารองของท่านแล้วไม่ใช่หรือ” หลิ่วเมิ่งหรูพูดอย่างมีเหตุผล
“ท่านเห็นเรือนร่างของเหวินฮุ่ยแล้ว นั่นแปลว่าหญิงผู้นี้เป็ของท่านไม่ใช่หรือ ถ้าท่านไม่แต่งงานกับนาง ไม่เท่ากับว่าให้นางไปตายหรือ?”
“ข้า...” จ้าวผิงใกับความกล้าหาญของหญิงสาวราชวงศ์ต้าเว่ยจริง ๆ
เริ่มจากหลิ่วเมิ่งหรูไม่ยอมโดนขาย เลยตั้งใจใส่ยาเบื่อหนูลงไปในโจ๊ก มาตอนนี้เหตุด้วยเขาปลดเสื้อผ้าของเหวินฮุ่ยเพียงเพื่อจะรักษา เหวินฮุ่ยก็จะเป็จะตายอยากแต่งงานกับเขาแล้ว
กระทั่งใช้คำพูดหว่านล้อมหลิ่วเมิ่งหรูที่เป็เมียหลวง จนนางยอมช่วยพูดให้
รอก่อนเถอะ!...
จ้าวผิงสูดหายใจลึก กลับสู่ความสงบอีกครั้ง “ตอนนี้ครอบครัวเรายังติดหนี้อยู่ ถ้าแต่งงานกับนาง แล้วเกิดใช้หนี้ไม่หมด ไม่เท่ากับว่าเสียประโยชน์ให้ไอ้สารเลวหวังชื่อเหรินไปเปล่า ๆ หรือ”
“ถ้าอย่างนั้นทำอย่างไรดี?”
“หรือจะรอคืนเงินหวังชื่อเหรินก่อน แล้วค่อยหาเงินอีกร้อยตำลึง เพื่อรับนางเป็ภรรยารอง”
“นั่นเท่ากับว่าท่านไม่ตกลงแต่งงานหรอกหรือ?” หลิ่วเมิ่งหรูสลดไป
ตั้งร้อยห้าสิบตำลึง คนธรรมดาขยันหาเงินทั้งชีวิตยังหาไม่ได้มากขนาดนั้นเลย ถึงแม้จ้าวผิงจะกลับตัวกลับใจแล้ว แต่คิดจะหาเงินร้อยห้าสิบตำลึง ย่อมเป็เื่ยาก เขาเพียงแค่เปลี่ยนวิธีปฏิเสธการรับเหวินฮุ่ยมาเป็ภรรยารองเท่านั้น
ส่วนเหวินฮุ่ย พอได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าพลันมีรอยยิ้มขึ้นมาทันที “ผู้มีพระคุณ ท่านพูดเองนะ”
“เ้าเชื่อคำพูดพวกเราได้ ไม่มีทางกลับคำเด็ดขาด”
“แต่…เ้าเชื่อว่าข้าจะหาเงินได้ร้อยห้าสิบตำลึงได้จริงหรือ?” จ้าวผิงทองเหวินฮุ่ยด้วยความสงสัย
“อืม” เหวินฮุ่ยพยักหน้า
“ผู้มีพระคุณเป็คนมีความสามารถ ข้าเชื่อว่าผู้มีพระคุณจะต้องหาเงินมากมายขนาดนั้นได้แน่นอน แล้วยังจะหาได้เร็วอีกด้วย”
พลางนางพูดเสริมในใจ ‘ถ้าท่านหาไม่ได้ ข้าก็จะบอกวิธีทำเงินให้แก่ท่านเอง รับรองว่าหาเงินได้ไม่หยุดแน่’
ถึงเวลานั้นนางก็จะได้เป็ผู้หญิงของผู้มีพระคุณแล้ว ความคิดในใจเหวินฮุ่ยก็หอมหวานราวน้ำผึ้ง รอยยิ้มจึงเปื้อนหน้านางไม่จางหายเลย
“เหวินฮุ่ย เ้าเด็กคนนี้ทำไมถึงพูดจากเช่นนั้นนะ” หลิ่วเมิ่งหรูจิ้มศีรษะเหวินฮุ่ย ราวรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ
“พี่เมิ่งหรู พวกเราล้วนเป็คนของผู้มีพระคุณ ก็ควรเชื่อผู้มีพระคุณสิ” เหวินฮุ่ยยังคงยืนหยัดในความคิดตัวเอง
หลิ่วเมิ่งหรูไม่พูดอะไรอีก ก่อนเรียกให้ทุกคนมากินข้าว
ข้าวขาวกับน้ำแกงเนื้อกระต่ายป่า
สำหรับหมู่บ้านซีผิงแล้ว นี่เป็มื้อพิเศษที่เกิดขึ้นเฉพาะคืนก่อนปีใหม่เท่านั้น อีกทั้งยังเป็อาหารของครอบครัวที่มีฐานะ ชาวบ้านเกษตรกรทั่วไป ถึงแม้จะถึงปีใหม่ก็ยังไม่กล้ากินแบบนี้
จ้าวเสียวเสี่ยวกินจนปากมันแผล็บ ไม่สนใจภาพลักษณ์ตัวเองแม้แต่น้อย หลิ่วเมิ่งหรูดีกว่าหน่อย แต่ก็ถือว่ากินมูมมามไม่ต่างกันเท่าไหร่
ตรงกันข้ามกับเหวินฮุ่ย นางเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนค่อยกลืน ราวกับว่าเคยกินของพวกนี้เป็ประจำ นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของเด็กกำพร้าแน่นอน
จ้าวผิงสงสัย เขาคิดจะหาโอกาสไปหมู่บ้านเกาโหลว ถึงตอนนั้นจะลองสืบดูสักครั้ง ในเมื่อคิดจะรับนางมาเป็ภรรยารอง อย่างไรก็ต้องรู้จักความเป็มาของนางเสียก่อน
หลังมื้ออาหาร เหวินฮุ่ยล้างจานชาม ก่อนต้มน้ำร้อนมาให้จ้าวผิงกับหลิ่วเมิ่งหรูล้างหน้าล้างตา นี่ยิ่งทำให้จ้าวผิงมั่นใจว่าจะต้องไปสืบเื่ของเหวินฮุ่ยให้รู้ความเสียแล้ว
คนทั่วไปที่ไหนจะใช้น้ำร้อนมาล้างหน้าล้างตา ไม่สู้ประหยัดฟืนเพื่อเอาไปขายในตัวอำเภอเป็เงินไม่ดีกว่าหรือ
จ้าวผิงคิดเื่นี้ในใจ นอนพลิกตัวไปมาบนเตียงจนนอนไม่หลับ
จ้าวเสียวเสี่ยวคล้ายโดนปลุกให้ตื่น จึงพลิกตัวปีนขึ้นมาบนหน้าอกจ้าวผิง
กะพริบตาปริบอย่างมีเลศนัย ก่อนพูดขึ้นว่า “ท่านพ่อ ข้ารบกวนท่านกับท่านแม่หรือเปล่า ไม่อย่างนั้นท่านให้ข้าไปนอนที่ห้องเก็บฟืนกับอาเหวินฮุ่ยได้นะเ้าคะ”