เด็กชายสี่คนสลับกันเล่าเหตุการณ์ความคึกคักของเมืองสือเจีย ให้กับเด็กคนอื่น ๆ รวมทั้งฉู่หลิงฟัง พร้อมทั้งแจกจ่ายลูกอมน้ำตาลปั้นให้ทุกคนคนละหนึ่งเม็ด
ฉู่หลิงเองก็รับเอาน้ำตาลปั้นมาอมไว้ในปากเช่นกัน นางไม่ได้กินขนมหวานเช่นนี้มานานมากแล้ว มีเพียงนางเฉินที่ปฏิเสธ แต่นั่นก็ทำให้เจียวจ้านแอบโล่งใจ เพราะตนลืมนึกไปว่าท่านยายเฉินก็มาอยู่ที่หอหงไถเป็ประจำแล้วเช่นกัน หากนางอยากกินตนก็คงต้องแบ่งให้หญิงชรา
“หอหงไถของเราว่าใหญ่แล้ว แต่มันดูธรรมดามากเลยเมื่อเทียบกับอาคารและสิ่งก่อสร้างในเมืองสือเจีย บ้านเรือนของพวกเขาก็แข็งแรงแ่า ไม่ได้ทรุดโทรมเหมือนบ้านเรือนชาวบ้านที่อยู่นอกเมือง” ฝานเจิ้งบรรยายออกมาเป็ฉากๆ
“ผู้คนที่ข้างนอกก็ใจดีด้วยนะ พี่ชายทหารข้างนอกก็ไม่ได้ดุเสียหน่อย พวกเขาคุยกับพวกเราตั้งหลายประโยคและยังให้เราผ่านเข้าเมืองโดยไม่คิดเงินอีกด้วย” อู่ซินชอบพี่ชายทหารเป็ที่สุด
“ในเมืองมีผู้คนพลุกพล่าน พวกเขาหลายคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้างดงาม ข้าดูออกเลยว่าคนไหนมาจากนอกเมืองคนไหนอาศัยอยู่ในเมือง พวกเขามีมากจนแทบจะเดินชนกันเลยด้วยซ้ำ!”
ฟังถึงตรงนี้ดวงตาของแวมไพร์สาวฉู่หลิงก็เคลิ้มฝันไปถึงไหนต่อไหน ภาพก้อนเืเล็กใหญ่สวมใส่เสื้อคลุมล้มกลิ้งชนกันวุ่นวายปรากฏอยู่ในความคิดของแวมไพร์สาว แต่อยู่ดีๆ ก็มีมือใหญ่มหึมาข้างหนึ่งโบกสะบัดฟาดเอาก้อนเืของนางแตกกระจายะเิออกไปจนเืกระเซ็นแดงฉานไปทั่วทำให้ฉู่หลิงถึงกับสะดุ้งสุดตัวตื่นจากภวังค์
“พี่สาวหลิงหลิง ท่านเป็อะไรไปแล้ว” เป็หลิ่วจีผู้เอาใจใส่ กำลังโบกมือไปมาอยู่ตรงหน้าฉู่หลิง
นางเห็นว่าอยู่ดีๆ พี่สาวก็ตาลอยและเริ่มหัวเราะใจลำคอออกมาโดยไม่มีสาเหตุ เด็กน้อยจึงพยายามเรียกสติของฉู่หลิงให้กลับคืนมา
“ม..ม..ไม่เป็อะไร ถึงตรงไหนแล้วเล่า? อ้อ จริงสิ แล้วพวกเ้าเห็นคนขายซาลาเปาหรือไม่”
“เราไม่ได้เดินจนทั่วเมือง แต่เส้นทางที่เราผ่านข้าเห็นมีร้านซาลาเปาอยู่ร้านหนึ่งขอรับ” เจียวจ้านรีบตอบ
“พี่สาวหลิงหลิง ร้านซาลาเปาที่ข้าเห็นเขาจุดเตาอุ่นซาลาเปาร้อนๆ ออกมาขาย หากพวกเราทำเสร็จจากที่นี่กว่าจะเข้าไปขายในเมืองซาลาเปาก็คงเย็นชืดจนหมด หรือว่าพวกเราจะทำขายเฉพาะนอกเมืองกันดีขอรับ"
“เื่นั้นเอาไว้ค่อยคิดกัน อันดับแรกข้าต้องทำซาลาเปาออกมาให้พวกเ้าชิมเสียก่อน ดูสิว่ามันจะอร่อยหรือไม่” หญิงสาวชักชวนให้เด็กๆ ย้ายที่สนทนาไปในครัวแทน เพื่อเปิดห่อผ้ามาดูสินค้าที่เพิ่งซื้อ
“นี่เกลือของเ้าตงเหม่ย พอใจหรือยัง”
“นี่ข้าวสาร เ้าจะจัดการอย่างไรก็ตามใจเจียวจู”
“วันนี้เราจะเจียวหมูเอาน้ำมันเก็บไว้ใช้ ส่วนเนื้อหมูก็เลาะออกมาผัดใส่ผักเสีย ไข่เอาไว้พรุ่งนี้เช้า ส่วนถั่วเขียวเอาแช่น้ำไว้ก่อนคืนหนึ่ง พรุ่งนี้เราจึงจะทำไส้ซาลาเปากัน”
ฉู่หลิงแจกแจงเสบียงอาหารให้เด็กๆ ทุกคนช่วยกันเอาไปเก็บ และทุกคนก็เริ่มลงมือหั่นเนื้อหมู ล้างผัก เตรียมอาหารกันอย่างขะมักเขม้น
ฉู่หลิงสั่งซื้อเนื้อหมูติดมันมาเพียง 2 ชั่ง (1 กิโลกรัม) เลาะมันที่ติดมามากกว่าเนื้อออกแล้วก็เหลือเนื้อไม่มากเท่าใดนัก แต่ตงเหม่ยก็ยังเสียดายหากจะใช้เนื้อหมูให้หมดไปในคราวเดียว นางแบ่งเนื้อหมูออกมาผัดเพียงครึ่งหนึ่ง และห่อเก็บไปแช่น้ำเอาไว้อีกครึ่งหนึ่ง
เด็กๆ มองเห็นเฉาหวาเทข้าวสารออกมาต้มในปริมาณมากกว่าเดิม พวกเขาก็ยิ่งมีแรงทำงานกันมากกว่าเดิม แม้แต่เด็กเล็กๆ อย่างเว่ยหลงที่ไม่มีโอกาสจับมีด ก็ยังพากันหาผ้าขี้ริ้วออกไปเช็ดถูพื้นเตรียมพร้อมสำหรับอาหารมื้อใหญ่ที่จะมีเนื้อหมูเป็ส่วนประกอบ
กลิ่นหอมของน้ำมันหมูในกระทะ ทำให้เด็กๆ ถึงกับอยู่ไม่สุข เดินวนเวียนเข้าออกในครัวรอให้พี่สาวหลิงหลิงเจียวน้ำมันจนเสร็จ
เสี่ยวผิงหาไหขนาดเล็กมาเตรียมเอาไว้หนึ่งใบ นางเฝ้ามองดูฉู่หลิงตักน้ำมันออกจากกระทะเหล็กใบโตทีละช้อนไม่ยอมให้กระเด็นหกไปสักหยด
“กากหมูนี่กินได้ แต่เก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน มันยังเก็บได้อีกหลายวัน เอาเนื้อหมูมาใช้ก่อนจะดีกว่า” ที่นี่ไม่มีตู้เย็น ตงเหม่ยจึงได้ห่อหมูเอาไปแช่ไว้ในถังน้ำ แต่หญิงสาวก็ยังคิดว่าการแช่น้ำอาจทำให้รสชาติความสดของหมูลดน้อยลงไป นางอยากจะเอาออกมาปรุงสุกเอาไว้ แต่สู้เสียงคัดค้านจากพี่สาวใหญ่ทั้งสี่ในกลุ่มไม่ได้
เจียวจ้านกับเจียวจูสองพี่น้องยังเคยได้กินเนื้อหมูมาบ้าง จากการที่พวกเขามีเจียวจินซึ่งเป็ดาวประจำหอแอบส่งเนื้อหมูมาให้เด็กทั้งสองได้ลิ้มลอง แต่กับเด็กคนอื่น ๆ อย่างดีก็เคยได้กินไข่ซีกหนึ่งเท่านั้น มาอยู่ที่นี่แม้จะเคยได้ลิ้มลองรสชาติเนื้อตากแห้ง แต่ส่วนแบ่งชิ้นขนาดเท่าปลายขี้เล็บก็ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกอะไร
พอมีน้ำมันหมูและกระเทียมเข้ามาเป็ส่วนประกอบ เด็กๆ ต่างก็ทำหน้าตาไม่อยากจะเชื่อว่ารสชาติของผักป่ากลับอร่อยได้ถึงเพียงนี้ และฉู่หลิงยังแบ่งเนื้อหมูให้พวกเขาเท่าๆ กันคนละสองชิ้นใหญ่ๆ การได้กัดกินเนื้อสดใหม่เต็มปากเต็มคำ รสชาติของมันก็แตกต่างกับเศษเนื้อแห้งที่เคยแบ่งกันกินเมื่อปีก่อนราวฟ้ากับดิน
ข้าวต้มที่มีข้าวมากกว่าน้ำเป็ครั้งแรก รวมกับอาหารชั้นยอด คราวนี้แม้แต่คำขู่ของฉู่หลิงก็ยังห้ามเด็กทุกคนไม่ให้ร้องไห้ไม่ได้
“อร่อย..อร่อยที่สุดในชีวิตของข้าเลย” เว่ยหลงอร่อยจนอยากจะเคี้ยวลิ้นกลืนลงท้องไปเสียด้วยซ้ำ
“เ้าต้องระมัดระวังอย่ากินมากเกินไป เดี๋ยวปวดท้องเข้าอีกจะทำผู้อื่นเขาหมดสนุกกันพอดี” ฉู่หลิงลูบศีรษะเด็กชายตัวน้อยเบาๆ
หลังจากกินข้าวจนก้นหม้อไม่เหลือสักเม็ด อาหารในจานกระเบื้องที่งดงามก็ถูกเด็กๆ เลียจานจนสะอาดสะอ้าน ฉู่หลิงก็ให้เจียวจูและเจียวจ้านส่งผัดผักกับเนื้อหมูไปให้ท่านยายเฉิน 1 ถ้วย ส่วนนางกับหลิ่วจี ไป๋ซินและเจินถง ก็มาช่วยกันลำดับขั้นตอนการทำแป้งซาลาเปาที่สามเด็กหญิงไปสอบถามมาจากยายเฉินอีกทอดหนึ่ง เพื่อเตรียมลงมือทำซาลาเปาครั้งแรกในวันพรุ่งนี้
……….
ตอนเช้าฉู่หลิงเลือกให้ตงเหม่ย หลิ่วจี ไป๋ซุ่นและเจินถง เด็กหญิงสี่คนไว้ช่วยทำซาลาเปา ส่วนคนอื่นๆ ต้องออกไปเก็บผักป่า หาเห็ดและจับปลาด้วยกันทั้งหมด
ถั่วเขียวส่วนหนึ่งที่แบ่งแช่น้ำทิ้งไว้หนึ่งคืน ถูกนำมาต้มจนเปื่อยแล้วนำมากวนเติมน้ำตาลและเกลือลงไปสำหรับทำซาลาเปาไส้ถั่วเขียว หญิงสาวยังไม่กล้าหาญพอที่จะใช้เนื้อหมูมาทำเป็ซาลาเปาไส้เนื้อ และยังไม่มั่นใจว่าหากเริ่มขายเฉพาะในละแวกรอบหอหงไถจะมีชาวบ้านยอมจ่ายสำหรับซาลาเปาไส้เนื้อหรือไม่
“อร่อยมากเลยเ้าค่ะพี่สาวหลิงหลิง!” เด็กหญิงสี่คนร้องลั่นจนหลังคาครัวแทบทรุดหลังจากได้ชิมไส้ถั่วเขียวที่ฉู่หลิงเพิ่งกวนเสร็จออกมา
“เอาล่ะทีนี้ก็แป้ง ไม่น่าจะยากแล้วล่ะ”
สตรีต่างวัยสี่คนตั้งอกตั้งใจทำซาลาเปากันโดยไม่หยุดพัก จนพ้นยามอู่ (11.00-12.59) ไปเล็กน้อย เด็กที่ออกไปหาเสบียงอาหารข้างนอกก็กลับมา
ไอร้อนควันฉุยบนเตาที่พวยพุ่งออกมาจากลังถึงไม้ไผ่ (ซึ้ง) เป็จุดศูนย์รวมของสายตาทุกคู่ที่รอชมและรอกินซาลาเปาฝีมือพี่สาวหลิงหลิงของพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ
ฉู่หลิงปั้นซาลาเปาเป็ลูกเล็กๆ ทั้งหมดออกมาได้ 30 กว่าลูก นางจัดซาลาเปา 6 ลูกใส่จาน ตั้งใจจะออกไปอวดโฉมหน้าซาลาเปาที่น่ากินที่สุดบนแผ่นดินต้าหยวนกับท่านยายเฉิน
“ที่เหลือพวกเ้าแบ่งกินกันให้หมดเลย ข้าจะไปกินกับท่านยายเฉิน มื้อนี้ถือเสียว่าเป็การฉลอง!!” หญิงสาวปล่อยให้เจียวจูและตงเหม่ยแจกจ่ายซาลาเปาให้กับเด็กๆ ส่วนนางก็ตรงดิ่งไปที่ประตูด้านหลังอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าชราของท่านยายเฉินก้มหน้ามองจานซาลาเปากับใบหน้างามของฉู่หลิงสามรอบ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นใช้หางตามองซาลาเปาควันฉุย 6 ลูกในจานด้วยสายตาหยามเหยียด
“นี่เ้าเรียกมันว่าซาลาเปาเช่นนั้นหรือ”
“ซี๊ดดด!” ฉู่หลิงเจ็บแปลบเข้าไปที่หัวใจอย่างรุนแรง
“ชิมเสียก่อนเถิดท่านยาย ข้ารับรองว่าอร่อยเหาะ!” หญิงสาวคะยั้นคะยอ ยื่นซาลาเปาร้อนๆ ยัดใส่มือหญิงชราไปลูกหนึ่ง
ยายเฉินอ้าปากกัดกินซาลาเปาสีเหลืองหอมกรุ่นอย่างเสียไม่ได้
“ก็อร่อยอยู่นะ แต่เรียกมันว่าซาลาเปาไส้ถั่วเขียวไม่ได้หรอก ตรงไหนคือไส้! ตรงไหนคือแป้ง! เหตุใดมันจึงได้รวมกันไปหมดเช่นนี้เล่า” หญิงชราคว้าซาลาเปาในจานมาอีกหนึ่งลูก พยายามแยกไส้ถั่วเขียวออกจากแป้ง ลิ้มลองรสชาติของไส้ถั่วเขียวอีกครั้ง