ราชันย์เทวะทมิฬ

    ตอนที่ 5 เหวหมื่นอสูร

    ‘ตื่นได้แล้ว เจ้าขี้เซา’ เสียงไพเราะดังกังวานในหัวมู่เฉิน เปลือกตาเขาขยับเปิดขึ้นทีละน้อย
    ‘หลินเยว่? นี่ข้าตายไปแล้วอย่างนั้นรึ?’ มู่เฉินพูดอย่างอ่อนแรง
    ‘อยากจะตายมากนักรึงัย? แต่เจ้าต้องผิดหวังแล้วล่ะ ข้าไม่อนุญาติให้เจ้าตายตอนนี้ ฮี่ ฮี่’
    ‘ข้ายังไม่ตาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า แล้วตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกัน?’ มู่เฉินกวาดสายตาดูภาพรอบด้านด้วยความสงสัย
    รอบกายของเขาขณะนี้ปกคลุมด้วยม่านหมอกสีแดงเลือนลาง แม้จะเป็นเวลากลางวันแต่การมองเห็นถูกจำกัดไว้ไม่เกินสามจั้งเท่านั้น
    ‘ก้นเหวหมื่นอสูร เจ้าตกหน้าผาลงมาราวหนึ่งร้อยจั้ง’ 
    ‘ก้นเหว? หนึ่งร้อยจั้ง!!! โอ้...แล้วข้ารอดได้เช่นไร?’ ระยะร้อยจั้งช่างสูงยิ่งนักแม้จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับวิญญาณยังคงต้องบาดเจ็บหนัก ประสาอะไรกับคนอย่างเขาที่ยังไม่เริ่มฝึกยุทธ์
    ‘เจ้าจะทำหน้าโง่งมอีกนานมั้ย เลิกสนใจเรื่องอื่นได้แล้ว เดินตามเส้นทางหินสีดำไปยี่สิบลี้’ หลินเยว่พูดอย่างรำคาญ มู่เฉินสลบที่ก้นเหวมาเจ็ดวันแล้วและตลอดเวลานางต้องคอยระวังภัยให้กับเขา นั่นยังไม่รวมถึงการฝืนกระตุ้นปราณสีดำเพื่อรักษาบาดแผลให้กับเขา ในตอนนี้นางเหนื่อยล้าเต็มทีแล้วจึงต้องเร่งให้เขาออกเดินทางต่อทันที
    ‘เข้าใจแล้ว ว่าแต่ข้าจะเจอสิ่งใด?’ มู่เฉินลุกขึ้นยืน เขาปัดเศษฝุ่นที่เกาะตามตัวแล้วเดินไปตามเส้นทางหินสีดำ ‘หลินเยว่ เจ้าดูเร่งร้อนเกินไปนะ มีอะไรเกิดขึ้น?’ มู่เฉินสังเกตได้ถึงความผิดปกติของหลินเยว่ได้ น้ำเสียงนางดูเหนื่อยล้ายิ่งนัก‘เจ้าหลับไปเจ็ดวัน จะรู้อะไร ก้นเหวนี้ไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาก็มาได้’
    นั่นสิ นี่มันเหวหมื่นอสูร พื้นที่ต้องห้ามที่แม้แต่ระดับปราชญ์ยังไม่กล้าย่างก้าวเข้ามา เมื่อนึกถึงเหตุผลนี้เขาก็เข้าใจทันทีว่าหากไม่มีนางเขาคงตายไปแล้ว
    ‘ขอบคุณเจ้ามาก ถ้าไม่มีเจ้าข้าคงตายไปแล้ว’
    ‘เฮอะ เข้าใจด้วยรึ’
    ‘มีสิ่งหนึ่งที่ข้ายังสงสัย เหตุใดข้าถึงไม่อาจสัมผัสได้ถึงปราณในจุดตันเถียนได้แม้แต่น้อย แล้วข้าจะฝึกยุทธ์ได้เช่นไร?’ มู่เฉินเปลี่ยนเรื่องคุย
    ‘ร่างกายเจ้าไม่เหมือนคนทั่วไป จุดตันเถียนเจ้าก็เช่นกัน หากเจ้าต้องการฝึกยุทธ์ เจ้าจะต้องปลุกสายเลือดของเจ้าเสียก่อน หลังจากนั้นเจ้าจะเข้าใจมันเอง’
    ‘ปลุกสายเลือด? มันคือสิ่งใด?’ มู่เฉินงงงันทันทีที่เขาได้ยิน เส้นทางการฝึกยุทธ์มันมีขั้นตอนแบบนี้ด้วยรึ? 
    ‘เห้อ…จะให้อธิบายเช่นไร มันก็แค่วิธีการหนึ่งในการฝึกยุทธ์ที่เจ้าไม่เคยรู้มาก่อนเท่านั้น จำที่ข้าบอกได้หรือไม่ โลกใบนี้มันกว้างใหญ่นัก สิ่งที่เจ้ามองเห็นตอนนี้มันเป็นเพียงสายธารขนาดเล็กเส้นหนึ่งเท่านั้น ปลายทางของสายธารยังคงมีมหาสมุทรที่กว้างใหญ่รอเจ้าอยู่’
    มู่เฉินเดินตามทางหินสีดำอย่างต่อเนื่อง เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ในที่สุดเขาก็เดินมาจนสุดเส้นทาง เบื้องหน้าเขามีถ้ำหินที่มีช่องขนาดเพียงพอให้ผ่านเข้าได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ด้านหน้าถ้ำมีเสาหินขนาดสองจั้งสลักคำสั้นๆว่า “ถ้ำเทวะ ไร้วาสนามิอาจก้าวผ่าน”
    มู่เฉินก้มตัวลอดเข้าไปในถ้ำโดยปราศจากความหวั่นเกรง เมื่อพ้นปากถ้ำเข้ามาเป็นพื้นหินขนาดกว้างเพียงสามจั้ง มันเป็นถ้ำปิดตาย ไม่มีช่องทางให้ก้าวเดินต่อ ‘นี่มันไม่ใช่ถ้ำ มันเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆพอให้หลบภัยเท่านั้น’ ความคิดผุดขึ้นในใจของเขาเมื่อเข้ามาภายใน
    ‘เจ้าพาข้าเสี่ยงตายมาเพื่อหาที่หลบภัยเช่นนี้รึ?’ มู่เฉินทอดถอนใจเมื่อพบว่าการดิ้นรนของเขามาพบเพียงพื้นที่หลบภัยคับแคบแห่งนี้
    ‘เจ้ามันโง่งมยิ่งนัก แต่ข้าจะไม่กล่าวโทษเจ้าหรอก อาณาจักรล่างแห่งนี้ทุกคนล้วนโง่งมเช่นเจ้า ฮี่ ฮี่ ฮี่’ หลินเยว่หัวเราะอย่างขบขัน
    ‘นี้เรียกว่าประตูเทวะ มันเป็นสิ่งที่ทุกคนในอาณาจักรล่างต่างเฝ้าฝันหา แต่ไม่มีผู้ใดสัมผัสถึงมันได้’ หลังจากหยุดขำได้นางก็กล่าวขึ้นด้วยท่าทางจริงจัง
    ‘เดินไปที่จุดกึ่งกลางของถ้ำแล้วข้าจะกระตุ้นปราณสีดำออกมา จากนั้นเจ้าต้องถ่ายปราณให้ลงสู่พื้นหินด้านล่าง’ เสียงของนางสั่นและเบาลงอย่างมากตอนนี้นางแทบจะหมดพลังงานแล้ว นางได้แต่บอกสิ่งที่มู่เฉินต้องทำเท่านั้น
    แม้จะไม่เข้าใจ แต่มู่เฉินก็ทำตามที่นางบอกโดยไม่กล่าวสิ่งใด เขาเดินไปกลางถ้ำแล้วนั่งลงตั้งสมาธิ ทันใดนั้นปราณสีดำพุ่งกระจายออกมาจากจุดตันเถียน เขาบังคับให้ปราณที่เบาบางเหล่านั้นกระจายลงสู่พื้นหินด้านล่าง
    ครืน ครืน!!! ปราณสีดำแทรกผ่านชั้นหินเบื้องล่าง เกิดเสียงสั่นสะเทือนเล็กน้อยจากถ้ำ แสงเจิดจ้าส่องประกายบดบังวิสัยทัศน์จนหมดสิ้น
    ‘ข้าต้องพักผ่อนแล้ว หลังจากนี้เจ้าต้องช่วยเหลือตัวเอง จำไว้ว่าหากเจอเรื่องราวที่ไม่เข้าใจ จงเชื่อในสายเลือดตัวเอง ข้าหวังว่าเจ้าจะทำสำเร็จก่อนที่ข้าจะฟื้น’ 
    ‘เดี๋ยว ข้าไม่เข้าใจ อธิบายให้มันละเอียดกว่านี้หน่อย...’ มู่เฉินตะโกนอย่างเร่งร้อน แต่ไร้เสียงตอบรับใดๆจากนาง 
    ‘อะไรคือการเชื่อในสายเลือด? แล้วข้าต้องทำเช่นไรต่อไป? ช่างมันเถอะ ข้าคงทำได้เพียงนั่งรอนางพื้นเท่านั้น’ 
    ยี่สิบลมหายในผ่านไป แสงสว่างจ้าจางหายไปทีละน้อยจนสามารถมองเห็นรอบด้านอีกครั้ง
    “เอ๊ะ นี่มัน!!!” มู่เฉินสะดุ้งอย่างรุนแรง เขากระโดดขึ้นขึ้นยืนพร้อมกับมองรอบด้านด้วยดวงตาแทบถลนออกมา
    หลังจากแสงจ้าหายไป ผนังถ้ำถูกแทนที่ด้วยซากปรักหักพังเรียงรายทอดยาวหลายสิบลี้และพ้นเขตพื้นที่ซากปรักหักพังออกไปต่างถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกหนาแน่น
    ‘ที่นี่มันที่ใด? หรือว่าข้าเคลื่อนย้ายทางไกลมาที่แห่งนี้?’ คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวมู่เฉิน ต้องเป็นการเคลื่อนย้ายทางไกลอย่างแน่นอน นั่นแสดงว่าภายในถ้ำหินมีการวางผังวิญญาณเคลื่อนย้ายไว้ แต่ที่น่าสงสัยคือใครเป็นคนวางไว้? แล้วหลินเยว่ทราบได้อย่างไร? มู่เฉินสะบัดหน้าไล่คำถามมากมายในหัวแล้วเดินสำรวจพื้นที่ เขาเดินไปตามซากปรักหักพังอย่างช้าๆ ยิ่งเวลาผ่านไปคิ้วทั้งสองยิ่งขมวดมากขึ้น ตลอดเส้นทางปราศจากเสียงใด ทุกอย่างเงียบสงบราวกับว่าพื้นที่แห่งนี้ไร้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ‘ตุบ ตุบ ตุบ...’ หัวใจของมู่เฉินเต้นแรงขึ้นเมื่อเขาเดินผ่านพ้นบริเวณซากปรักหักพัง เบื้องหน้าเขาปรากฏเส้นทางหินสีดำเช่นเดียวกับที่เจอในเหวหมื่นอสูร
    ‘เส้นทางหินดำ เหตุใดเมื่อยิ่งข้าเดินเข้าใกล้ทางหินหัวใจข้ายิ่งเต้นแรงขึ้น?’ มู่เฉินพบความผิดปกได้ทันที เขาพยายามมองตามเส้นทางหินออกไปแต่เขาไม่สามารถเห็นสิ่งใดได้แม้แต่น้อย หมอกจำนวนมากลอยตัวปิดบังทัศนวิสัยอย่างสิ้นเชิง 
    ห่างออกไปจากมู่เฉินราวสามสิบลี้ มีภูเขาขนาดเล็กอยู่ลูกหนึ่ง บนยอดเขาเป็นวิหารโบราณสูงเจ็ดชั้น แสงตะวันยามพลบค่ำสาดจากทิศตะวันตกพุ่งเข้าไปยังช่องลมขนาดเล็กช่องหนึ่งบนชั้นเจ็ดของวิหาร ร่างเราสีดำยืนเหม่อลอยอยู่ด้านใน 
    “เขามาแล้ว?” เสียงราบเรียบดังมาจากร่างเงา
    “คงเป็นเช่นนั้น...แต่ดูเหมือนจะมาไวเกินไป ตอนนี้เขายังไม่ได้ปลุกพลังสายเลือด ต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นที่ตระกูลมู่ด้านนอกอย่างแน่นอน” เสียงลึกลับดังออกมาจากความมืดมิดด้านหลังร่างเงา
    “หือ? เหตุใดเจ้ากล่าวเช่นนี้ หากเขายังไม่ปลุกพลังสายเลือดไม่มีทางที่เขาจะเข้ามาที่แห่งนี้ได้” ร่างเงาส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
    “เจ้าไม่เชื่อข้าอย่างนั้นรึ? จริงอยู่ที่ต้องใช้พลังนั้นเพื่อเข้ามายังที่นี่และข้าเองก็สัมผัสถึงมันได้รอบกายของเขา แต่...มันไม่ได้ถูกเขาเรียกใช้งาน มันถูกอย่างอื่นบังคับให้ออกมาต่างหาก”
    “หรือว่าจะเป็นท่านผู้นั้น...” ร่างเงาสะท้านเมื่อคิดถึงเรื่องเรื่องหนึ่ง
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าสนุกยิ่งนัก” สิ้นเสียงร่างสีดำร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากมุมมืดของชั้นเจ็ด ร่างนั้นพุ่งผ่านผนังวิหารอย่างรวดเร็ว
    “เวลาผ่านมาสามหมื่นปีแล้วสินะ...” ร่างเงาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ในขณะที่สายตาจ้องอยู่กับร่างอีกาสีดำที่พุ่งออกไปจากวิหาร
    อีกด้านมู่เฉินไม่ทราบเรื่องราวบนวิหารโบราณแม้แต่น้อย เขายังคงมุ่งหน้าเดินตามเส้นทางหิน เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า มู่เฉินเหมือนคนตาบอดเดินก้าวไปอย่างไร้จุดหมาย ระหว่างทางเขาไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ รอบกายเขามีเพียงความเงียบสงัดจนวังเวงเท่านั้น 
    มู่เฉินเดินมาได้เกือบสามสิบลี้แล้ว ทันใดนั้นเขาก็เริ่มเดินช้าลงเนื่องจากหมอกที่ปกคลุมอยู่รอบกายเริ่มเบาบางลง เขาเริ่มมองเห็นได้ไกลยิ่งขึ้น จนเมื่อถึงระยะสามสิบลี้หมอกหายไปจนหมดสิ้น “โอ้...นี่มันสิ่งใดกัน?” มู่เฉินหยุดนิ่งเมื่อเขามองเห็นภาพเบื้องหน้า
    สิ้นสุดเส้นทางหินปรากฏภูเขาขนาดเล็ก บันไดสามร้อยขั้นเรียงตัวขึ้นไปยังยอดเขา แต่สิ่งที่ทำให้เขาตะลึงมิใช่สิ่งนี้ มันคือวิหารโบราณเจ็ดชั้นที่ตั้งอยู่บนยอดเขา มันไม่ได้มีรูปลักษณ์สวยงามแต่อย่างใด กลับกันมันดูเก่าแก่โบราณเป็นอย่างมาก
    มู่เฉินมั่นใจว่าวิหารโบราณแห่งนี้ต้องไม่ใช่สถานที่ธรรมดาอย่างแน่นอน แม้จะไม่ปรากฏกระแสปราณใดๆ แต่มันกลับมีพลังงานบางอย่างที่ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามอย่างที่สุด
    “ข้าถอยกลับไม่ได้แล้ว คงต้องได้แต่ลองขึ้นไปเท่านั้น” มู่เฉินรวามสติ เขาสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปและก้าวขึ้นบันไดอย่างมุ่งมั่น
    พรึบ!!! ทันที่ที่มู่เฉินย่ำเท้าลงบนบันไดขั้นแรก คบเพลิงนับร้อยที่ตั้งบนเสาหินทั้งสองฝั่งของบันไดพลันลุกใหม้ขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
    ตุบ ตุบ ตุบ!!! เสียงหัวใจมู่เฉินเต้นแรงขึ้น ตั้งแต่เขาเข้ามายังที่แห่งนี้ราวกับว่าหัวใจดวงนี้ไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป มันมักจะเต้นแรงขึ้นอย่างกระทันหันราวกับมันมีจิตวิญญาณของมันเอง 
    ‘หัวใจข้า เต้นแรงขึ้นอีกแล้ว เบื้องหน้าคงต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน’ มู่เฉินคิดในใจคนเดียว ในตอนนี้เขารู้สึกเหมือนมันกำลังบอกเส้นทางกับเขา
    มู่เฉินก้าวขึ้นบันไดอย่างต่อเนื่อง เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปร่างเขาก็ก้าวยืนอยู่เบื้องหน้าวิหารโบราณ
    วิหารเจ็ดชั้นสร้างจากหินสีคราม รอบด้านไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว มีก็เพียงแค่ช่องลมขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่รอบวิหารแต่ละชั้น ประตูวิหารทำจากโลหะไม่ทราบชนิดซึ่งถูกสลักอักษรที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
    มู่เฉินทดลองออกแรงผลักที่ประตูแต่ไร้ซึ่งการขยับเขยื้อนใดๆ เขาถอยหลังกลับมาและลองสังเกตลวดลายบนประตูอีกครั้ง แต่ยังคงเป็นเช่นเดิม เขาไม่สามารถทำความเข้าใจลวดลายได้แม้แต่น้อย
    ‘จงเชื่อในสายเลือดของตัวเอง’ เหมือนมีสิ่งดลใจให้เขานึกถึงคำพูดของหลินเยว่ก่อนที่นางจะเงียบหายไป
    “เป็นไงเป็นกัน” มู่เฉินพูดโพล่งออกมาแล้วก้าวเข้าไปหาประตู มือข้างขวายกขึ้นพร้อมอาการสั่นเล็กน้อย เขาอ้าปากกัดที่ปลายนิ้ว เมื่อเลือดใหลออกมาเขาสะบัดเลือดหนึ่งหยดไปที่ประตูทันที
    เลือดหนึ่งหยดเมื่อสัมผัสกับลวดลายลึกลับที่บานประตู มันถูกดูดกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นประตูโลหะที่นิ่งไม่ไหวติงมาตลอดกลับเปิดออกอย่างช้าๆ
    “มันได้ผล ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม
    เขามองเข้าไปภายในวิหารชั้นแรก คบเพลิงทั้งแปดที่อยู่ตามผนังส่องแสงพอให้เห็นพื้นที่ภายใน มันเป็นพื้นที่โล่งความกว้างเพียงสิบจั้ง กึ่งกลางปรากฏแท่งหินสูงขนาดเอวแท่งหนึ่ง
    มู่เฉินสะกดอาการตื่นเต้นก้าวเข้าไปในวิหาร เขาหยุดยืนอยู่ที่หน้าแท่งหิน สายตาจับจ้องที่ขวดหยกโปร่งแสงที่วางอยู่ด้านบน ภายในขวดหยกมีของเหลวสีดำสนิทสิบหยด
    ‘กินเข้าไป’ เสียงหลินเยว่ที่เงียบหายไปนานดังขึ้นในหัวเขาอีกครั้ง
    ‘มันคือสิ่งใด?’ มู่เฉินถามกลับด้วยความสงสัยแต่ก็ไร้เสียงตอบกลับราวกับว่านางตื่นขึ้นมาเพียงเพื่อแค่จะบอกเขาอย่างเดียวเท่านั้น
    หลังจากมู่เฉินพยายามติดต่อหลินเยว่อีกนับสิบครั้งแต่ไร้การตอบสนองเขาจึงล้มเลิก ก่อนที่นางจะเงียบไปนางได้บอกกับเขาแล้วว่านางใช้พลังมากเกินไป นางต้องพักผ่อน ดังนั้นในตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากกินของเหลวสีดำในขวดหยกนี้
    มู่เฉินยื่นมือเข้าไปหยิบขวดหยก ทันใดนั้นราวกับหัวใจของเขามันจะระเบิดออกมา มันเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง เขาเปิดจุกออกความรู้สึกที่คุ้นเคยประดังเข้ามาอย่างมากล้น
    “นี่มัน ความรู้สึกเดียวกับปราณสีดำในจุดตันเถียน? แต่มันเข้มข้นมากกว่าหลายร้อยเท่า ถ้ากินเข้าไปร่างข้าจะไม่ถูกฉีกเป็นเสี่ยงๆหรอกรึ?” ความกังวลถาโถมเข้ามา เม็ดเหงื่อมากมายผุดออกมาที่หน้าผากของเขา
    “เอาสิ ข้าจะทุ่มสุดตัว ถ้าไม่แข็งแกร่งขึ้นถึงจะมีชีวิตรอดต่อไปคงไม่มีความหมาย” เขาตะโกนก้องพร้อมกับเทของเหลวทั้งสิบหยดเข้าปากทันที
    “อ๊าก อ๊ากกกกกก” ความเจ็บปวดประทุทั่วทั้งร่างของเขาเมื่อของเหลวทั้งสิบหยดกระจายไปทั่วร่างกาย 
    มันบดขยี้กระดูกจนแตกร้าว จากนั้นกล้ามเนื้อเส้นเอ็นก็ฉีกขาดอย่างรุนแรง ผิวหนังเขามีรอยแตกร้าวและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมันไม่จบเพียงแค่นี้ อวัยวะภายในเริ่มถูกบดขยี้ สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถประคองสติได้อีกต่อไป เข้าล้มลงอย่างไร้สติใดๆ แต่ถึงกระนั้นกระบวนการทรมานต่างๆกลับไม่ได้หายไป กระดูกถูกบดละเอียดเป็นผุยผง กล้ามเนื้อเส้นเอ็นขาดสะบั้น ผิวหนังแตกร้าวใหม้เกรียมและที่สำคัญที่สุดอวัยวะภายในของเขาระเบิดเป็นของเหลวกระจัดกระจายอยู่ภายใน
    การบดขยี้จากของเหลวทั้งสิบหยดหยุดลงเมื่อทุกส่วนของร่างกายเขาเป็นเหมือนเศษเนื้อกองหนึ่ง ของเหลวทั้งสิบเคลื่อนตัวมารวมตัวกันที่จุดตันเถียนซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่คงสภาพอยู่
    วาบ วาบ!!! แสงสีดำส่องกระจายออกมาจากจุดตันเถียนเมื่อของเหลวทั้งสิบหยดเข้าไปภายใน ขณะนั้นเองอวัยวะภายในเริ่มกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เศษกระดูกเกิดการหลอมขึ้นใหม่ กล้ามเนื้อเส้นเอ็นและผิวหนังทั้งหมดต่างกำลังสมานตัวอย่างช้าๆ
    จิตสำนึกของมู่เฉินไม่ทราบการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย เขาทราบเพียงว่าเขากำลังจะตายหลังกินของเหลวเข้าไป
    “เจ้าไม่ควรมา ในขณะที่เจ้ายังไม่พร้อม” เสียงทรงอำนาจดังขึ้นปลุกสติมู่เฉินที่ดับวูบลงไปหลังจากไม่สามารถทนรับความเจ็บปวดได้
    “ท่านเป็นใคร? นี่ข้าตายแล้วเช่นนั้นรึ?” มู่เฉินตอบกลับอย่างสงบ มาถึงตอนนี้เขาได้ปล่อยวางเรื่องราวไปแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเขาเลือกเอง ดังนั้นจะมีประโยชน์อันใดที่ต้องคร่ำครวญ
    “เจ้าสงบนิ่งมากกว่าที่ข้าคิดมากนัก เจ้าไม่รู้สึกเสียใจรึที่ต้องมาตายเช่นนี้?” เสียงทรงอำนาจถามด้วยความสนใจ
    “เห้อ หากบอกไม่เสียใจ ข้าคงหลอกลวงท่านแล้ว แต่มันจะมีประโยชน์อันใดเล่า? อยู่อย่างอัปยศกับตายสำหรับข้ามันไม่ได้ต่างกันมากนัก” 
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าสนใจดีหนิหนุ่มน้อย แม้จะอ่อนแอแต่ใจถึงไม่เบา แล้วถ้าหากเจ้ามีโอกาสเดินในเส้นทางฝึกยุทธ์ใหม่อีกครั้งล่ะ? เจ้าจะทำเช่นไร?” 
    “โอกาสงั้นรึ? ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าจะทำเช่นไร แต่ที่ทราบคือข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งจนไม่มีใครข่มเหงข้าได้” มู่เฉินตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
    “ดี ดียิ่ง อย่าลืมเสียล่ะว่าเจ้าเคยพูดเช่นนี้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า.......” เสียงทรงอำนางหัวเราะอย่างเบิกบานและค่อยๆจางหายไป
    เวลาผ่านไปสามเดือน ในที่สุดร่างกายมู่เฉินก็หายจากการบาดเจ็บอย่างสมบูรณ์ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาในวิหารโบราณยังคงอยู่ในความเงียบสงบ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นนอกเหนือจากดวงตาสองข้างที่ลืมขึ้นหลังจากพักผ่อนไปเป็นเวลาสามเดือนในจุดตันเถียนของมู่เฉิน
    “ท่านตื่นแล้ว? ไม่เจอกันนานมากแล้วสินะขอรับ” เสียงแว่วมาจากร่างเงาที่ยืนนิ่งอยู่ข้างร่างของมู่เฉิน มันคือร่างเดียวกับเงาที่อยู่บนชั้นเจ็ดเมื่อตอนที่มู่เฉินเริ่มเดินทางมายังวิหาร
    “พวกเจ้าทำได้ดีมาก เขาน่าจะพื้นในไม่ช้า” หลินเยว่พูดขึ้นอย่างเฉื่อยชา
    “มันเสี่ยงไม่น้อยเลย เหตุใดท่านจึงนำเขามาในขณะที่ยังไม่พร้อม?” อีกาสามตาที่เกาะอยู่บนใหล่ของร่างเงาถามอย่างสงสัย
    “อย่าพูดไร้สาระ ถ้าไม่จวนตัวจริงข้าจะทำเช่นนี้รึ? พวกเจ้าไปได้แล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลามารำลึกความหลัง” หลินเยว่พูดตัดอย่างกระทันหัน
    “แต่ว่า...ท่านควรจะบอกหน่อยว่าพวกเราจะทำเช่นใรต่อไป?” ร่างเงาพูดด้วยความลังเล
    “ไม่ต้องทำเช่นไร ข้าจะพาเขาออกไป เมื่อเขาแข็งแกร่งเพียงพอแล้วจึงจะกลับมาใหม่ พวกเจ้าไปได้แล้ว” 
    แม้จะยังมีเรื่องที่ต้องการพูดต่อแต่ร่างเงากับอีกาก็ไม่มีทางเลือก นอกจากกลับไปยังชั้นเจ็ดของวิหาร