หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวดำเนินถือบัวหลวงทั้งดอกตูมและบานอย่างอิ่มเอมในหทัยขึ้นมาบนท่าน้ำฝั่งเรือนท่ามกลางละอองฝนโปรยปรายที่เริ่มทุเลาลง เมื่อทรงนึกย้อนถึงใบหน้าเ้าของดอกไม้ในหัตถ์นี้ ก็ทรงปฏิเสธไม่ได้ที่จะแย้มโอษฐยิ้มร่า
หลังจากที่ครูสอนดนตรีหนุ่มกระทำการเื่เกินห้ามใจต่อท่านชายเดียวแล้ว เขากระวนกระวายขอประทานอภัยยกใหญ่ อ้างว่าพลั้งเผลอไป ไม่ได้มีเจตนาล่วงเกิน เก็บดอกบัวถวายเพื่อขอขมา ถึงอย่างนั้น ผู้ทรงศักดิ์กลับพอหทัยยิ่ง โปรดเสียอีก ที่เขาแสดงความรู้เช่นเดียวกับองค์เอง
แล้วพอพ่อคุณมากคารมมาโปรยเสน่ห์ทิ้งไว้ พลันจ้วงเรือกลับไป ทิ้งคนทางนี้ให้ทรงระลึกถึง ดอกบัวที่ถวายมานี้ ทรงดำริจะนำบูชาพระเพื่อเป็กุศลต่อองค์ท่านชายเองและขุนนางผู้นั้นด้วย
ทันทีที่ถึงร่มชายคาเรือน นายโมก บ่าวผู้ตั้งหน้าคอยท่าเ้านายอยู่หลายชั่วยามก็แจ้นมารับเสด็จพร้อมกับร่มที่กางปรกเศียรให้ แม้จะทรงเปียกปอนอยู่แล้วก็ตาม มันรีบทูลอย่างร้อนใจในทันที
“ท่านชาย เสด็จไปที่ไหนมาหรือกระหม่อม ทำไมถึงไม่ได้ไปกับท่านหญิงอ้อ เสด็จท่านทรงทราบแล้ว มาตามหาถึงเรือน เพิ่งเสด็จกลับตำหนักใหญ่เมื่อครู่นี้เองกระหม่อม ท่าทางท่านจะกริ้วเสียด้วย”
ผู้สดับทรงเหม่อไปชั่วขณะ นึกพะวักพะวนในบัดดล ฉงนหทัยว่าท่านทรงรู้ได้อย่างไร เื่นี้ถึงพระกรรณ คนทุกผู้ในรั้ววังตระหนักดีว่าเสด็จในกรมฯทรงเปี่ยมพระเมตตา แต่หากโดนท่านกริ้ว นั่นก็ไม่ใช่เื่ที่น่ายินดีนัก
“เสด็จพ่อ… แล้วโมกเห็นชายปิ๋วกับหญิงอ้อหรือไม่”
“กระหม่อมไปที่ตำหนักใหญ่และเรือนหม่อมสร้อยมา ยังไม่เห็นทั้งสององค์นะกระหม่อม”
ท่านชายเดียวทรงนึกแปลกหทัย เพราะเสด็จกลับถึงวังก่อนท่านชายท่านหญิงทั้งสอง อนุชาไปส่งที่ฝ่ายในอย่างไร ป่านนี้ก็น่าจะถึงวังก่อนเชษฐาแล้ว แต่ในขณะนี้ มีเวลาให้ดำริตริตรองไม่มาก หากเสด็จพ่อกริ้วอยู่ ก็ทรงรู้ว่าไม่ควรไปเข้าเฝ้าท่านช้า จะพาลให้กริ้วหนักกว่าเดิม
“ฉันจะผลัดเสื้อผ้าแล้วไปที่ตำหนักใหญ่ ถ้าอย่างนั้น โมกช่วยเอาดอกบัวไปบูชาพระแทนฉันด้วยแล้วกัน”
“กระหม่อม” อ้ายบ่าวว่า แล้วยื่นมือรับ ก่อนจะปลีกตัวไปอีกทางเพื่อเตรียมตัวทำหน้าที่อันได้รับมอบหมาย
ส่วนผู้เป็เ้านาย ทรงสืบบาทเข้าในเรือน เป็อันต้องเร่งจัดแจงทุกอย่างให้ทันเวลา ที่ตั้งหทัยไว้แต่คราแรกนั้นจำต้องโมฆะไป
ไม่กี่นาทีที่ท่านชายเดียวดำเนินมาถึงหน้าตำหนักใหญ่ ทั่วอาณาเขตยังพบร่องรอยความเยือกเย็นจากพายุฤดูร้อนยังชัดเจน เศษกิ่งไม้แห้งหักกองเกลื่อนกลาด พื้นหญ้าชุ่มชื้นด้วยน้ำขัง อึ้งแลด้วยเสียงจักจั่น ฟ้าหลังฝนพายุดูสดใสก็จริง แต่พายุลูกต่อไปที่จะต้องเผชิญนี่สิ ราวกับคลื่นสงบกลางทะเล
เมื่อเสด็จเข้าบนตำหนัก นางข้าหลวงก็วิ่งมาทูลว่าเสด็จท่านรับสั่งให้เข้าเฝ้าที่ห้องทรงพระอักษรบนชั้นสาม หลังจากนั้น พอท่านชายประทับยืนอยู่หน้าประตูห้อง กำลังจะทรงเคาะขอประทานอนุญาต เสียงของหม่อมประจำตำหนักก็ดังขึ้น ตามด้วยบ่าวของหล่อน
“ทรงทำอะไรไว้ล่ะเพคะ เสด็จท่านถึงทรงเรียกพบ” หม่อมเอกทำเสียงหยัน พลางเชิดลำคอ ผู้ถูกถามไม่ทันตรัสอะไร นางบ่าวข้างกายก็ตอบขึ้นแทน
“อู๊ยยย! ท่านชายคงหนีไปทำเื่ไม่ควรมากระมังเ้าคะ หม่อม”
“จริงรึ นังเผือก”
สองนายบ่าวกล่าวแล้วขำขันลั่น ไม่ได้กริ่งใจในฐานันดรที่อีกฝ่ายทรงดำรงอยู่ นี่ขนาดอยู่หน้าห้องทรงพระอักษร หล่อนและบ่าวยังสู้ดีทำทีเหิมเกริม ยกตนข่มท่าน ไม่ประมาณตนว่าเป็ใคร เพราะถือดีว่าเป็ถึงเอกภริยาเ้า และผู้ดูแลตำหนักนี้ โดยเฉพาะนางบ่าว
“กรุณาให้เกียรติในความเป็เ้าของฉันด้วย” ตรัสนิ่ง ๆ เช่นเดียวกับนวลพักตร์ที่แสดงออกขณะนั้น
“เป็เ้าองค์เดียวหรือเพคะ ท่านชายทั้งห้าของหม่อมฉันก็เป็เ้าเท่า ๆ กับท่านชายนี่เพคะ ไม่เห็นเขาจะอวดเบ่ง”
“ถ้าอย่างนั้นหม่อมก็กรุณาให้เกียรติในความเป็คน… ฉันหมายถึงคนที่มีมารยาทน่ะ ว่าผู้ดีเขาทำกันอย่างไร หม่อมเป็บุตรสาวขุนน้ำขุนนาง คงทราบดี” ตรัสจบ ทรงก้าวบาทย่างกรายเข้าไปด้านในให้พ้น ๆ เสีย ค้านจะต่อปากต่อคำกับหล่อน
หม่อมเอกและบ่าวคู่ใจทั้งสองคล้ายถูกของแข็งตอกกลางหน้า หล่อนยืนกัดฟันกรอด สองมือจิกกำแน่น เผยโกรธารมณ์ผ่านแววตา ไม่สามารถกรีดร้องระบายความรู้สึกได้บนตำหนัก
“แหม! หม่อมเ้าขา ท่านชายทรงเอาความจริงมาตรัสเช่นนี้ เหมือนตบหน้าหม่อมด้วยฝ่าาเลยนะเ้าคะ” นางเผือกโพล่งขึ้น
“อีนังนี่! นี่เอ็งว่าข้าไม่มีมารยาทรึจริงตามที่มันพูดรึ”
“ว๊าย! หาใช่เช่นนั้นเ้าค่ะ หม่อม”
“ประเดี๋ยวเถอะนังเผือก ไป เอ็งรีบไปเงี่ยหูฟังช่วยข้าซี ว่าเสด็จตรัสอะไรกับท่านชาย ไป!” ไม่รอช้า ทั้งสองนางจึงเร่งแนบหูกับผนังห้องอย่างตั้งมั่น แม้เสียงจะเล็ดลอดมาเพียงน้อยนิด แต่คราวนี้ หล่อนต้องได้ข้อมูลบางอย่างกลับไปบ้าง
ภายในห้องทรงพระอักษรปกคลุมไปด้วยความกดดัน เสด็จพระองค์ชายทอดพระเนตรมองพระโอรสอย่างเรียบเฉย ไม่มีเค้าของรอยสรวลอย่างที่เคยมี ท่านชายเดียวเองก็ไม่ทรงกล้าตรัสอะไรให้เป็การขัดข้องพระทัย เพียงยืนกุมหัตถ์ด้วยดุษณีภาพรอคำตำหนิ
“เชิญนั่ง”
หม่อมเ้าชายทรงวางเวจมรรคลงนั่ง ก้มพักตร์ต่ำ ไม่สบพระเนตรพระบิดา หากเสด็จท่านจะทรงว่ากล่าวอะไรก็คงถูกต้องแล้ว เนื่องจากเพราะองค์เองที่ทรงขัดพระบัญชา
“เป็อะไร กลัวพ่อดุหรืออย่างไร” เมื่อไม่ตรัสอะไร ผู้ทรงวัยกว่าจึงทรงเริ่มปรารภ
“คือ… ชาย”
“ทำอ้ำอึ้ง เพราะไม่ได้พาน้องไปทำบุญที่วัดอย่างที่พ่อบอกสินะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นเกล้ากระหม่อม ชายพาน้องไปแล้ว หลังจากนั้น น้องอยากกลับพระบรมมหาราชวัง ชายจึงจะพาไปส่ง”
เสด็จพระองค์ชายทรงโคลงพระเศียรคล้ายจะทรงเชื่อ แต่ก็ไม่ รับสั่งว่า “แต่ที่พ่อเห็น หญิงอ้ออยู่กับชายปิ๋วที่เยาวราช ทำไมถึงได้ไปอยู่ด้วยกัน”
“เผอิญชายปิ๋วอยู่ที่วัดพอดี เขาจึงขออาสาไปส่งน้องเองเกล้ากระหม่อม”
“แล้วชายไปไหน ทำไมไม่ไปส่งน้องด้วยตัวเอง”
“ชาย…”
“ไปเรียนดนตรี? หึ อย่าชอบใจมันนักเลย ให้เห็นคำสั่งพอเป็สำคัญเสียบ้าง”
“ขอประทานอภัยเกล้ากระหม่อม”
ท่านชายเดียวทรงจนมุม ไม่รู้จะทูลพระบิดาว่าอย่างไรจึงจะเข้าท่า ถึงทูลไป อย่างไรท่านก็คงไม่ทรงเข้าพระทัย ยิ่งถ้าทรงทราบความรู้สึกของพระปิโยรสที่มีต่อผู้ชายคนนั้นด้วยแล้วก็…
หหัวเด็ดตีนขาด ก็ไม่มีวันสมหวัง!
“เป็ลูกผู้ชาย สิ่งสำคัญกว่าคำขอโทษคือการรักษาสัญญา ชายสัญญากับพ่อมาสิว่า ใน่หยุดสงกรานต์นี้ ชายจะอยู่ที่วัง ไม่ออกไปไหนอีก พ่อจะให้หญิงอ้อมาหาเอง ทั้งสองจะได้อยู่ในสายตาพ่อด้วย”
ความพิพักพิพ่วนประเดประดังเข้าพร้อมกับความรู้สึกหนักหทัยทวีขึ้น หากทรงปฏิบัติตามรับสั่งจริง คงแคล้วไม่ได้พบกับพันวาจาสิทธิ์แน่ รวมถึงในคืนนี้ที่เขาวานให้ไปชมการแสดงดนตรีที่วัดด้วย
แต่ถึงอย่างไรเสีย พระบัญชานั้นมีน้ำหนักมากกว่า จะปฏิเสธหรือ ก็หาทำได้ง่าย ถ้าทำได้ คงทรงทำไปนานแล้ว
“น้องเป็หญิงมีเกียรติมีศักดิ์ ไม่ใช่หญิงสามัญ ควรรักนวลสงวนกาย ให้เข้า ๆ ออก ๆ ไปมาหาสู่ผู้ชายถึงที่คงไม่งาม ชายจะขอออกไปหาน้องเองเกล้ากระหม่อม” วาจานี้คล้ายแฝงด้วยความขัดฝืน จำหทัยและจำนน
“ไม่ได้! อย่างนั้นแล้ว ชายก็ยิ่งออกไปเถลไถลน่ะสิ ประเดี๋ยวจะทิ้งน้องไว้อีก พ่อจะให้คนตามประกบ คอยรายงานพ่อว่าชายไม่ได้ผิดคำพูด”
“แต่เสด็จพ่อ…”
“ไปได้แล้วไป”
เสด็จพระองค์ชายทรงเด็ดขาด คำไหนคำนั้น ใครคิดจะขัดก็เหมือนเอาเรือไปขวางน้ำเชี่ยว เว้นแต่ว่าผู้มีพระบารสูงกว่าเท่านั้น ถึงจะต่อกรได้ แต่ที่ทรงทำไปทั้งหมดนั้น มีเหตุผลเดียวคือคำว่า ‘อยากให้ได้ดี’
“โมก พุด เสร็จจากนี้ว่างกันหรือไม่” ตรัสถามบ่าวชายทั้งสองที่นั่งช่วยกันขัดพานทองด้วยมะขามเปียกอยู่บนแคร่ใต้ร่มไม้ท้ายเรือน
เมื่อตอนที่เสด็จกลับจากตำหนักใหญ่ ท่านชายเดียวทรงประจักษ์เห็นแล้วว่า นับั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไปจนกว่าจะสิ้นระยะเวลาวันหยุด คงจะไม่ทรงมีวโรกาสใด ๆ ได้พบหน้าพ่อคุณคนนั้นแน่ คืนนี้เมื่อเขาบรรเลงดนตรีที่วัด คงจะคอยทางชะเง้อชะแง้แลหาจนเก้อ หากไม่ไป และเขาไม่ทราบเหตุผล คงเข้าใจผิดคิดไปสารพัดว่ากริ้วให้
สุดท้าย หม่อมเ้าชายจึงทรงอักษรเป็จดหมายน้อยหนึ่งฉบับออกมา ถ่ายทอดทุกความจำเป็ออกมาด้วยความสัตย์
“ไม่มีแล้วกระหม่อม ท่านชายจะทรงใช้พวกกระหม่อมทำอะไรหรือกระหม่อม” นายพุดเป็ผู้ตอบ
“พุดหรือโมกก็ได้ ฉันวานเอาจดหมายฉบับนี้ไปฝากให้กับพันวาจาสิทธิ์ที รู้จักบ้านของเขาใช่หรือไม่” ตรัสถามพลางทางยื่นให้
“กระหม่อมรู้กระหม่อม อ้ายเกริกเคยพาไปครั้ง” นายโมกทูล แล้วรับซองสีโอลด์โรสมา มันยังจำทางได้แม่นยำ เมื่อครั้งที่บ่าวของคุณด้าวพามันไปเที่ยวเกี้ยวสาวที่เรือนหลังนั้น
“ขอบใจมาก โมกรีบไปเถอะ แล้วรีบกลับมา ประเดี๋ยวจะค่ำเอา ทางนี้ฉันจะช่วยพุดขัดเอง” ตรัสจบก็ทรงรับพานทองจากนายโมกมาขัดต่อ แม้ฝ่ายนายพุดจะปรามไม่ให้ทรงทำก็ตาม
พอพลบค่ำ ตะวันลาลับลงลิบดิน ยามค่ำคืนในวันนี้จึงประดับประดาด้วยแสงพระจันทร์เต็มดวง แสงประทีป และแสงนีออนระคนคละสีกันไป กระจ่างจ้าทั่วลานอาราม
ที่ตรงนี้ ณ วัดราชนัดดารามวรวิหาร ยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้มีจิตกุศลไม่ต่างจากเมื่อตอนเช้า ทั้งเ้านายชั้นสูง ข้าราชการ พลเรือน รวมไปถึงไพร่ฟ้าสามัญ ต่างร่วมใจก่อกองทราย สร้างคุณงามความดีกันถ้วนหน้า และร่วมชมการแสดงมหรสพหลายแขนงในค่ำคืนนี้ด้วย
พันวาจาสิทธิ์เมื่อจัดการตระเตรียมปรับตั้งเสียงดนตรีและตรวจดูความเรียบร้อยในวงมโหรีซึ่งได้รับหน้าที่จากพ่อครูผู้สอนเขาสำเร็จดีแล้ว จึงได้โอกาสแยกตัวออกมานอกศาลา เพื่อหาน้ำท่าดื่มก่อนขึ้นแสดงต่อไป
เมื่อนั้น นายเกริกผู้เป็บ่าวรีบกระวีกระวาดหน้าตั้งมายังนายของมัน มีนายโมกตามหลังมาติด ๆ มันแจ้งว่าบ่าวของท่านชายเดียวไปขอพบที่เรือน แต่บ่าวที่เรือนบอกว่าให้มาที่วัด ถึงได้เร่งฝีพายมา โชคดีที่เจอนายเกิรกเสียก่อน ถึงได้พามาพบขุนนางหนุ่มในยามนี้
“อ้าว โมก ท่านชายล่ะ ท่านไม่เสด็จมาด้วยหรือ”
“ไม่ได้เสด็จมาขอรับ แต่ว่าทรงฝากจดหมายนี้มาให้ กระผมคงต้องรีบขอตัวกลับแล้วล่ะขอรับ ขอตัวก่อน” นายโมกว่า เสร็จแล้วก็จะออกตัววิ่งไปยังท่าน้ำที่จอดเรือในทันที
“ประเดี๋ยวก่อนสิ!” แต่ถูกรั้งไว้ “ขอฉันอ่านก่อน เผื่อมีอะไรที่ต้องส่งกลับ ฉันจะได้ฝากโมกไปถวายท่านเสียทีเดียวเลย”
อ้ายบ่าวหยุดฟัง เข้าใจ แล้วนั่งลงรอกับนายเกริกที่ขอนไม้ใกล้ ๆ
พ่อนักดนตรีเปิดกระดาษออกมา ด้านในเรียงรายเป็ร้อยแก้วด้วยหมึกสีดำขลับ มีความว่า
ถึงนายด้าว
จดหมายฉบับนี้ฉันรีบเขียนมาก ตัวหนังสือจึงอาจดูไม่บรรจงนัก ฉันเขียนมาขอโทษและบอกให้เธอทราบ ว่าสำหรับคืนนี้ฉันคงไปดูเธอบรรเลงดนตรีไม่ได้ ฉันติดธุระสำคัญ หวังว่าเธอคงไม่น้อยใจฉันหรอกนะ เพราะเื่ดนตรีนั้น เธอเล่นเพราะอยู่เสมอ ไม่ว่าจะวันไหน ฉันก็ยังจดจำทำนองเพราะ ๆ ของเธอได้ดี วันนี้ไม่ได้ฟัง วันหน้าก็ยังมี
และใน่หยุดยาวนี้ โชคร้ายนักที่ฉันต้องบอกเธอว่า อาจไม่มีเวลาไปเรียนกับเธอบ่อย ๆ อย่างที่เคย หากไม่มีธุระสำคัญนี้ก็คงดีไม่น้อย แต่ถึงจะไม่ได้พบหน้ากัน ฉันก็จะยังรอจดหมายและฉันท์จากเธอนะ
หม่อมเ้าเพียงพระพรรณผ่องด้าว
พอสิ้นบรรทัดบนจดหมาย ชายหนุ่มถึงกับวูบวาบในดวงใจ นึกเสียดายที่ไม่ได้พบวงพักตร์แฉล้มในคืนเดือนหงาย แต่ข้อความในนี้ก็ยังช่วยผ่อนปรนให้พอชื่นใจได้บ้าง เมื่อรู้ว่าท่านชายยังทรงรอจดหมายจากเขาอยู่เสมอ
“ทรงส่งมาว่าอย่างไรบ้างหรือขอรับคุณด้าว” อ้ายเกริกถามขึ้นด้วยใจใคร่อยากรู้ แต่ไม่ได้คำตอบ กลับเป็คำสั่งให้หากระดาษปากกามาแทน
มันต้องถ่อไปหาสิ่งที่พอจะเขียนได้ให้เร็วที่สุด จบลงด้วยยืมใบลานที่ยังไม่ใช้งานและปากกาจากกุฏิพระสงฆ์องค์เ้ามาให้ผู้เป็นาย ชายหนุ่มเริ่มบรรเลงตัวอักษรลงด้วยใจบริสุทธิ์ ในขณะที่ดวงตาคมแหงนมองวงเดือน พลางนึกสลับกับพักตร์สดใสนั้นไปด้วย
เขาพับมัน ยัดใส่ซองแผ่นเดิม และมอบให้นายโมกนำไปถวายเ้านาย พอเหมาะกับ่เวลาที่ต้องขึ้นบรรเลงดนตรีพอดิบพอดี
ในคืนนี้ แเื่มีมาจากหลายตระกูล หนึ่งในนั้นรวมไปถึงเ้าคุณพ่อและมารดาของแม่มาลัยด้วย มากันในฐานะอันมีเกียรติ คือผู้ร่วมสบทบทุนสร้างอุโบสถถวายวัด อำแดงวาดเองก็เช่นกัน หล่อนร่วมอนุโมทนาด้วย เพื่อหวังเป็สะพานบุญที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบุตรชายของหล่อนและบุตรสาวบ้านนั้น ซึ่งก็มีท่าทีว่าจะเป็ไปด้วยดี ตามแิของผู้ใหญ่
_____________________
จะได้สมหวังกันตอนไหน ไรท์เริ่มเหนื่อยด้วยแล้วนะ ว่าไหมคุณรี๊ด