ยามเซินแสงตะวันเริ่มทอประกายสีเหลืองอำพัน อาบไล้หลังคากระเบื้องสีเทาของโรงเตี๊ยมไผ่ลู่ลม ณ ตีนเขาชางิ บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมอื้ออึงไปด้วยเสียงจอแจของเหล่าชาวยุทธ์และพ่อค้าวาณิชที่แวะพักม้า แต่ทว่า ณ มุมอับสายตาที่สุด ติดกับหน้าต่างบานเก่าคร่ำคร่า กลับมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งนั่งเอกเขนกนับเศษก้อนเงินในถุงผ้าด้วยแววตาเป็ประกายวาววับ
‘เสิ่นลั่ว’ หรือที่คนในวงการนักตกแต่งภูมิทัศน์รู้จักกันในนาม ‘ช่างเถาทอง’ ผู้มีฝีมือล้ำเลิศแต่กระเป๋าแบนราบ เขายกชาชั้นเลวราคาถูกขึ้นจิบ กลั้วคอไล่ความฝืดเคือง พลางเงี่ยหูฟังบทสนทนาจากโต๊ะข้างเคียง
“เ้าหนุ่ม! ข้าเตือนด้วยความหวังดีนะ” เสี่ยวเอ้อร์วัยกลางคนเดินเข้ามาเติมน้ำร้อน กวาดตามองชุดผ้าฝ้ายสีเขียวไผ่ที่ซักจนซีดจางของเสิ่นลั่วด้วยความเวทนา “เลิกคิดจะขึ้นไปบนยอดเขานั่นเถอะ จวนแม่ทัพกู้น่ะ ไม่ใช่ที่ที่คนสติดีเขาไปกัน”
เสิ่นลั่วเลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากที่มักจะแย้มยิ้มไม่แยแสสิ่งใดอยู่เสมอกระตุกยิ้มมุมปาก “พี่ชาย ท่านกล่าวเกินจริงไปหน่อยกระมัง ข้าเห็นประกาศรับสมัครช่างจัดสวน แปะหราอยู่หน้าศาลาว่าการ เงินค่าจ้างงามระยับถึงเพียงนั้น จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร?”
เสี่ยวเอ้อร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ วางกาน้ำชาลงดัง ปัง “เงินทองน่ะของนอกกาย แต่ชีวิตน่ะมีแค่หนึ่งเดียว! เ้าไม่รู้หรือฉายา ‘แม่ทัพศิลาอำมหิต’ ไม่ได้ได้มาเพราะโชคช่วย ว่ากันว่าใครก็ตามที่ย่างกรายเข้าไปในจวนพยัคฆ์ทมิฬยามวิกาล รุ่งสางไม่กลายเป็ศพแห้ง ๆ ก็สติวิปลาสกลับลงมา!”
ชายร่างท้วมโต๊ะข้าง ๆ ที่กำลังแทะน่องไก่ หันมาสมทบวงสนทนา “ใช่! ข้าเคยเป็คนส่งฟืน เมื่อเดือนก่อนขึ้นไปส่งฟืนหน้าประตูจวน แค่ลมพัดผ่านวูบเดียว ขนแขนข้าลุกชันราวกับมีผีสางมากระซิบข้างหู ต้นไม้ใบหญ้าบนนั้นแห้งกรอบ ดำตะคุ่มราวกับถูกไฟนรกแผดเผา ฮวงจุ้ยอัปมงคลสิ้นดี!”
เสิ่นลั่วฟังแล้วแทนที่จะหวาดกลัว ั์ตาดอกท้อกลับทอประกายวาวโรจน์ยิ่งกว่าเดิม เขาหยิบเศษเหรียญแดงทองก้อนสุดท้ายวางลงบนโต๊ะ
“ฮวงจุ้ยอัปมงคลหรือ?” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงหัวเราะในลำคอแ่เบา “นั่นแหละงานถนัดข้า ของพัง ๆ ย่อม้าช่างซ่อม ของตายซาก... ข้าจะทำให้มันฟื้นคืนชีพเอง”
เขาคว้าถุงสัมภาระใบเขื่องที่บรรจุอุปกรณ์สารพัดชนิดขึ้นสะพายหลัง ประสานมือคารวะเสี่ยวเอ้อร์อย่างขอไปที “ขอบคุณคำเตือนของพี่ชาย แต่ปากท้องข้ามันร้องประท้วงเสียงดังยิ่งกว่าความกลัว ลาก่อน!”
...
หนทางสู่ยอดเขาชางินั้นวิบากสมคำร่ำลือ
ทางเดินศิลาที่เคยปูไว้อย่างวิจิตรถูกรากไม้ชอนไชจนแตกระแหง หญ้ารกชัฏสูงท่วมเข่าบดบังมรรคาที่ควรจะเป็ เส้นทางลาดชันคดเคี้ยว ยิ่งเดินสูงขึ้นอากาศก็ยิ่งเย็นเยียบผิดวิสัยฤดูใบไม้ผลิ
เสิ่นลั่วหยุดพักหายใจหอบถี่ พิงกายกับต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่ง เขาไม่ได้เหนื่อยเพราะร่างกายอ่อนแอ แต่เหนื่อยใจกับสภาพแวดล้อมที่เห็น เนตรพฤกษาของเขาทำงานทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตจวน ภาพเบื้องหน้าในสายตาคนทั่วไปคือป่าเขารกทึบ แต่ในสายตาของเสิ่นลั่วนั้น เขาเห็นเส้นสายพลังปราณสีดำทะมึนไหลเวียนบิดเบี้ยว
“วางหินค่ายกลสกัดกั้นลมปราณั ใครกันนะช่างกล้าทำเื่บัดซบเช่นนี้กับธรรมชาติ” เสิ่นลั่วบ่นอุบ นิ้วเรียวยาวลูบไล้เปลือกสนที่แห้งกรัง ราวกับจะปลอบประโลมต้นไม้ “อดทนหน่อยนะเ้าใหญ่ เดี๋ยวหมอผู้นี้จะผ่าตัดให้”
เมื่อมาถึงหน้าประตูจวนพยัคฆ์ทมิฬ ภาพที่ปรากฏทำเอาเสิ่นลั่วต้องสูดปากด้วยความเสียดาย
ประตูไม้สักทองขนาดมหึมา บัดนี้สีลอกล่อนจนเห็นเนื้อไม้สีซีด ป้ายชื่อจวนเอียงกระเท่เร่ เต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นหนา กลิ่นอายความตายลอยคลุ้งเจือจางในอากาศ ไม่ใช่กลิ่นศพเน่าเปื่อย แต่เป็กลิ่นของศิลาเย็นเยียบที่ไร้ชีวิตชีวา
ที่หน้าบันไดหิน มีบุรุษผู้หนึ่งนั่งหันหลังให้ประตู ร่างกายสูงใหญ่ดุจขุนเขา สวมอาภรณ์สีดำสนิทกลมกลืนกับเงามืด เขากำลังใช้ผ้าผืนเก่าขัดดาบเล่มั์ที่วางพาดตัก เสียงเหล็กเสียดสีกับผ้าดังเป็จังหวะที่ชวนให้ขนหัวลุก
เสิ่นลั่วกระตุกยิ้ม ปรับสีหน้าให้ดูเป็มิตรที่สุด เดินอาด ๆ เข้าไปหาพร้ะโกนทักทาย “คารวะท่านจอมยุทธ์! ไม่ทราบว่าที่นี่คือจวนแม่ทัพกู้ใช่หรือไม่? ข้าน้อยมาตามประกาศรับสมัครช่างจัดสวน!”
เสียงขัดดาบหยุดลงทันที
บุรุษผู้นั้นค่อย ๆ หันหน้ามา ใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืดของหมวกสาน แต่อีกครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นสันกรามคมกริบและริมฝีปากที่เม้มแน่นจนเป็เส้นตรง รัศมีกดดันพลันแผ่ซ่านมวลอากาศรอบกายกลับกลายเป็หนักหน่วง
“กลับไปเสีย” เสียงทุ้มต่ำดังกังวาน
เสิ่นลั่วแสร้งทำเป็ไม่รู้ร้อนรู้หนาว “กลับมิได้ขอรับ ข้าเดินขึ้นมาตั้งสองชั่วยาม ขาแข็งจนก้าวไม่ออกแล้ว อีกอย่างท่านเป็ใครกัน? พ่อบ้าน? หรือยามเฝ้าประตู? ถ้าไม่ใช่ท่านแม่ทัพ ข้าก็ไม่จำเป็ต้องฟังคำสั่งท่าน”
บุรุษในอาภรณ์สีดำลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างตระหง่านบดบังแสงอาทิตย์จนสิ้น เงาดำทาบทับเสิ่นลั่วแทบทั้งตัว “ข้าบอกให้... ไสหัวไป”
“โธ่พี่ชาย อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิขอรับ” เสิ่นลั่วโบกมือไปมา สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ลานหินหน้าประตู ก่อนจะทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “ดูสิ... หินก้อนนั้นวางผิดทิศธาตุลมชัด ๆ วางขวางทางลมปราณเช่นนี้ มิน่าเล่าคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ถึงได้อารมณ์บูดบึ้ง หน้าตาคงแก่ราวกับคนอายุแปดสิบกระมัง?”
สายลมกระโชกแรงวูบหนึ่งพัดผ่าน ดาบั์ในมือชายชุดดำตวัดวูบเพียงพริบตาเดียว ปลายดาบที่ทื่อด้านแต่หนักอึ้งจ่ออยู่ที่ปลายจมูกของเสิ่นลั่ว ห่างเพียงชั่วเส้นยาแดงผ่าแปด
เสิ่นลั่วไม่กะพริบตา แม้เหงื่อกาฬจะซึมชื้นเต็มแผ่นหลัง “วรยุทธ์ล้ำเลิศ แต่ควบคุมโทสะไม่ได้ ระวังธาตุไฟจะเข้าแทรกนะขอรับ”
“เ้าไม่กลัวตาย?” ชายชุดดำถามเสียงเรียบ แต่ั์ตาสีรัตติกาลภายใต้หมวกสานกลับจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
“กลัวขอรับ” เสิ่นลั่วตอบหน้าตาย “แต่ข้ากลัวอดตายมากกว่า ข้าได้ยินมาว่าแม่ทัพกู้รวยล้นฟ้า แค่เศษเงินของท่านก็พอให้ข้าตั้งตัวได้ แล้วดูสภาพสวนของท่านสิ...จตุรเทพกลับตาลปัตร ัและพยัคฆ์สลับตำแหน่ง เห็นแล้วข้าทนดูไม่ได้จริง ๆ!”
ชายชุดดำชะงัก ลดดาบลงช้า ๆ “เ้าดูออก?”
“ข้าคือเสิ่นลั่ว ช่างเถาทองแห่งเจียงหนาน มีสวนใดบ้างที่ข้าดูไม่ออก?” เสิ่นลั่วยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “ท่านคงเป็แม่ทัพกู้ชิงเหยียนสินะขอรับ? ท่านอาจปกปิดกลิ่นอายบนเสื้อผ้าได้ แต่ไอแห่งความตายที่ติดตัวท่านมานั้นมันฝังลึกเข้ากระดูกไม่อาจลบล้างมันได้หมดสิ้นหรอกนะขอรับ”
กู้ชิงเหยียนถอดหมวกสานออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ซีดขาวราวกับกระดาษ ดวงตาคมกริบจ้องมองเสิ่นลั่วอย่างพิจารณา เขาหาได้แก่หง่อมอย่างที่เสิ่นลั่วปรามาส แต่กลับดูอ่อนเยาว์และเ็า
“ที่นี่ไม่มีสวนให้เ้าจัด” กู้ชิงเหยียนเอ่ยเสียงเย็น “มีแต่หลุมศพ”
“งั้นข้าก็จะจัดหลุมศพให้สวยที่สุดในแผ่นดิน” เสิ่นลั่วสวนกลับทันควัน ยิ้มจนตาหยีโค้งเป็จันทร์เสี้ยว “ขอแค่ท่านจ่ายเงินมา ข้าจะเปลี่ยนป่าช้าแห่งนี้ให้กลายเป็วิมาน หรือท่านอยากจะนอนตายท่ามกลางกองหินโสโครกพวกนี้ก็ตามใจ”
มุมปากของกู้ชิงเหยียนกระตุกเล็กน้อย เป็ปฏิกิริยาที่หาได้ยากยิ่ง “ปากดีนัก... เ้าหนุ่ม”
“ขอบคุณที่ชมขอรับ” เสิ่นลั่วประสานมือยิ้มรับ “ตกลงว่าท่านจ้างข้าแล้วนะ? สัญญาว่าจ้างเล่า? ลงนามตรงนี้เลยหรือไม่? อ้อ... ข้าขอเบิกค่าจ้างล่วงหน้าสามส่วน ตอนนี้ข้าหิวจนตาลายสามารถกินช้างทั้งตัวได้แล้ว”
กู้ชิงเหยียนมองดูคนตัวเล็กกว่าที่กำลังรื้อหากระดาษพู่กันออกมาจากย่ามด้วยท่าทางกระตือรือร้น เขาถอนหายใจยาว พลางเหลือบมองมือข้างขวาของตนที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิท ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้ว
‘คนผู้นี้มองเห็นความผิดปกติของค่ายกลออกั้แ่แวบแรก หรือว่า์ส่งคนมาให้ข้าใช้งานก่อนตายกันแน่?’
“เข้ามา” กู้ชิงเหยียนหันหลังเดินกลับเข้าไปในประตูจวนที่มืดมิด “แต่จงจำไว้... หากเ้าแตะต้องสิ่งใดโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือสอดรู้สอดเห็นเื่ที่ไม่ควร ดาบของข้าจะไม่หยุดแค่ที่ปลายจมูกเ้าอีก”
“รับทราบขอรับ นายท่าน!” เสิ่นลั่วะโไล่หลัง รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เขาก้าวเท้าตามเข้าไปในจวนพยัคฆ์ทมิฬ ทันทีที่เท้าแตะธรณีประตู ลมเย็นะเืพัดวูบเข้าปะทะใบหน้า กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ที่มองไม่เห็นลอยมาเตะจมูก
เสิ่นลั่วชะงัก พึมพำกับตนเองเบา ๆ “กลิ่นดอกกุ้ยฮวา? ในฤดูใบไม้ผลินี่นะ?”
ดวงตาของเขากวาดมองแผ่นหลังกว้างของแม่ทัพหนุ่มที่เดินนำหน้า ท่ามกลางความมืดสลัว เสิ่นลั่วสังเกตเห็นบางอย่างที่คนทั่วไปมองไม่เห็น รอยเท้าที่กู้ชิงเหยียนย่ำลงไปบนพื้นดิน แห้งผากและแตกระแหงเป็รอยไหม้จาง ๆ ราวกับว่าบุรุษผู้นี้กำลังดูดกลืนพลังชีวิตของทุกสรรพสิ่งที่เขาัั
“งานหินสมชื่อเลยแฮะ” เสิ่นลั่วกระชับสายสะพายย่ามแน่น หัวใจเต้นระรัวผิดจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็เพราะเขากำลังตื่นเต้นกับความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า