การที่เรวัชมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ เขมจิราไม่เคยรู้มาก่อน ในสองชีวิตที่ผ่านมารู้เพียงแค่ว่าเขาเป็สุดยอดนักธุรกิจและเป็เพลย์บอยตัวพ่อเท่านั้น ถึงต่อให้เธอจะพยายามสืบประวัติอีกฝ่ายมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถรู้ภูมิหลังของเขาได้เลย
หากเป็เช่นนั้นคงจะเป็ไปได้แค่สองกรณี นั่นคือเขามาจากตระกูลที่มั่งคั่งอยู่ก่อนแล้ว สามารถใช้เส้นสายที่มีปิดบังประวัติไว้ทั้งหมด หรือในกรณีที่สองอาจจะมาจากจุดที่ต่ำที่สุด ไม่มีแม้แต่คำว่าตระกูลเสียด้วยซ้ำ
ในกรณีของเรวัชอาจจะเป็แบบหลัง บางทีภูมิหลังของเขาอาจจะมีอะไรมากกว่าที่เธอคิด
เขมจิราเริ่มกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง หลังจากที่ยืนสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง พยายามเกลี้ยกล่อมตัวเองว่าทุกผลลัพธ์มีสาเหตุของมันเสมอ และเพื่อที่จะแก้ไขทุกอย่าง เธอต้องทำความเข้าใจให้มากกว่านี้
“ใจเย็นๆ เอาไว้นะเขม เจอแค่นี้จะเป็ไรไป” เขมจิราเอ่ยให้กำลังใจตัวเอง
เธอพูดกับตัวเองอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจเดินตามหาเด็กชายทั้งสองคน อย่างน้อยคุยกับพวกเขาก็คงจะดีกว่าเรวัชแน่นอน
เดินเข้ามาในสวนไม่นาน เขมจิราก็เจอกับบัลลังก์และต้นน้ำที่กำลังปีนป่ายต้นน้ำอย่างคล่องแคล่ว โดยที่มีลูกชายของเธอยืนกอดอกมองจากด้านล่างด้วยสีหน้ารำคาญ
“ทั้งสองคนกำลังทำอะไรกันอยู่” เขมจิราเอ่ยทักทาย
“ผมกำลังเก็บผลไม้ให้บัลลังก์ลองทานอยู่ครับ พี่เขมสนใจไหม” ต้นน้ำะโลงมาจาก้า
“ระวังด้วยล่ะต้นน้ำ” เธอเอ่ยอย่างเป็ห่วง
“ไม่ต้องห่วง แค่นี้สบายมาก!”
เขมจิราส่ายหน้าเบาๆ ให้กับเด็กซนคนนี้ ทั้งที่พึ่งจะหายาเ็แท้ๆ
“แล้วลูกไม่สนใจปีนต้นไม้บ้างเหรอบัลลังก์” เธอถามลูกชาย
“ผมไม่สนใจเื่แบบนั้นหรอก ยืนอยู่บนพื้นเฉยๆ ก็ดีอยู่แล้ว” เขาไม่เห็นจะต้องหาเื่ใส่ตัวเลยสักนิด
“เพื่อความตื่นเต้นไงล่ะ เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ชอบแบบนี้ทั้งนั้น”
เสียงหนึ่งแทรกดังขึ้นมาระหว่างคนทั้งสอง เมื่อหันกลับไปดูก็พบว่าคนที่พูดคือเรวัช เขาเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับยื่นมือไปเด็ดผลไม้ลูกหนึ่งมากัด
“มีคนบอกว่าเด็กผู้หญิงเติบโตจากคำชื่นชม ส่วนเด็กผู้ชายเติบโตจากความตื่นเต้น นายไม่คิดแบบนั้นเหรอบัลลังก์”
“การเติบโตมีหลายรูปแบบ หากจะให้เด็กทุกคนเป็เหมือนกันหมดแล้วเราจะมีความแตกต่างไว้ทำไม” บัลลังก์สวนกลับ
เขมจิราภูมิใจกับคำตอบของลูกชายไม่น้อย
“อีกอย่างคุณก็ควรล้างผลไม่ก่อนทานด้วย”
“ที่นี่คือสวนของฉัน มันไม่มีสารพิษอะไรหรอก” เรวัชกัดไปอีกคำ
“เชื้อโรคมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า”
คำพูดของเด็กวัยหกขวบทำให้ผู้ใหญ่แบบเขาถึงกับต้องหยุดชะงัก สลับกับมองหน้าสองแม่ลูกด้วยความรู้สึกอดทึ่งไม่ได้
“ไม่แปลกใจเลยที่ทั้งสองคนเป็แม่ลูกกัน”
คนหนึ่งก็นึกรังเกียจเขา อีกคนหนึ่งก็มองว่าเขาเป็เชื้อโรค
“คุณหมายความว่าอย่างไรกันแน่” บัลลังก์ถาม
“ไม่มีอะไรหรอกลูก เขาก็แค่คิดว่าพวกเราเหมือนกันก็แค่นั้น” เขมจิราพูดกับลูกชาย
“คุณคิดแบบนั้นเหรอ” บัลลังก์ถามเรวัช
เรวัชชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมกับมองหน้าสองแม่ลูกคู่นี้ที่มีลักษณะเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน
“ใช่ ฉันคิดแบบนั้น” เขาตอบ
คำตอบของเรวัชไม่ได้สร้างความแปลกใจอะไรให้กับบัลลังก์มากนัก เพราะใครๆ ต่างก็พูดว่าเขาเหมือนเธอ
“นายไม่ลองคิดจะปีนต้นไม้บ้างเหรอ” เรวัชถามเด็กน้อยคนข้างๆ ในขณะที่สายตามองไปยังต้นน้ำที่กำลังตั้งใจเก็บผลไม้อย่างขะมักเขม้น
“ไม่สนใจ”
“แล้วคุณล่ะเขมจิรา ไม่คิดจะลองบ้างเหรอ” เขาหันไปถามคนที่ทำสีหน้าบูดบึ้งอยู่ตอนนี้
“ไม่สนใจ”
เรวัชยักไหล่กับคำตอบที่ได้รับ ก่อนจะหันไปพูดกับสองแม่ลูก “งั้นพวกคุณก็รอเก็บผลไม่อยู่ด้านล่างแล้วกัน”
พูดจบเขาก็เริ่มปีนต้นไม้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับว่าเคยทำมาหลายต่อหลายครั้ง ไม่นานก็ปีนไปถึงยอดของต้นไม้ได้
“พ่อปีนเร็วมาก!” ต้นน้ำะโเอ่ยชม รู้สึกนับถืออีกฝ่าย
“อยากเก็บผลไม้ให้ได้มากกว่านี้หรือเปล่า” เรวัชถาม
“อยากครับ แต่ต้องทำยังไงล่ะ”
“ก็โยนผลไม้ที่อยู่ในมือตอนนี้ลงไปด้านล่างสิ” พูดยังไม่ทันขาดคำเรวัชก็เด็ดผมไม้ออกมา ก่อนจะะโบอกสองคนด้านล่าง “ตั้งใจรับให้ดีล่ะ!”
“อะไรนะ!” ทั้งสองเอ่ยพร้อมเพรียง ยังไม่ทันได้ตั้งสติ ผลไม้ลูกหนึ่งก็ลอยมาทางพวกเขา ก่อนจะลอยผ่านหน้าไป
“ตั้งใจรับหน่อยสิ นี่คือของกินนะ ไม่ใช่ของเล่น” ชายหนุ่มร้องบอก
“ก็โยนมาดีๆ สิ” เขมจิราตอบ แล้วหันไปพูดกับลูกชาย “ลูกก็ตั้งใจรับนะรู้ไหม”
บัลลังก์ไม่ทันได้เอ่ยปากอะไร ผลไม้ลูกหนึ่งก็ลอยมาหาเขาอีกครั้ง แน่นอนว่าต้องเป็ฝีมือของต้นน้ำ โชคดีที่เขารับได้ทัน
“เยี่ยมไปเลย!” ต้นน้ำยกนิ้วให้
ทั้งสี่คนช่วยกันเก็บผลไม้อยู่สักพักใหญ่ จนสามารถทานผลไม้เหล่านี้ได้เป็มื้อเที่ยงเสียด้วยซ้ำ ทั้งต้นน้ำและเรวัชปีนลงมาได้อย่างสบายๆ ก่อนที่ทั้งสี่คนจะนำผลไม้เข้ามาที่ห้องครัว
ในขณะที่กำลังล้างผลไม้บางส่วนอยู่นั้น ต้นน้ำเดินเข้ามาใกล้บัลลังก์มากขึ้น ก่อนจะแอบกระซิบถาม
“พี่เขมเป็อะไร” เขารู้สึกได้ว่าเธอแปลกไปเล็กน้อย
“เธออารมณ์ไม่ดี เหมือนกับฉันในตอนนี้” บัลลังก์ตอบ
“นั่นไม่ใช่อารมณ์ปกติของนายหรอกเหรอ” เขาเอียงคอถาม
“ถ้าจะมากวนประสาทก็ถอยไป”
“เปล่าสักหน่อย ฉันก็แค่เป็ห่วงพี่เขม”
“งั้นก็อยู่เฉยๆ สักทีสิ ที่แม่ของฉันไม่พูดอะไรก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่าไม่อยากให้ใครถาม”
“จริงด้วย นายพูดถูก” ต้นน้ำลืมนึกถึงเื่นี้ไป
“แล้วพ่อของนายล่ะ” บัลลังก์ถามกลับ
“พ่อของฉันทำไม”
“ก็เขาดูเป็คนอารมณ์ไม่คงที่แบบนั้นตลอดเวลาเหรอ”
“ไม่รู้สิ ฉันเองก็พึ่งรู้จักเขาได้ไม่นาน แต่เขาก็เป็คนใจดีมากนะ”
“ใจดีอย่างไร”
“ก็เขาดูแลฉันดีทุกอย่าง”
“ก็ต้องดูแลนายดีอยู่แล้วสิ เขาเป็พ่อบุญธรรมของนายนะ นั่นเป็สิ่งที่เขาต้องทำอยู่แล้ว”
คำตอบของบัลลังก์ทำเอาต้นน้ำอึ้งไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่ามาตรฐานของทั้งสองคนแตกต่างกันมาก สำหรับต้นน้ำการมีชีวิตที่ดีและถูกเลี้ยงดูเป็อย่างนี้นั้นเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อเกินกว่าที่คนแบบเขาจะได้รับ แต่สำหรับบัลลังก์กลับเป็เื่ปกติ
เื้ัชีวิตของพวกเขาต่างกันมากจริงๆ
เขมจิราแอบมองเด็กทั้งสองคน แม้ว่าบัลลังก์จะยังคงมีกำแพงภายในใจ แต่อย่างน้อยก็สามารถพูดคุยกับต้นน้ำได้ อย่างน้อยการที่มาวันนี้ก็ไม่เสียเปล่า
“คุณลองชิมดูหรือยัง” เสียงของเรวัชเอ่ยขึ้น
“ไม่เป็ไร ฉันไม่ชอบทานผลไม้เท่าไหร่” เธอปฏิเสธ
“แล้วอารมณ์ดีขึ้นมาหรือยัง” เขาถามซ้ำ
เขมจิรารีบหันขวับไปมองอีกฝ่ายทันที เขาทำราวกับว่าเธอเป็ตัวปัญหาก่อให้เกิดการทะเลาะขึ้น ทั้งที่ตัวเขาเองต่างหากเป็คนเริ่ม
“ฉันควรต้องถามคุณต่างหากว่าอารมณ์ดีขึ้นหรือยัง”
“ทำไม”
“ก็คุณน่ะสิที่เป็คนหาเื่ฉันก่อน”
“งั้นเหรอ” เขาอึกอัก
“ก็ใช่น่ะสิ” เธอกระแทกเสียง “ตอบคำถามมาได้แล้วว่าตอนนี้คุณอารมณ์ดีขึ้นหรือยัง”
“อืม” เรวัชพยักหน้าช้าๆ ดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เหมือนอย่างที่เธอพูดจริงๆ
“คราวหลังก็อย่าพูดแบบนี้กับฉันและลูกชายอีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะขัดขวางคุณทุกวิถีทางแน่” เธอข่มขู่เขากลับเหมือนที่อีกฝ่ายชอบทำ
มุมปากของเรวัชเผลอยกขึ้นโดยไม่ตั้งใจ คนที่ปกติจะเ็าไม่แสดงอารมณ์และความรู้สึกแบบเธอ แต่ตอนนี้กลับกำลังขู่ฟ่อๆ เหมือนลูกแมวไม่มีผิด