เพื่อรักษาหน้าเอาไว้ เจิ้งอวี้จูก็พูดเสียงดังว่า “ลูกแม่ เดี๋ยวแม่จะไปหั่นเนื้อมาฉลองด้วยเหมือนกัน แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปหาแม่สื่อมาหารืองานแต่งให้ลูกใหม่ จะเอาสะใภ้ใหม่มาสืบสกุลให้ตระกูลจูของเรา!”
คนจากตระกูลจูที่มาสนับสนุนต่างก็ถามว่า “บ้านเธอจะจัดโต๊ะเลี้ยงด้วยไหม จะเชือดไก่หรือเปล่า?”
เจิ้งอวี้จูพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “กลับไปกินข้าวที่บ้านพวกแกเถอะ! ไก่ที่บ้านเลี้ยงไว้ให้มันออกไข่!”
เมื่อเทียบกันระหว่างสองฝ่ายแล้ว ก็เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน คนจากตระกูลจูที่ตอนแรกช่วยกันด่าตระกูลจิ่ง ก็พลันหมดแรงกันทีเดียว
หยางหว่านซิวชำเลืองมองเจิ้งอวี้จูด้วยสายตาเย็นชา แล้วพาคนตระกูลจิ่งกลับหมู่บ้านอิ๋นซาน
เมื่อคนตระกูลจิ่งไปแล้ว เจิ้งอวี้จูก็ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแรง “อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าสภาพตระกูลจิ่งเป็นยังไง คราวนี้ทำเป็นหน้าใหญ่ใจโตอย่างนั้น สุดท้ายก็ต้องกลับไปกินแต่ผักดองไปทั้งเดือน!”
หยางหว่านซิ๋วพูดจริงทำจริง จึงจัดงานเลี้ยงสองโต๊ะที่บ้านเก่าจริงๆ หั่นเนื้อห้าจิน ซื้อปลาเฉาฮื้อตัวใหญ่ เพื่อฉลองการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของอาหญิงเล็กจิ่ง
ตอนแรกคนในตระกูลจิ่งไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการหย่าร้างของอาหญิงเล็ก แต่พอได้กินปลาและเนื้อของหยางหว่านซิ๋วแล้ว คำพูดไม่น่าฟังเหล่านั้นก็เงียบหายไป กลับกลายเป็นการปลอบใจอาหญิงเล็กแทน
อาหญิงเล็กจิ่งได้รับบาดเจ็บและยังป่วยอยู่ ของที่อยู่ในงานเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นรสชาติที่คนในหมู่บ้านชอบ นั่นก็คืออาหารที่ใส่พริกเยอะ เธอจึงกินไม่ได้ สุดท้ายจิ่งเยี่ยนกุยจึงทำลูกชิ้นเนื้อนึ่งให้จำนวนหนึ่ง พร้อมกับผัดผักที่ไม่เผ็ดอีกสองสามจาน
ชีวิตของอาหญิงเล็กจิ่งในบ้านตระกูลจูไม่ได้ดีไปกว่าชีวิตของจิ่งเยี่ยนกุยในบ้านตระกูลจิ่งเท่าไหร่นัก พอได้กลิ่นเนื้อ แม้จะกำลังป่วยอยู่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย
จิ่งเยี่ยนกุยยกยิ้มแล้วพูดว่า “อาเล็กยังป่วยอยู่ มีของต้องห้ามเยอะ พวกของเผ็ดและของมีฤทธิ์ร้อนอย่างไข่ก็กินไม่ได้ แต่เนื้อหมูกินได้ หนูทำลูกชิ้นมาให้อาเล็กกิน อาเล็กจะได้หายไวๆ ค่ะ”
ถึงแม้ว่าอาหญิงเล็กจิ่งจะอยากกินเนื้อมาก แต่ก็เป็นห่วงเรื่องในบ้าน จึงพูดว่า “พอกลับมาบ้านทุกคนในบ้านก็แค่อ้าปากกินข้าว มีอาหารให้กินก็พอแล้ว ไม่ต้องหั่นเนื้อหรอก!”
จิ่งเยี่ยนกุยคีบลูกชิ้นเนื้อสองลูกใส่ชามให้เธอแล้วพูดว่า “บ้านเราไม่ได้ลำบากเหมือนที่อาสามพูดหรอกค่ะ ไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่สองสามวันกินเนื้อสักมื้อก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร อาเล็กไม่สบายต้องบำรุงเยอะๆ”
“พออาเล็กหายดีแล้ว ก็อย่าอยู่เฉยๆเลย จะทำงานบ้านหรือจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรกับหนูก็ได้”
ก่อนหย่า อาหญิงเล็กจิ่งรู้สึกกลัวและกังวล แต่พอหย่าแล้วกลับรู้สึกสงบลง และกลับมาคิดถึงชีวิตในวันข้างหน้าได้ และเธอสังเกตเห็นว่าที่บ้านมีสมุนไพรเต็มไปหมด ก็เลยนึกถึงเรื่องปรุงยาที่จิ่งเยี่ยนกุยเคยบอกขึ้นมา
เธอถามด้วยความสงสัย “เยี่ยนกุย แกรู้จักสมุนไพรพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
จิ่งเยี่ยนกุยพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ก็เพราะถูกบีบบังคับไม่ใช่เหรอคะ พ่อกับแม่ไม่ดีกับหนู หนูก็เลยต้องอยู่กับปู่ย่า จะเป็นภาระพวกท่านก็ไม่ได้ มีความรู้เพิ่มขึ้นสักนิดก็จะได้มีหนทางรอดขึ้นสักหน่อย จะได้ถูกรังแกน้อยลงสักนิดค่ะ”
แม้คำพูดของเธอจะดูเลี่ยงไปเรื่องอื่น แต่ก็ทำให้อาหญิงเล็กจิ่งรู้สึกสะเทือนใจ “ใช่แล้ว ฉันก็โตขนาดนี้แล้ว จะไปเป็นภาระให้พ่อแม่ไม่ได้อีกแล้ว”
พูดถึงตรงนี้เธอก็จับมือของจิ่งเยี่ยนกุยแล้วพูดว่า “เยี่ยนกุย พอฉันหายดีแล้ว จะไปเรียนรู้สมุนไพรกับแก แกสอนฉันได้ไหม?”
ดวงตาของจิ่งเยี่ยนกุยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอาเล็กอยากเรียน หนูก็ยินดีสอนอยู่แล้ว เดือนเก้าหนูก็ต้องไปเรียนแล้ว เรื่องพวกนี้หนูคงยุ่งมากจนทำไม่ไหว ต้องให้อาเล็กช่วยแล้วค่ะ”
อาหญิงเล็กจิ่งพูดด้วยความเขินอาย “อย่าพูดคำว่าช่วยเหลือกับอาเล็กเลย เรื่องครั้งนี้ต้องขอบคุณแกจริงๆ”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้มแล้วพูดว่า “งั้นอาเล็กต้องรีบดูแลสุขภาพให้แข็งแรงนะ หนูกำลังรอให้อามาช่วยงานอยู่!”
ทั้งสองอาหลานยิ้มให้กัน จิ่งเยี่ยนกุยเห็นแสงที่ส่องประกายออกมาจากดวงตาของอาหญิงเล็กจิ่ง ทุกคนต่างต้องการช่วยเหลือกันและกัน เพราะต้องการกันและกัน ชีวิตจึงจะมีความหมายมากขึ้น
ทางฝั่งตระกูลจู เจิ้งอวี้จูบอกว่าจะไปซื้อเนื้อสองจิน แต่พอถึงเวลาจะซื้อก็เสียดายเงินขึ้นมา หนึ่งจินก็เจ็ดแปดเหมาแล้ว! สุดท้ายก็เลยซื้อแค่ครึ่งจิน แล้วยังบังคับให้คนขายเนื้อแถมหนังหมูมาให้อีกนิดหน่อย
เมื่อก่อนจะมีอาหญิงเล็กจิ่งคอยจัดการทุกอย่าง ตอนนี้งานครัวทั้งหมดกลับตกอยู่ที่เจิ้งอวี้จู เธอเลยต้องบ่นออกมาบ้าง
แต่เดิมจูจินหลงก็ไม่สบายใจเพราะคำพูดของจิ่งเยี่ยนกุยอยู่แล้ว พอได้ยินเจิ้งอวี้จูบ่น แถมยังเห็นเนื้อบนเขียงที่น้อยนิด ก็โมโหขึ้นมาจนถีบเขียงกระเด็นทันที แล้วหันหลังเดินออกจากบ้านไป
เจิ้งอวี้จูไม่รู้ว่าลูกชายสุดที่รักโมโหอะไรมา พอหันกลับไปเห็นเนื้อตกอยู่ที่พื้นเปรอะไปด้วยฝุ่นก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย
เธออดไม่ได้ที่จะพูดว่า “อยู่ดีๆ ทำไมต้องมาโมโหด้วย! แม่ว่านะ การที่ลูกหย่ากับจิ่งหงจวงเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ต่อไปก็หาคนดีๆ มาเลี้ยงลูก ให้ลูกมีลูกชายตัวอ้วนๆ เยอะๆ! เฮ้อ เนื้อมันสกปรกจนเป็นแบบนี้แล้วก็ไม่รู้จะล้างออกหมดไหม ถ้าขูดเอาชั้นนอกออก ก็จะยิ่งเหลือน้อยลงไปอีก!”
ครั้นจูจินหลงที่อยู่ข้างนอกได้ยินสิ่งที่เจิ้งอวี้จูพูดก็ยิ่งหงุดหงิด จึงหันหลังเข้าไปในบ้านของหญิงม่ายข้างบ้าน ทั้งสองคนทำอะไรกันอยู่สักพัก เขาก็พบปัญหาที่ร้ายแรงมาก นั่นก็คือไอ้นั่นของเขามันใช้การไม่ได้แล้ว!
จูจินหลงรู้สึกกังวลใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คิดว่าวันนี้คงเป็นเพราะโมโหแล้วก็ได้รับบาดเจ็บ
หญิงม่ายคนนั้นไม่พอใจกับสิ่งที่เขาทำในวันนี้อย่างมาก แต่เพราะทั้งสองคนรักกันมานาน ก็เลยเห็นแก่หน้าเขาอยู่บ้าง จึงระงับความไม่พอใจไว้แล้วปลอบใจเขา
แต่การปลอบใจแบบนี้ สำหรับผู้ชายที่ถือศักดิ์ศรีอย่างจูจินหลงแล้ว ไม่ได้ทำให้เขาสบายใจขึ้นเลย แต่กลับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก เขาเลยสะบัดหญิงม่ายคนนั้นออก แล้วตัดสินใจออกไปสูดอากาศข้างนอก
อากาศในเดือนสิงหาคมร้อนเป็นทุนเดิม แถมเขาก็ยังกังวลว่าตัวเองจะไม่สามารถมีลูกได้จริงๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนมากกว่าเดิม
ทางบ้านตระกูลจูเองก็อยู่ติดกับเทือกเขาเสวี่ยเฟิง มีภูเขาและนาขั้นบันไดเยอะแยะ เขาเดินเร็วเกินไปจึงไม่ได้ระวัง ทันใดนั้นรู้สึกว่าขาชา น้ำหนักตัวไม่สมดุล ก่อนจะเสียหลักล้มกลิ้งลงมาจากเนินเขาจนหัวทิ่มลงไปในสระน้ำข้างๆ
สระน้ำในฤดูร้อนนั้นน้ำไม่ลึกมาก แต่ตอนที่เขากลิ้งลงมาก็ทำให้แขนขาหัก จึงไม่สามารถปีนขึ้นมาได้ภายในเวลาอันสั้น เขาร้องตะโกนเสียงดังเพื่อขอให้คนช่วย ไหนจะยังสำลักน้ำไปหลายคำจนแทบหมดแรง จนในที่สุดก็มีชาวบ้านผ่านมาเห็นเข้า
ทว่าพอชาวบ้านคนนั้นเห็นว่าเป็นเขาก็ไม่กล้าเข้าไปช่วย จึงตะโกนเรียกคนอื่นมาช่วยกันหามจูจินหลงขึ้นมาจากสระน้ำ ชาวบ้านที่มาทีหลังก็ถามคนที่เห็นจูจินหลงคนแรกว่า “คนเดียวก็ลากเขาขึ้นมาได้แล้ว ทำไมไม่ช่วยล่ะ?”
ชาวบ้านคนนั้นก็พูดด้วยสีหน้าหยามเหยียดว่า “เจิ้งอวี้จูเป็นคนยังไง แกยังไม่รู้อีกเหรอ? ถ้าฉันลงไปช่วยจูจินหลงคนเดียว ถ้าเกิดมาใส่ความฉันทีหลังจะทำยังไง?”