หลังจากที่ผมจัดเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวเข้าตู้ในห้องนอนแขกเสร็จเรียบร้อย ผมก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงกว้างพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ ทว่ามุมปากกลับประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด
คฤหาสน์ของเพื่อนสนิทป๊าผมช่างกว้างขวางและเงียบสงบอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด แต่สิ่งที่เป็เป้าหมายหลักและเป็เหตุผลเดียวที่ทำให้มหาเศรษฐีผู้สืบทอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้านอย่างผม ยอมทิ้งงานบริหารชั่วคราวแล้วมารับจ๊อบเป็ ‘ติวเตอร์และพี่เลี้ยงส่วนตัวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง’ ก็คือเด็กดื้อตัวเล็กที่กำลังกระทืบเท้าปังๆ อยู่ชั้นบนนั่นต่างหาก
‘น้องลูกคลื่น’
เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี รูปร่างกะทัดรัด ผิวขาวราวกับน้ำนมบริสุทธิ์ ดวงตากลมโตสุกใสที่เวลาโมโหจะถลึงมองผมเหมือนลูกแมวขู่ฟ่อ แก้มป่องอมชมพูธรรมชาติที่น่าบีบให้ช้ำคามือ และริมฝีปากบางสีเชอร์รี่ที่ชอบคว่ำลงยามขัดใจ... ทุกอย่างที่เป็น้องช่างตรงสเปกของผมไปหมด และเป็อย่างนี้มาั้แ่วันแรกที่ผมแอบเห็นรูปของน้องในกรอบรูปที่ห้องทำงานของป๊าแล้ว
ป๊ากับม้าของลูกคลื่นก็รับรู้และเต็มใจเป็อย่างยิ่งที่จะเปิดทางให้ผม เพราะพวกท่านอยากได้ลูกเขยที่ไว้ใจได้มาดูแลลูกชายคนเดียวของบ้าน และการไปฮันนีมูนที่ยุโรปสองเดือนแบบกะทันหันนั่น ก็คือแผนการมัดมือชกที่พวกเราสามคนวางแผนร่วมกันมาเป็เดือนๆ เพื่อกักขังลูกแกะตัวน้อยให้อยู่ในกรงเล็บของหมาป่าอย่างผม
ดื้อให้เต็มที่เลยครับเด็กดี... เพราะยิ่งดื้อเท่าไหร่ เวลาโดนปราบมันจะยิ่งสนุกและ ‘เหนื่อย’ เป็เท่าตัว
ผมหยิบแท็บเล็ตและชีทข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษที่เตรียมไว้ขึ้นมาจัดระเบียบ ก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องนอนแขก เดินลงมาที่ห้องโถงรับแขกด้านล่างเพื่อรอคอยเวลาเริ่มติววันแรก
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากราวบันไดวน ผมก้มลงมองนาฬิกาข้อมือยี่ห้อหรู
‘10:45 น.’
ลูกคลื่นยอมลงมาแล้ว น้องอาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนจากชุดนอนตัวโคร่งมาเป็เสื้อยืดสีฟ้าอ่อนพอดีตัวกับกางเกงยีนส์ขาสั้นเสมอเข่า ผมเผ้าสีดำสนิทที่เคยชี้ฟูถูกหวีจัดทรงเรียบร้อย ทว่าใบหน้าหวานยังคงบูดบึ้ง คิ้วเรียวขมวดมุ่นแทบจะผูกเป็โบว์ ดวงตากลมโตจ้องเขม็งมาที่ผมอย่างไม่เป็มิตรเอาเสียเลย
“แต่งตัวช้าไปสิบห้านาทีนะครับลูกคลื่น”
ผมทักเสียงเรียบพลางวางไอแพดลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า
“เื่ของผม นี่มันบ้านผม ผมจะแต่งตัวกี่ชั่วโมงมันก็เื่ของผม”
น้องเชิดหน้าเถียงคำไม่ตกฟาก ท่าทางยะโสประสาคุณหนูเอาแต่ใจทำเอาผมแอบหัวเราะในใจ รอยยิ้มบางๆ ถูกส่งไปให้อย่างเอ็นดู แต่น้องกลับทำหน้าถมึงทึงใส่หนักกว่าเดิม
“แล้วนี่จะเริ่มเลยหรือไง? ผมยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนะ หิวตายขึ้นมาป๊าม้าเอาเื่พี่แน่”
อ่า... สรรพนามเปลี่ยนจาก ‘คุณ’ เป็ ‘พี่’ แล้วสินะ ถึงแม้จะเป็การกระแทกเสียงประชดประชันก็เถอะ แต่ก็ถือว่ายอมรับกฎข้อแรกได้เร็วดี
“พี่เตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้วครับ อยู่ในครัว เข้าไปทานสิ”
ผมบอกพลางชี้มือไปทางห้องครัว
ลูกคลื่นเลิกคิ้ว มองผมด้วยสายตาหวาดระแวงอย่างปิดไม่มิด
“เตรียมไว้ให้? พี่ทำเองเหรอ หรือสั่งมา? แอบใส่อะไรลงไปในอาหารหรือเปล่าก็ไม่รู้ คิดจะมอมยาผมเพื่อเอาเปรียบทางการเงินล่ะสิ!”
จินตนาการล้ำเลิศจริงๆ เด็กคนนี้
“พี่ไม่ได้เป็โจร และเอกสารที่ม้าเซ็นมอบอำนาจให้พี่ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าพี่มีเงินใช้เหลือเฟือโดยไม่ต้องโกงเงินเรา”
ผมหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 195 เิเ ทำให้ลูกคลื่นที่ยืนกอดอกอยู่ต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว สายตากลมโตแหงนมองผมอย่างหวั่นๆ
“เข้าไปกินเถอะครับ พาสต้าซอสมะเขือเทศกับเบคอนกรอบ ถ้ารสชาติไม่ถูกปากค่อยมาบ่นพี่”
ลูกคลื่นทำท่าจะอ้าปากเถียง แต่เสียงท้องร้องจ๊อกๆ ที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบกลับทำให้น้องหน้าร้อนฉ่าทันตาเห็น เด็กดื้อรีบเอามือตะปบหน้าท้องตัวเองพลางเม้มปากแน่น สะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าเข้าไปในครัวทันที
ผมเดินตามเข้าไปยืนพิงกรอบประตูครัว มองแผ่นหลังบางที่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูลบาร์หน้าเคาน์เตอร์ ลูกคลื่นจ้องมองจานพาสต้าสีสันน่าทานที่ผมเพิ่งอุ่นเสร็จด้วยท่าทางลังเล ก่อนจะหยิบส้อมขึ้นมาม้วนเส้นพาสต้าเข้าปากคำโตๆ อย่างคนหิวจัด
ทันทีที่ลิ้นััรสชาติ ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่ง แก้มใสทั้งสองข้างเคี้ยวตุ้ยๆ จนเหมือนหนูแฮมสเตอร์ น้องพยายามทำหน้าเฉยชาเหมือนมันแค่งั้นๆ แต่การตักกินคำต่อไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเป็หลักฐานชั้นดีว่าฝีมือการทำอาหารของผมสอบผ่านฉลุย
“เป็ยังไงบ้างครับ รสชาติพอจะทานได้ไหม?” ผมถาม ยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
“งั้นๆ แหละ... ซอสเปรี้ยวไปนิด เบคอนก็เค็มเกินไป แต่เพราะผมหิวหรอกนะถึงได้ยอมกินน่ะ”
น้องเคี้ยวตุ้ยๆ พลางตอบเสียงแข็งแต่ตาหลุกหลิกไม่กล้าสบตาผม
“งั้นเหรอครับ... ถ้างั้นมื้อกลางวันพี่คงต้องปรับปรุงสูตรใหม่”
ผมพูดเสียงทุ้ม แอบมองริมฝีปากอิ่มสีแดงระเรื่อที่มีคราบซอสมะเขือเทศติดอยู่จางๆ ที่มุมปาก ความรู้สึกอยากเอานิ้วโป้งเข้าไปเกลี่ยออกแล้วส่งเข้าปากตัวเองแล่นเข้ามาในหัว ทว่าผมต้องหักห้ามใจเอาไว้ก่อนเพื่อไม่ให้น้องตื่นตระหนกจนกระเจิงไปเสียก่อน
เมื่อทานเสร็จ ลูกคลื่นก็กระแทกจานลงบนโต๊ะบาร์อย่างดื้อๆ ไม่ยอมเก็บล้างตามนิสัยคุณหนูที่เคยชินกับการมีคนรับใช้คอยประคบประหงม
“ทานเสร็จแล้วก็เอาไปวางในอ่างล้างจานสิครับลูกคลื่น”
ผมเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ามีน้ำหนักดุขึ้นเล็กน้อย
“ทำไมผมต้องทำด้วย? ปกติป้าสายเป็คนล้าง คุณเป็พี่เลี้ยงก็นำไปล้างสิ!”
น้องกอดอก เชิดหน้าท้าทาย
“ป้าสายไม่อยู่แล้วครับ และพี่เป็พี่เลี้ยงกับติวเตอร์ ไม่ใช่คนรับใช้ส่วนตัวของเรา”
ผมก้าวเข้าไปใกล้เก้าอี้ที่น้องนั่งอยู่ สบตาสีนิ่งสงบกับดวงตากลมโตขี้งอแง
“กฎข้อที่สองของการอยู่ร่วมกัน... งานส่วนตัวของตัวเอง เช่น ทานอาหารเสร็จต้องเก็บจานไปล้างเอง เสื้อผ้าต้องใส่ตะกร้าให้เรียบร้อย ถ้าเื่แค่นี้ทำไม่ได้ พี่คงต้องพิจารณาระงับเบี้ยเลี้ยงรายเดือนถาวรตามที่ม้าสั่งไว้”
“นี่พี่ขู่ผมเหรอ!”
ลูกคลื่นลุกขึ้นพรวด ชี้หน้าผมอย่างโกรธจัด ทว่าด้วยความสูงที่ต่างกันทำให้หน้าอกของน้องเกือบชนแผงอกของผม
“ไม่ได้ขู่ครับ แค่ชี้แจงระเบียบ”
ผมกดสายตามองน้องนิ่งๆ ไม่มีวี่แววขี้เล่นเหมือนก่อนหน้านี้ ความนิ่งและสายตาสีเทาเข้มที่แฝงประกายดุของผมสะกดให้เด็กดื้อเริ่มตัวสั่นน้อยๆ ด้วยความขลาดเกรงสัญชาตญาณความต่างของขนาดร่างกาย
ลูกคลื่นกัดริมฝีปากล่างจนห้อเื ดวงตากลมโตคลอน้ำใสๆ อย่างน่าสงสารระคนหงุดหงิด น้องจำใจหยิบจานพาสต้าเดินไปกระแทกลงในอ่างล้างจานเสียงดังเคร้ง ก่อนจะสะบัดตัวเดินกระฟัดกระเฟียดออกมาที่ห้องโถง
“ไปที่โต๊ะติวได้แล้วครับ”
ผมเดินตามออกมา ชี้มือไปที่โต๊ะกระจกที่มีชีทข้อสอบวางอยู่
ลูกคลื่นทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาอย่างกระแทกกระทั้น หยิบชีทข้อสอบขึ้นมาดูผ่านๆ ก่อนจะคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเล่นเกมทันทีเพื่อเป็การประท้วงเงียบ
“วางโทรศัพท์ลงครับลูกคลื่น”
ผมทรุดตัวลงนั่งข้างๆ น้อง ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่ถึงคืบ กลิ่นหอมจากตัวของน้องลอยมาเตะจมูกจนผมต้องสูดหายใจลึก
“ไม่วาง ผมจะเล่นเกมคลายเครียดก่อนติว พี่ไม่มีสิทธิ์มาห้ามผมหรอก”
น้องพูดโดยไม่ยอมละสายตาจากหน้าจอเกมในมือ
ผมไม่พูดพร่ำทำเพลง ยื่นมือแกร่งออกไปฉกโทรศัพท์มือถือจากมือน้องทันทีด้วยความรวดเร็ว ลูกคลื่นสะดุ้งสุดตัว หันมาโวยวายพยายามจะแย่งคืน
“เอาคืนมานะพี่ไมค์ ขี้โกงนี่หว่า เอาคืนมา”
น้องพยายามโถมตัวเข้ามาแย่งโทรศัพท์ในมือของผมที่ชูขึ้นสูงเหนือหัวของน้องไปไกลลิบ
ด้วยส่วนสูง 195 เิเและ่แขนที่ยาวของผม ลูกคลื่นต่อให้ยืดตัวจนสุดแขนก็ไม่มีทางเอื้อมถึง น้องโถมตัวเข้าหาผมจนร่างกะทัดรัดแทบจะเกยขึ้นมาบนตักของผม หน้าอกนุ่มหยุ่นเบียดเสียดกับแผงอกแกร่ง ผิวเนื้อขาวนวลที่ต้นคอส่งกลิ่นสบู่อ่อนๆ เย้ายวนใจจนผมต้องพยายามกลั้นลมหายใจ
“ถ้าอยากได้คืน... ทำโจทย์คณิตศาสตร์ห้าสิบข้อนี้ให้เสร็จก่อนครับ”
ผมพูดพลางก้มลงมองหน้าหวานที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจร้อนๆ ของเราเป่ารดกันจนลูกคลื่นชะงักนิ่งไป
ดวงตากลมโตจ้องมองผมด้วยความใ แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหูเล็กๆ เมื่อรับรู้ถึงความใกล้ชิดทางกายที่มากเกินไป น้องเผลอจ้องมองริมฝีปากของผมสลับกับดวงตา ก่อนจะรีบผลักอกผมออกแล้วถอยไปนั่งที่มุมโซฟาอีกฝั่ง ท่าทางตื่นๆ เหมือนกระต่ายเจอหมาป่าทำเอาผมต้องอมยิ้ม
“คนบ้าอำนาจ... นิสัยไม่ดีที่สุดเลย”
น้องบ่นพึมพำเสียงสั่น พลางหยิบดินสอขึ้นมาขีดเขียนลงบนกระดาษคำถามด้วยความหงุดหงิด
“พี่บอกแล้วไงครับ... ยิ่งเราดื้อกับพี่เท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเหนื่อยเท่านั้น”
ผมกระซิบเสียงทุ้มต่ำ แฝงกระแสเตือนใจบางอย่างที่ทำให้ไหล่บางของน้องสะดุ้งตัวสั่นเล็กน้อย
ตลอดบ่ายวันนั้น บรรยากาศการติวเต็มไปด้วยเสียงถอนหายใจและฟึดฟัดของเด็กดื้อ ลูกคลื่นพยายามจะกวนประสาทผมด้วยการทำข้อสอบช้าๆ หรือแกล้งทำตัวไม่เข้าใจ ทว่าผมก็ใช้ความสุขุม นั่งอธิบายทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด แถมบางครั้งยังต้องขยับเข้าไปใกล้เพื่อชี้จุดผิดในกระดาษ จนร่างเล็กๆ เผลอเกร็งตัวและหน้าแดงทุกครั้งที่ท่อนแขนของเราเบียดชิดกัน
ดวงตาสีเทาเข้มของผมจับจ้องทุกอากัปกิริยาของน้องอย่างนึกสนุก ยิ่งเห็นน้องเขินจนทำตัวไม่ถูก ยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณการอยากในตัวผมให้ปะทุขึ้นทีละน้อย
วันแรกผ่านไปได้ด้วยดี... แม้เด็กดื้อจะงอแงและขู่ฟ่อตลอดเวลา แต่สุดท้ายก็นั่งทำโจทย์จนครบตามที่กำหนด แลกกับการได้โทรศัพท์มือถือคืนในตอนเย็น
“มื้อค่ำอยากทานอะไรครับ?”
ผมถามยามแสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า
“ไม่กิน ผมจะนอนแล้ว!”
ลูกคลื่นสะบัดตัวคว้าโทรศัพท์ เดินลิ่วๆ ขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนตัวเองทันที ทิ้งให้ผมมองตามแผ่นหลังบางด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
ผมค่อยๆ เก็บชีทข้อสอบบนโต๊ะ พลางพึมพำกับตัวเองในความเงียบ
“ฝันดีครับ... เด็กดื้อของพี่ แล้วพรุ่งนี้มาดูกันว่าเราจะทนดื้อกับพี่ได้อีกนานแค่ไหน”