บทที่ 7
ถูกสะกดรอยตาม
งานชุมนุมบุปผายังคงดำเนินต่อไปแม้จะมีคนบางกลุ่มแอบหนีออกจากงาน ผู้ชมส่วนใหญ่สายตาไม่ละจากศาลาทำการแสดงต่างจับจ้องด้วยความสนใจ เวลานี้งานดำเนินมาถึงครึ่งทาง
อาเฉียวจูงแขนหลี่หว่านเอ๋อร์ที่มัวแต่เหม่อลอยเดินมาจนถึงรถม้าบริเวณโดยรอบไร้ผู้คนมีเพียงป่าไม้หนาทึบสารถีวัยกลางคนเห็นหญิงสาวทั้งสองเดินมาจึงรีบะโลงจากรถม้านำบันไดวางบนพื้นจากนั้นก็ยืนรออย่างสงบเสงี่ยม
"ท่านรีบขึ้นไปเร็ว"
หลี่หว่านเอ๋อร์พลันได้สติสายตามองสำรวจรอบข้าง เหลือบมองรถม้าของตนตอนนั่งมาไม่ได้ใส่ใจจึงไม่ทันมองให้ละเอียดเมื่อมีเวลามองจริงจังพบว่ารถม้าคันนี้ ช่างดูเรียบง่ายเสียยิ่งกว่าเรียบง่ายไม่ต่างจากรถม้าทั่วไปซึ่งคนธรรมดามักใช้กันเกลื่อนตามท้องถนนและสำคัญมันไม่มีตราสัญลักษณ์ใดที่สามารถบอกถึงฐานะเ้าของ
ไม่มีตราสัญลักษณ์ของตระกูลหลี่
นางถอนหายใจโล่งอกเดินขึ้นรถม้าแล้วรีบปลดผ้าม่านหน้าต่างลงไม่กล้าทำเป็เล่นกินลมชมธรรมชาติเหมือนขามาได้อีก
ผู้ใดจะไปคิดว่านินทาผู้อื่นขณะที่อีกฝ่ายนั่งอยู่ไม่ไกลนัก เรียกได้ว่าแทบจะอยู่ในระยะเผาขนทั้งยังได้เจอคนที่คิดว่าไม่น่าจะได้เจอที่สุดผู้นั้นด้วยหัวใจยังคงเต้นแรงไม่เป็จังหวะ ไม่ทราบด้วยเหตุใดแน่ชัดหลี่หว่านเอ๋อร์ยกมือขึ้นัับริเวณหน้าอกด้านซ้ายเงียบ ๆ
ชินอ๋อง ฉีอู๋เจ๋อบุตรบุญธรรมของไทเฮาผู้นั้น
"ท่านไม่สบายที่ใด"อาเฉียวเห็นหลี่หว่านเอ๋อร์จับหน้าอกตัวเองเข้าใจว่านางไม่สบายทั้งสีหน้าก็ซีดขาว จึงใเอ่ยถามอย่างเป็ห่วงมือทั้งสองจับไหล่ให้อีกฝ่ายหันหน้ามามองตน
หลี่หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าปฏิเสธสายตาจ้องอาเฉียวนิ่ง หลุบตาลงสูดหายใจเข้าแล้วพยายามเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก
"ข้าแค่ใ...เขายังงดงามเช่นเดิม"
"หา?"
คนฟังงงเพียงครู่ต้องทำการวิเคราะห์ประโยคก่อนหน้าอย่างละเอียด ถึงจะเข้าใจแล้วพยักหน้า
"ท่านหมายถึงชายหนุ่มชุดฟ้าครามผู้นั้นเขาคือชินอ๋องผู้ชอบเก็บตัวอยู่แต่ในจวน...เสด็จอาของท่านสินะ"
หลี่หว่านเอ๋อร์กระโจนปิดปากอาเฉียวทันทีส่งสายตาเหลือบไปทิศทางสารถีด้านนอกบอกเป็นัยว่ามีคนนอกอยู่อย่าเอะอะ
อาเฉียวมองตามก็เข้าใจความหมายแกะมือออกฉีกยิ้มกอดอกเอนหลังพิงผนังรถม้า
"เขาหูดีแต่เป็ใบ้และเป็คนของข้าเอง...เราพูดได้"
อาเฉียวภูมิใจกับการเตรียมการออกมาข้างนอกของตนอย่างมากดวงตานางลุกวาว ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง นำถ่านหินสีดำกับกระดาษออกมาจากแขนเสื้อจ้องมองหลี่หว่านเอ๋อร์ตาไม่กะพริบ
"ข้าเคยได้ยินมาว่าท่านกับชินอ๋องเกือบได้หมั้นหมายกันแล้วท่านได้พบเขาบ่อยหรือไม่ เขาเป็เช่นไร แล้ว..."
"เดี๋ยวก่อน"
หลี่หว่านเอ๋อร์เห็นสายตาลุกเป็ไฟกับคำถามที่ยิงมาไม่ยั้งของอาเฉียวต้องนิ่งคิดหวนระลึกความหลัง เท่าที่จำได้...
นางเคยพบเขาครั้งแรกและเป็ครั้งสุดท้ายตอนที่นางถูกขันทีชราจากตำหนักของเสด็จพ่อผู้หนึ่งวานให้นางนำขนมไปถวายไทเฮาเนื่องจากเขาสะดุดล้มจนเท้าแพลง นางเดินไปเห็นเข้า เลยคิดจะเดินหนีแต่หลบไม่ทัน
พอไปถึงนางก็เห็นชายหนุ่มรูปงามนั่งอยู่ด้านข้างไทเฮาเขาหันมายิ้มให้ตามมารยาทเพียงครู่เดียวเท่านั้น ทำเอานางตกตะลึงเผลอจ้องเขาไม่วางตาหลังจากวันนั้นไม่รู้เพราะเหตุถึงมีข่าวลือออกมาว่าเขากับนางถูกจับให้หมั้นกันทว่าไทเฮาคัดค้านอย่างหนัก จนในที่สุดเื่นี้จึงเงียบไป
หลี่หว่านเอ๋อร์เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดจนจบอาเฉียวจดจ่อกับการจดบันทึกอย่างตั้งใจ
เมื่อจดเสร็จนางก็เงยหน้าเอ่ยอย่างไม่พอใจ
"ทำไมท่านถึงไม่งอแงกับฮ่องเต้ว่าอยากได้เขามาเป็สวามี ถ้าเป็ข้านะเขาไม่รอดแน่! ออกจะหน้าตาดีขนาดนั้น"
"โอ๊ย!ข้ารู้แล้ว ๆ คนของท่านข้าไม่ยุ่ง" ฝ่ามือฟาดแขนอาเฉียวเสียงดังจนนางร้องโอดครวญลูบแขนตนเอง
"อาเฉียว!"
หนังตาหลี่หว่านเอ๋อร์กระตุกยิกๆ สีหน้าบูดบึ้ง ดวงตาจ้องดุดันเป็พิเศษทว่าอาเฉียวกลับมองท่าทางเช่นนี้ไม่ต่างกับลูกแมวตัวน้อยกำลังพองขนข่มขู่ดูไม่อันตรายแถมยังน่ารักน่าแกล้งยิ่ง
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะเบา ๆส่งสัญญาณจากทางคนสารถี ทำให้รอยยิ้มสดใสอาเฉียวหายไปนางตื่นตัวยื่นมือเลิกผ้าม่านหน้าต่างชำเลืองมองออกไปเพ่งมองทางที่รถม้าเพิ่งวิ่งผ่านมา
"อาหลงอย่าเพิ่งเข้าเมือง วนก่อนรอบหนึ่ง ค่อยเข้า"
"เกิดอะไรขึ้นรึ"
หลี่หว่านเอ๋อร์เห็นท่าทางเคร่งขรึมหลังคนบังคับรถม้าส่งสัญญาณบางอย่างจึงเอ่ยถาม พลางยื่นมือเปิดม่านด้านข้างตนดูทว่าถูกอาเฉียวห้ามไว้ก่อน
"อย่าเปิด...มีคนสะกดรอยตาม"
"เป็ใครกัน"
"ท่านไม่ต้องกังวลข้าคิดว่าน่าจะเป็ผู้ที่เราแอบนินทา" อาเฉียวอธิบายหลังจากััไม่ได้ถึงจิตสังหารจากคนที่ตามมาแถมชุดของทั้งสองที่ใส่ยังเป็ตามข้อสันนิษฐาน
ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายอยากสั่งสอนพวกนางก็คงเป็เพราะอยากรู้ฐานะที่แท้จริงจึงได้ตามมา
"ใจแคบเพียงนั้นเชียว"หลี่หว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้ว
"ที่ตามมามีสองคนดูวรยุทธ์ไม่เลว หึเห็นข้าเป็สตรีเลยประมาทงั้นเหรอ...เอ๊ะเหมือนจะเป็คุณชายเล็กจวนมู่หรง กับชายหนุ่มชุดสีดำข้าไม่รู้จัก " อาเฉียวลอบมองผ่านกล้องส่องทางไกลซึ่งหยิบขึ้นตอนไหนไม่ทราบ
หลี่หว่านเอ๋อร์เห็นก็ตาลุกวาวเนื่องจากนางเห็นของสิ่งนี้ เป็สิ่งของคนทางทะเลตะวันตกนำมาถวายฮ่องเต้แม้ที่อยู่กับอาเฉียวจะไม่ได้งดงามประณีต แต่ก็น่าจะใช้งานได้ไม่ต่างกัน
"ของเล่นเ้าเยอะเสียจริงอาเฉียวไหนข้าดูบ้าง"
หลังจากแย่งมาได้นางนำมาส่องตาข้างหนึ่งมองผ่านช่องวงกลมเล็ก ๆ แลเห็นเงาสีขาวกับเงาสีดำเลือนรางเป็เพราะการเคลื่อนไหวไปมาหลบต้นไม้ต้นนั้นที ต้นนี้ที จนนางมองตามไม่ทัน ถ้าไม่สังเกตดูดี ๆก็ยากจะมองเห็น
เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ก่อนหน้าตอนนางหันมองชายหนุ่มทั้งสามไม่ได้มองละเอียดนักเพราะมัวแต่ใที่ได้พบชินอ๋องทว่าก็เหมือนจะคุ้นหน้าชายชุดดำอยู่บ้าง พอนึกดูก็เหมือนจะเป็พี่ชายคนที่สี่ของนางซึ่งหายหน้าหายตาไปอยู่ชายแดนั้แ่สองปีที่แล้ว
"อ่อถ้ามีวรยุทธ์ก็น่าจะเป็มนุษย์น้ำแข็ง ...เขากลับเมืองหลวงแล้วสินะ "
"หา...มนุษย์น้ำแข็ง"
หลี่หว่านเอ๋อร์เอากล้องส่องทางไกลคืนให้อาเฉียวแล้วกลับมานั่งสบาย ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ
"ก็องค์ชายสี่เยี่ยนเฟยฉีอย่างไรเล่า"
"ท่านนี่ชอบตั้งฉายาให้ผู้อื่นเสียจริง"อาเฉียวหัวเราะคิกคัก ลอบคิดในใจว่าตนจะมีฉายาอะไร
"แล้วจะสลัดพวกเขาทิ้งอย่างไร"
อาเฉียวไม่ตอบแต่กลับดึงปิ่นไม้บนศีรษะออกมายื่นไปตรงหน้าหลี่หว่านเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
"มีครั้งหนึ่งข้าเคยอยู่ในคณะกายกรรมและสิ่งที่ถนัดที่สุดก็คือการปาลูกดอก..."
หลังเอ่ยจบนางไม่มัวพิรี้พิไรโผล่หน้าออกนอกหน้าต่างมือถือปิ่นไม้สะบัดไปในอากาศด้วยแรงที่ไม่เบา มันจึงหมุนคว้างอย่างรวดเร็วพุ่งไปหมายจะทิ่มเข้าไหล่ของชายชุดดำ
ทว่าเขาดันหลบได้อย่างเฉียดฉิวแต่ก็ยังกลิ้งหลบบนพื้นอีกหลายตลบ ร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่น
หลี่หว่านเอ๋อร์โผล่หน้าออกมามองเหตุการณ์ดังกล่าวร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น
"เยี่ยม!"
นางดึงปิ่นหยกของตัวออกมาบ้างขณะที่รถม้าเริ่มทิ้งระยะห่างเรื่อย ๆนางตัดสินใจปาออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มีเลียนแบบอาเฉียวส่วนอาเฉียวเห็นการกระทำของนางก็ร้องห้ามทันควัน แต่สุดท้ายก็ไม่ทันเสียแล้ว
"ท่านอย่าซนสิไม่ได้ฝึกมาท่านทำไม่ได้หรอก" อาเฉียวเอ่ยเสียงดุ สายตาก็จับจ้องปิ่นหยกอย่างเสียดาย
ปิ่นหยกถูกปาไปชนต้นจนแตกกระจายเป็เสี่ยงแต่ผู้ใดจะคิดว่าเศษแหลมคมกระเด็นไปถูกมู่หรงไป๋อวิ๋นที่วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามา ชายหนุ่มะโหลบไม่ทันสุดท้ายจึงโดนเข้าเต็มๆ กรีดร้องเสียงหลง
ส่วนผู้กระทำเบิกตากว้างมือปิดปากเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ "เข้าเป้า..."
"คนอะไรดวงซวยเสียจริง"อาเฉียวส่ายหน้าไว้อาลัยให้อีกฝ่าย
"อาเฉียวนี่เ้าทำอะไรเป็อีกบ้าง วรยุทธ์ล่ะเป็หรือไม่"
หลี่หว่านเอ๋อร์เอ่ยถามอย่างสนใจหลังจากวางใจว่าชายหนุ่มทั้งสองคงไม่ตามมาแล้วส่วนอาเฉียวเอนกายพิงหน้าต่างเสยผมด้านข้างขึ้นอย่างจงใจเชิดหน้ามองออกนอกหน้าต่าง ก่อนกระแอมครั้งหนึ่ง
"แน่นอนอยู่แล้วหากไม่ใช่เพราะตอนกลางวันข้าสายตาไม่ดีไม่งั้นคงต้องมีลงไปปะทะกับพวกเขาสักหลายกระบวนท่า เพื่อให้ท่านหนีไปสะดวกขึ้น"
"สอนข้าบ้างสิ"
"ไม่ได้ๆ ร่างกายท่านอ่อนแอเกินไป อีกทั้งแก่เกินเรียนแล้ว..."
"ข้าเพิ่งสิบหก..." หลี่หว่านเอ๋อร์ยิ้มแยกเขี้ยวใส่หงุดหงิด
"สำหรับท่านใช้อันนี้ดีกว่า"
นางมองตำราปกเหลืองเรียบไร้ตัวอักษรที่อาเฉียวยื่นมานิ่งนางรับมาเปิดด้วยความสงสัยก็พบตัวอักษรเต็มไปหมด และมีภาพประกอบเนื้อหาด้วย
"มันคือตำรามารยาหญิงพันเล่มเกวียนข้าหาซื้อมายากมากเลยนะ ท่านเก็บไว้ให้ดีล่ะ"
หลี่หว่านเอ๋อร์นางยิ้มหวานหลังฟังคำตอบจากปากอาเฉียวไม่ตีอีกฝ่ายเหมือนก่อนหน้า สายตาก้มลงมองตำราในมือ เปิดทีละหน้าไม่รีบร้อนพลางเอ่ยเสียงเนิบช้า
"อาเฉียวเงินเดือนนี้...เ้าไม่ต้องรับนะ"
"คุณหนูผู้งดงามเลิศล้ำเหนือปฐีข้าผู้นี้ผิดไปแล้ว เอ๊ะ เดียวก่อน..." อาเฉียวเลิกคร่ำครวญทันทีเมื่อััถึงบางสิ่ง นางชะโงกหน้าออกมองด้านหลังรถม้าทันทีหลังจากนั้นนางถึงกับนิ่งอึ้ง
หลี่หว่านเอ๋อร์เห็นอาเฉียวแปลกไปจึงมองออกไปนอกหน้าตามก็นิ่งอึ้งไม่ต่างกัน
ถนนว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คนปรากฏชายหนุ่มชุดดำซึ่งคาดว่าจะเป็องค์ชายสี่เยี่ยนเฟยฉีกำลังวิ่งตามรถม้า สีหน้าเขายังคงเรียบนิ่งแต่สายตามีความเ็าอย่างที่สุดเขาเพ่งมองสตรีทั้งสองนิ่ง ส่วนการเคลื่อนไหวก็เร็วกว่าก่อนหน้านั้นมากใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
หลี่หว่านเอ๋อร์กับอาเฉียวกรีดร้องออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
"อาหลงเร็วเข้า!"อาเฉียวร้องสั่งเสียงหลง
หลี่หว่านเอ๋อร์ลนลานไม่รู้จะทำอะไรมองซ้ายมองขวาหาสิ่งที่จะปาใส่คนด้านหลัง ก็ไม่เห็นสิ่งของที่สามารถใช้ได้จึงค้นตัวดูก็พบถุงปักลายดอกหมู่ตานห้อยข้างเอวก็รีบปลดออกมาข้างในใส่ไข่มุกเม็ดกลมมน
ก่อนหน้านางคิดจะเอาของสิ่งนี้ไปทำเครื่องประดับหลังจากงานชมบุปผาจบแต่ตอนนี้เห็นทีไม่จำเป็แล้ว
"ท่านจะทำอะไร..."
นางไม่สนใจคำถามของอาเฉียวในหัวมีแต่เื่ของคนด้านหลังจิตใต้สำนึกเอาแต่ร้องบอกนางว่าทำมนุษย์น้ำแข็งโกรธแล้ว ทำมนุษย์น้ำแข็งโกรธแล้ว
น่ากลัวยิ่ง น่ากลัวยิ่ง!
เปิดถุงล้วงเอาไข่มุกออกจากถุงหนึ่งกำมือสาดปาใส่คนด้านหลังราวกับพายุเม็ดฝนไข่มุกแต่ละเม็ดกระจายตกลงเกลื่อนพื้น
ชายหนุ่มะโหลบได้อย่างสบายแต่ยิ่งมา ยิ่งมีสีหน้าเหี้ยมขึ้นจ้องมองหลี่หว่านเอ๋อร์ตาลุกเป็ไฟสายตาที่มองเหมือนสื่อว่าหากเขาจับได้นางตายแน่
ส่วนอาเฉียวเหม่อมองสายตาเลื่อนลอยไข่เม็ดงามถูกใช้เป็อาวุธด้วยความเ็ปหัวใจทว่าหลี่หว่านเอ๋อร์ยังไม่หยุดยิ่งสบตาลุกเป็ไฟของชายหนุ่มจึงสาดไข่มุกไปอีกหนึ่งกำมืออย่างไม่ลังเล
เรียกเสียงกรีดร้องจากอาเฉียวนางร้องได้เ็ปยิ่ง มือทั้งสองกุมศีรษะดูไร้สติ
คราวนี้เหมือนจะได้ผลเมื่อชายหนุ่มไม่ได้ตามมาแล้ว เขาหยุดยืนมองดูรถม้าวิ่งห่างไปเรื่อย ๆด้วยสายตาร้อนแรงราวกับจะเผาไหม้รถม้าคันนั้นให้เป็เถ้าถ่านจากนั้นจึงตัดสินใจก้มเก็บไข่มุกด้วยความตั้งอกตั้งใจ
ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าท้องเปลี่ยนเป็สีดำแสงไฟจากตะเกียงถูกจุดให้ความสว่างทหารองครักษ์เดินตรวจตราเข้มงวดรอบจวนชินอ๋อง บรรยากาศเงียบสงบ
ด้านหลังจวนเรือนป่าไผ่เสียงน้ำไหลผ่านท่ามกลางความเงียบ ลมพัดแ่เบา ชายหนุ่มรูปงามสวมชุดขาวเรียบนั่งบนเก้าอี้ปูด้วยพรมขนสุนัขจิ้งจอกหนานุ่ม เขากำลังเดินหมากกับตัวเอง รอบข้างไร้บ่าวไพร่ค่อยรับใช้
"ท่านอ๋องท่านอยู่นี่เองข้ามีเื่จะฟ้อง!"
เสียงชายหนุ่มะโเสียงดังมาแต่ไกลแต่ไม่สามารถเรียกความสนใจจากชินอ๋องได้
สายตาฉีอู๋เจ๋อยังคงจับจ้องบนกระดานหมากนิ่งราวกับไม่ได้ยินเสียงรบกวนใดทั้งสิ้น
"ท่านอ๋องๆ สนใจกันหน่อยสิพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อเห็นว่าตนไม่ได้รับความสนใจมู่หรงไป๋อวิ๋นจึงนั่งลงบนพื้น เอื้อมมือจับชายแขนอีกฝ่ายสะกิดเบา ๆส่งผลให้ฉีอู๋เจ๋อปรายตามองเห็นสภาพมอมแมมไม่น่าดู เสื้อผ้าสีขาวกระดำกระด่างแถมมีรอยเืจุดเล็ก ๆ บนไหล่ มือที่ใช้จับแขนเสื้อก็ดูจะไม่ค่อยสะอาดเท่าใดนัก
ฉีอู๋เจ๋อพลันขมวดคิ้วจ้องสายตาเ็าเอ่ยเสียงเรียบ "ห่างหน่อย เ้าไม่สะอาด"
มู่หรงไป๋อวิ๋นโอดครวญแต่ก็ย่อมถอยออกห่างอย่างว่าง่าย พลางชี้ไปที่หางคิ้วของตนสีหน้าดูไม่ได้รับความเป็ธรรม
"ท่านอ๋องท่านดูนี่สิพ่ะย่ะค่ะ"
บนใบหน้าชายหนุ่มมีรอยแผลตรงหางคิ้วไม่ใหญ่ไม่เล็กแผลหนึ่งฉีอู๋เจ๋อมองผ่านไปด้านหลังมู่หรงไป๋อวิ๋นก็พบว่าชายหนุ่มชุดสีดำสภาพไม่ต่างจากกันมากนักแต่ดีกว่าหน่อย
"เสด็จอา"เยี่ยนเฟยฉีที่เพิ่งมาถึงทำความเคารพอย่างนอบน้อมเรียบร้อยรู้มารยาท แตกต่างจากคุณชายสกุลมู่หรง ทั้งที่ปีนี้ก็อายุสิบแปดเท่ากันแท้ ๆ
"พวกเ้าตามพวกนางไปหรือ"ฉีอู๋เจ๋อเอ่ย ขณะหันไปสนใจกระดานหมากอีกครั้ง
เป็มู่หรงไป๋อวิ๋นเอ่ย "ใช่แล้ว ท่านดูสิพวกนางทำข้ายังดีที่หมอบอกว่าไม่เป็แผลเป็ ไม่อย่างนั้นใบหน้าอันหล่อเหลาถูกทำลาย สาว ๆ ต้องปวดใจแทนข้าเป็แน่"
"เหตุใดจึงอยู่ในสภาพเช่นนี้"
ฉีอู๋เจ๋อมองข้ามชายหนุ่มผู้นั่งข้างตนเอ่ยถามเยี่ยนเฟยฉีที่ยืนเงียบอยู่แทนปล่อยให้มู่หรงไป๋อวิ๋นนั่งมองด้วยความน้อยใจ มองตามตาปริบ ๆ
"สตรีสวมแว่นนางเป็วรยุทธ์..."ในมือเยี่ยนเฟยฉีกำปิ่นไม้ที่เกือบจะทำร้ายเขาได้สำเร็จไว้แน่
ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจอะไรเพราะถูกมู่หรงไป๋อวิ๋นลากไป เขาจึงต้องตามน้ำอย่างเบื่อหน่ายเพื่อไม่ให้คุณชายสกุลมู่หรงมารบเร้าเขาอีกภายหลัง
ต่อมาเมื่อสตรีสวมแว่นตาแสดงวรยุทธ์โดยการปาปิ่นไม้พุ่งมาหาเขาอย่างแม่นยำเวลานั้นเขาจึงเกิดความสนใจอยากทราบอีกฝ่ายเป็ใคร
แต่สตรีอีกคนเล่นทำให้เขามีน้ำโหเมื่อนางปาปิ่นหยกราคาแพง แถมภายหลังยังปาไข่มุกมาอีกยิ่งทำเขาเดือดดาลนางจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่นางปาทิ้งมันแลกอาหารให้เด็กที่รับกรรมจากาได้มากแค่ไหน
"แถมพวกนางยังดูร่ำรวยไม่น้อยไป๋อวิ๋นเองก็ไม่เคยเห็นหน้าพวกนางมาก่อน"
ฉีอู๋เจ๋อพยักหน้าให้หลานชายนอกสายเืที่อายุห่างกันสี่ปีพลางครุ่นคิด หากเป็คนที่คุณชายเล็กตระกูลมู่หรงจอมเสเพลยังไม่รู้จัก
นั่นแสดงว่าคนผู้นั้นต้องเพิ่งมาเมืองหลวงหรือไม่ก็ไม่ค่อยออกงานพบปะกับผู้อื่นเท่าใดนักในบรรดาคุณหนูสูงศักดิ์ที่ร่วมงานชุมนุมบุปผาวันนี้ก็มีไม่มาก
"ถ้าอยากรู้ว่าพวกนางเป็คุณหนูตระกูลใดนั้นไม่ยาก"
"ทำอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ"มู่หรงไป๋อวิ๋นมองตาประกาย
รอยยิ้มที่คล้ายมีคล้ายไม่ปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของฉีอู๋เจ๋อขณะวางหมากสีดำบนกระดานรุกฆาต
"ถามผู้จดบันทึกเข้างานว่าปีนี้มีคุณหนูตระกูลใดตอบรับบ้าง"
"นั่นสินะทำไมท่านเพิ่งมาบอกพ่ะย่ะค่ะ!"