เกิดใหม่อีกที เป็นพระชายาก็ไม่เลว

    เฟยเฟิ่งกับพิธีปักปิ่น

    “ตระเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วใช่หรือไม่” เฟยเทียนเอ่ยถามห่าวซวนขณะที่ตนเองยังก้มหน้าอ่านรายงานสถานการณ์จากที่ต่างๆ อยู่ ยิ่งเข้าใกล้พิธี ปักปิ่นของเฟยเฟิ่งมากเท่าใดสถานการณ์ก็ยิ่งตึงเครียดขึ้น กองกำลังทั้งสองฝั่งเข้ามาประชิดเขตเมืองหลวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าเฟยเทียนจะตัดกำลังของกบฏไปได้มิน้อยแต่หากว่ากองกำลังทางเหนือและกองกำลังทางตะวันออกเป็นกองกำลังเดียวกันทั้งหมดคงจะตั้งรับได้ยากลำบากขึ้น

    “ทุกอย่างถูกเตรียมการตามแผนการที่เราวางไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

    “เช่นนั้นก็ดี อย่าให้มีสิ่งใดผิดพลาดเป็นอันขาด พรุ่งนี้เพิ่มกำลังอารักษ์ขา เชื้อพระวงศ์ให้แน่นหนามากขึ้นกว่าเดิม และอย่าละเลยเชื้อพระวงศ์และคนสำคัญจากแคว้นอื่นด้วยเล่า”

    “กระหม่อมจะจัดเตรียมให้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้นกระหม่อมจะสั่งการให้ทหารของเรานำทางพวกเขาไปที่รับรองทันทีพ่ะย่ะค่ะ”

    “ขอบใจเจ้ามาก หากเรื่องนี้จบสิ้นเมื่อใดข้าจะต้องตอบแทนพวกเจ้าเป็นแน่”

    “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ห่าวซวนก้มคำนับต่อนายเหนือหัวแล้วจึงไปจัดการเรื่องการเพิ่มกำลังอารักขา เฟยเทียนนั่งอ่านรายงานต่อไม่นานก็กลับเข้าห้องนอน ร่างสูงเดินเข้าไปกกกอดร่างอวบของชายาที่กำลังนั่งเตรียมเข็มพิษที่ถูกป้ายพิษร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

    “จัดเตรียมไปมากเสียหน่อย งานครานี้ยากลำบากมิใช่น้อย ทั้งเรายังมิรู้ตัวการใหญ่จะไว้ใจใครมิได้ทั้งนั้น” น้ำเสียงที่เคร่งเครียดของเฟยเทียนทำให้ เจียวซินเข้าใจในทันทีว่าสถานการณ์ตอนนี้มิอาจวางใจได้ มือบางจับเข็มขึ้นมาป้ายพิษเพิ่ม นางจะมิประมาทเหมือนคราที่ต่อสู้กับถังซูเหวินเป็นแน่ เพราะในตอนนี้นางยังมีอีกหนึ่งชีวิตที่ต้องดูแล จะทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บมิได้อีก

    “แต่หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่เราวางเอาไว้คงมิต้องให้เจ้าลงมือ พี่มิอยากให้เจ้าต้องแปดเปื้อนกับเรื่องอัปมงคลเช่นนี้” มือหนาลูบไปมาบนหน้าท้องกลม

    “เพคะ ว่าแต่ยังมิรู้ผู้ที่ควบคุมกองกำลังทางเหนือหรือเพคะ”

    “ยังสืบหามิได้ แต่การที่กองกำลังทั้งทางเหนือและทางตะวันออกเคลื่อนมาประชิดเมืองหลวงพร้อมกันเช่นนี้ กองกำลังทั้งสองนั้นจะต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้องกันเป็นแน่ ทั้งตอนนี้ยังมีข่าวลือว่าเสด็จอาเดินทางเข้ามาในเมืองหลวงแล้ว เราจึงต้องสืบหาตัวเสด็จอาไปด้วย เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะมีส่วนรู้เห็นในการก่อกบฏครานี้”

    “มิใช่ว่าองค์รัชทายาทได้สอบถามเรื่องนี้กับเสด็จพ่อแล้วหรอกหรือ”

    “สอบถามแล้ว แต่เสด็จพ่อกล่าวเพียงว่าเสด็จอามิมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องกบฏแน่นอน”

    “เหตุใดเสด็จพ่อจึงมั่นใจถึงเพียงนั้น” คิ้วบางขมวดเข้าหากันแน่น อดสงสัยมิได้ว่าเหตุใดผู้ที่คิดการรอบคอบอย่างเสด็จพ่อจึงได้มั่นใจทั้งที่มิมีหลักฐานชี้ชัดแม้แต่ชิ้นเดียว

    “พี่เองก็มิเข้าใจในเรื่องนี้ แต่อย่างไรพี่จะมิประมาท จะให้คนของเราออกตามหาเสด็จอาให้จนเจอ”

    “เพคะ กันไว้ดีกว่าแก้ น้องเองก็จะเตรียมเข็มพิษไปเท่าที่จะนำไปได้”

    “เจ้าตัวน้อย วันพรุ่งอาจมีเสียงดังคึกโครมสักเล็กน้อย แต่เจ้ามิต้องกังวลไป บิดาจะปกป้องเจ้าและมารดามิให้บาดเจ็บแม้แต่น้อย ขอเพียงเจ้าอย่าได้ดื้อรั้นกับมารดาเจ้าให้มากนัก แล้วบิดาจะพาเจ้าไปเที่ยวนอกจวนบ่อยๆ” เสียงเข้มของ เฟยเทียนเอ่ยพูดคุยกับบุตรพลางยกมือหนาลูบหน้าท้องนูน แรงสัมผัสตอบรับเบาๆ ตรงฝ่ามือทำให้ผู้เป็นบิดาอดยกยิ้มให้กับความน่าเอ็นดูของบุตรตนเองมิได้

    “ฮ่าๆ รู้ความเสียจริงเจ้าตัวน้อยของบิดา” ร่างหนาถดตัวนั่งลงกับพื้นเลื่อน ริมฝีปากไปจุมพิตจนทั่วหน้าท้องนูนของเจียวซินจนเจ้าตัวหัวเราะคิกคัก

     

     

    ในค่ำคืนที่มืดมิดมิมีแม้แต่แสงจันทร์สอดส่อง กลับมีร่างสูงใหญ่ของ ชายหนุ่มเดินย่องลัดเลาะไปตามพุ่มไม้จนมาถึงตำหนักแห่งหนึ่ง ร่างสูงหันมองซ้ายมองขวาเมื่อไม่พบผู้ใดก็รีบปีนป่ายเข้าไปภายในตำหนักทันที

    “องค์หญิงเหตุใดยังมินอนเพคะ วันพรุ่งองค์หญิงจะต้องตื่นมาร่วมพิธีแต่เช้าหากมิยอมนอนวันพรุ่งผิวพรรณจะมิเปล่งปลั่งนะเพคะ”

    “ข้านอนมิหลับก็เพราะพวกเจ้านอนดิ้นขลุกขลักไปมานั่นแหละ”

    “เช่นนั้นจะให้พวกหม่อมฉันออกไปนอนข้างนอกดีหรือไม่เพคะ”

    “ดีเหมือนกัน หากมีสิ่งใดข้าจะเรียก มิต้องมานอนเฝ้าข้าเหมือนตอนเด็กๆ แล้ว ข้าจะพ้นวัยปักปิ่นแล้วนะ” เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะเบาๆ ของเหล่า นางกำนัลทำให้ร่างสูงที่แอบซ่อนอยู่ในมุมมืดรับรู้ว่าผู้ที่ตนต้องการพบยังมิได้นอนหลับไป

    เหล่านางกำลังขนเครื่องนอนเดินออกจากห้องบรรทมขององค์หญิงโดย มิลืมปิดประตูไว้ แต่มิได้ให้องค์หญิงลั่นดาลเพราะหากเกิดสิ่งใดขึ้นพวกนางจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที เหล่านางกำนัลเมื่อออกมาแล้วก็วางเครื่องนอนลงบนพื้นหน้าประตูแล้วล้มตัวลงนอนทันที ร่างสูงแอบซ่อนอยู่ในมุมมือรอให้นางกำนัลเหล่านั้นหลับสนิทแล้วจึงแอบย่องข้ามตัวเหล่านางกำนัลที่นอนกันเกลื่อนเต็มพื้นที่หน้าประตู

    เห้ออออ! ดีที่พวกนางมิตื่นขึ้นมา หากเป็นเช่นนั้นเขาคงถูกบั่นคอเป็นแน่

     

    แอ๊ด~ ฝ่ามือหนาเลื่อนประตูออกเพียงเล็กน้อยแล้วรีบสอดตัวเข้าไปในห้องทันที มือหนาปิดประตูแล้วลั่นดาลลง

    “เข้ามาทำไมอีกเล่า ข้าจะหลับอยู่แล้วเชียว” ร่างบางลืมตาขึ้นมาในความมืดมองไปที่ประตู สิ่งที่เห็นทำให้ร่าบางเด้งกายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เดิมทีนางคิดว่าเป็นเหล่านางกำนัลแต่เงาที่นางเห็นกลับมิเหมือนนางกำนัลแม้แต่น้อย ก็นางกำนัลคนใดจะมีร่างสูงใหญ่ทั้งยังพกดาบติดตัวมาด้วยเช่นนี้เล่า

    “กรี๊- อุ๊บ” ตากลมเบิกโพลงเมื่อมือใหญ่ยื่นเข้ามาปิดปากนางจนมิอาจเปล่งเสียงออกมาได้

    “ชู่วๆ กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”

    “พะ พี่ซีห่าว!! ข้าตกใจหมด เหตุใดจึงเข้ามาในวังหลังได้เล่า” เฟยเฟิ่งฟาดมือลงบนต้นแขนใหญ่โทษฐานที่ทำให้นางตกอกตกใจจะแทบสิ้นใจตายเสียแล้ว

    “เอ่อ กระหม่อมแอบเข้ามาพ่ะย่ะค่ะ เดิมทีคิดว่าจะยากเย็นกว่านี้ เห็นทีกระหม่อมต้องทูลกับฝ่าบาทให้เพิ่มคนคุ้มกันให้หนาแน่นกว่านี้เสียแล้ว” ซีห่าวพูดขึ้นพลางเดินเข้าไปนั่งซ้อนหลังร่างบาง แขนแกร่งทั้งสองเลื่อนเข้าไปกอดรัดเอวบางเอาไว้

    “เอ่ยเล่าเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว เหตุใดต้องมาลักกินเต้าหู้ข้าด้วยเล่า” แม้ปากจะเอ่ยบ่นแต่ทว่าตนเองกลับเอนหลังพิงอกแกร่งเสียอย่างนั้น

    “หึๆ กระหม่อขออภัยพ่ะย่ะค่ะ วันพรุ่งองค์หญิงจะต้องเข้าพิธีปักปิ่น กระหม่อมจึงนำปิ่นปักผมที่มารดากระหม่อมมอบให้ก่อนจะจากไปมาให้องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ” ซีห่าวล้วงมือเข้าหยิบปิ่นออกมาจากสาปเสื้อ ปิ่นหยกสลักลายดอกหลานฮวาที่เลื้อยเกี่ยวกัน (ดอกกล้วยไม้)

    “งดงามยิ่ง” ตากลมจ้องมองไปที่ปิ่นหยกในมือใหญ่ ปิ่นหยกสลักลายได้อย่างประณีตงดงามทัดเทียมช่างฝีมือในวัง

    “เป็นลายดอกหลานฮวาเลื้อยเกี่ยวกันสื่อถึงความรักใคร่พึงพอใจต่อกัน ท่านพ่อได้มาเมื่อไปทำสงครามต่างแคว้น ปิ่นนี้อาจจะไม่มีค่าดังเช่นปิ่นพระราชทานจากฮ่องเต้ แต่กระหม่อมอยากให้พระองค์รับไว้” ซีห่าววางปิ่นลงบนมือบางของเฟยเฟิ่ง

    “เช่นนั้นพี่ซีห่าวปักปิ่นนี้ให้ข้าได้หรือไม่” ร่างบางมิรอให้ซีห่าวเอ่ยปฏิเสธ รีบก้าวลงจากเตียงไปนั่นหน้ากระจกบานใหญ่ มือบางเอื้อมไปจุดตะเกียงและรีบเกล้ามวยผมขึ้นทันที

    “เสร็จแล้ว ท่านปักปิ่นให้ข้าที แล้วบอกข้า…ว่าข้างดงามเทียบเท่าตอนที่มารดาของท่านปักปิ่นนี้หรือไม่” ซีห่าวยกยิ้มขึ้น ร่างสูงเดินเข้าไปซ้อนหลังเฟยเฟิ่ง มือหนายกปิ่นขึ้นปักบนมวยผมอย่างเบามือ ภาพสะท้อนจากกระจกฉายให้เห็นใบหน้าแดงก่ำขององค์หญิง ปิ่นปักผมที่ซีห่าวมอบให้ดูเหมาะสมและงดงามมากขึ้นเมื่ออยู่บนมวยผมของเฟยเฟิ่ง

    “งดงาม…” ร่างสูงพึมพำออกมาเบาๆ ตาคมยังจดจ้องไปบนภาพสะท้อนจากกระจกมิวางตา

    “งดงามเหมือนท่านแม่หรือไม่เจ้าคะ ท่านพี่” เฟยเฟิ่งเอ่ยเรียกซีห่าวด้วยคำ ที่คนสามัญมักใช้เรียกสามี หวังเย้าให้ซีห่าวขัดเขิน

    “อะแฮ่ม! งดงาม แต่มิเหมือนกัน” ซีห่าวที่เสียอาการกับคำเรียกขานขององค์หญิงถึงกับต้องรีบกระแอมเพื่อแรกสติ

    “ต่างกันอย่างไรหรือ” ร่างบางขมวดคิ้วอย่างสงสัย

    “ก็ท่านแม่พี่มิได้ซุกซนเช่นเจ้าอย่างไรเล่า เฟิ่งเออร์ของพี่” เฟยเฟิ่งที่ได้ยินคำพูดของซีห่าวก็ขัดเขินจนแทบมิกล้าสู้หน้า คำเรียกขานเช่นนี้ควรต้องแต่งก่อนมิใช่หรือ ใช้พร่ำเพรื่อเช่นนี้มิห่วงว่าดวงใจนางจะเต้นแรงจนหลุดออกมาจากอกเลยหรือ

    “ชิ!! น้องมิได้ซุกซนเสียหน่อย ออกไปเลยนะ มิเช่นนั้นน้องเรียกองค์รักษ์ให้มาจับตัวท่าน” เฟยเฟิ่งยกมือขึ้นกอดออกทำท่าราวกับโกรธเคืองเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายของตน

    “โถ่! หากฝ่าบาทรู้เรื่องนี้มีหวังพี่ถูกบั่นคอเป็นแน่ เจ้าอยากเป็นหม้ายตั้งแต่ยังมิแต่งหรือ หืม”

    “คนมากเล่ห์ กลับไปได้แล้ววันพรุ่งน้องต้องตื่นแต่เช้า” มือบางดันร่างสูงให้ออกจากห้อง

    “ขอพี่นอนเฝ้าเจ้าได้หรือไม่ ออกไปตอนนี้อาจถูกจับได้ อีกอย่างพี่มิอาจวางใจการคุ้มกันของวังหลัง ให้พี่นอนพื้นก็ได้ นะ นะเฟิ่งเออร์ของพี่”

    “กะ ก็ได้เจ้าค่ะ แต่ห้ามท่านขึ้นมาบนเตียงน้องเข้าใจหรือไม่”

    “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะองค์หญิง” ทั้งคู่ล้มตัวลงนอนในตำแหน่งของตนเอง แต่สายตากลับจ้องมองกันจนผล็อยหลับไป

     

    ในลานพิธีเต็มไปด้วยเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และแขกเหรื่อที่มาจากต่างแคว้นเพื่อเข้าร่วมพิธิปักปิ่นขององค์หญิงเฉินเฟยเฟิ่ง บางคนถึงขั้นตระเตรียมเทียบหมั้นมาหวังได้เกี่ยวดองเป็นราชบุตรเขยของราชวงศ์เฉิน มิเว้นแม้แต่ราชทูตจากแคว้นหลงที่นำแม่สื่อและเทียบหมั้นมาด้วย คงเพราะข่าวคราวที่องค์หญิง เฟยเฟิ่งรับของหมั้นจากรองแม่ทัพจางซีห่าวคงไปมิถึงแคว้นหลง จึงได้จัดเตรียมทั้งแม่สื่อและเทียบหมั่นมาเช่นนี้

    แขกเหรื่อในงานนั่งรออยู่ไม่นานเสียงป่าวประกาศการมาถึงขององค์หญิงเฟยเฟิ่งก็ดังขึ้น ร่างบางสวมใส่อาภรณ์สีขาวล้วนปักดิ้นเงินแซมทอง ดูสูงส่งและงดงามราวกับเทพเซียนจนผู้ที่อยู่ในลานพิธีมิอาจละสายตาจากร่างบางได้ เมื่อ ทุกอย่างตระเตรียมจนพร้อมจึงได้มีการเริ่มพิธีปักปิ่น ขั้นตอนยิบย่อยมากมายดำเนินขึ้น ใช้เวลาเกือบสองชั่วยามจึงจะเสร็จสิ้น หลังจากฮ่องเต้และฮองเฮาพระราชทานปิ่นปักผมที่งดงามและมีค่ามากจนมิอาจประเมินค่าได้ ปิ่นหยกมันแพะสลักลายนกยุงลำแพนประดับด้วยมุกสีนวลถูกปักไว้บนมวยผมขององค์หญิงเฟยเฟิ่งเป็นเครื่องบ่งบอกว่าองค์หญิงเฉินเฟยเฟิ่งได้เข้าสู่วัยสาวที่พร้อมจะตบแต่งมีครอบครัวแล้ว

    “ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมเป็นราชทูตจากแคว้นหลงรับหน้าที่นำเทียบหมั้นมาหมั้นหมายองค์หญิงเฟยเฟิ่งพ่ะย่ะค่ะ” มิได้ผิดจากที่คาดการณ์ไว้มากนัก ผู้คนมากมายต่างนำเทียบหมั้นมาขอหมั้นหมายองค์หญิงเฟยเฟิ่ง ทั้งขุนนางขั้นสูงและเชื้อพระวงศ์จากต่างแคว้นล้วนอยากเกี่ยวดองกับแคว้นเฉิน

    “ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกท่านให้เกียรติส่งเทียบหมั้นมาหมั้นหมายเฟิ่งเออร์ของข้า เพียงแต่ข้าได้ให้คำมั่นต่อรองแม่ทัพจางซีห่าวแล้วว่าจะยอมให้เฟิ่งเออร์เลือกคู่สมรสด้วยตนเอง และเฟิ่งเออร์ของข้าก็ได้ตอบรับเทียบหมั้นจากรองแม่ทัพจางซีห่าวไปเสียแล้ว” สิ้นคำกล่าวขององค์ฮ่องเต้ เหล่าผู้คนที่คาดหวังอยากเกี่ยวดองเป็นราชบุตรเขยของแคว้นเฉินก็ผิดหวังไปตามๆ กัน แต่ก็มิมีผู้ใดกล้าดึงดันหรือเอ่ยคัดค้านอันใดขึ้นมา มีเพียงเสียงแสดงความยินดีต่อองค์หญิงเฟยเฟิ่งและรองแม่ทัพจางซีห่าว แต่มิใช่กับแคว้นหลงที่ถูกปฏิเสธการแต่งเชื่อมสัมพันธ์ถึง สองครั้งสองครา

    “ฝ่าบาท กระหม่อมขอบังอาจถามในสิ่งที่มิควรพ่ะย่ะค่ะ” ราชทูตจากแคว้นหลงเอ่ยขึ้น หากเขามิถามเอาความให้กระจ่างคงมิมีสารไปแจ้งแด่องค์ฮ่องเต้แคว้นหลงของตน เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาคงมิพ้นถูกบั่นคอเป็นแน่

    “เจ้าอยากรู้สิ่งใดงั้นหรือ”

    “เหตุใดรองแม่ทัพจางซีห่าวจึงสามารถส่งเทียบหมั้นก่อนที่องค์หญิงจะพ้น วัยปักปิ่นได้หรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคุ้นชินกับธรรมเนียมปฏิบัติของแคว้นหลงจึงมิอาจเข้าใจในข้อนี้ได้ ขอพระองค์ให้ความกระจ่างแก่ชาวแคว้นหลงด้วย พ่ะย่ะค่ะ” เหล่าเชื้อพระวงศ์ต่างแคว้นและขุนนางทั้งหลายล้วนตกตะลึงกับคำถามเชิงไต่สวนของราชทูตจากแคว้นหลง

    “หึๆ เป็นคำถามที่มิสมควรถามดังที่เจ้าว่า แต่ในเมื่อเจ้าอยากรู้ข้าก็จะตอบ…การขอหมั้นหมายของรองแม่ทัพจางซีห่าวเป็นเพียงการหมั่นหมายปากเปล่าเท่านั้น มิได้มีการส่งเทียบหมั้นใดๆ หากเป็นผู้อื่นจะถือว่าการหมั้นหมายนี้ถือเป็นโมฆะก็ย่อมได้ แต่ทว่ากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำและบังเอิญว่าข้าก็เป็นกษัตริย์ เป็นจักรพรรดิของแผ่นดิน! ทีนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยังเล่า” สายตาเชือดเฉือนของฮ่องเต้เฟยหลงจดจ้องไปที่เหล่าราชทูตจนคนเหล่านั้นต้องรีบก้มคำนับหัวจดพื้น

    “กระหม่อม ขะ เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

    “หึๆ เมื่อเจ้ากระจ่างแจ้งแล้ว เช่นนั้นก็เชิญทุกท่านดื่มกินสังสรรค์กันให้เต็มอิ่มเถิด” สิ้นเสียงองค์ฮ่องเต้ผู้คนต่างก็เริ่มสนทนาและสังสรรค์กันอย่างครึกครื้นแต่มิใช่กับรองแม่ทัพซีห่าวที่บัดนี้ใช้สายตาสอดส่องดูไปทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะบริเวณแท่นพระที่นั่งของเชื้อพระวงศ์ แต่ทว่าเฝ้ามองได้ไม่นานก็ถูกบดบัง ด้วยผู้คนมากมายที่หมายจะเข้ามาผูกมิตรกับว่าที่ราชบุตรเขย ซีห่าวยกจอกสุราเข้าปากครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเป็นการรับการคำนับจากเหล่าขุนนางที่เข้ามาหา แต่เพียงไม่นานเขาก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองตาพร่ามัว มองไปที่ใดก็มิชัดเจน เรียวแรงที่จะขยับกายเริ่มหดหายไป จะว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของสุราหรือก็มิน่าจะใช่ ซีห่าวคุ้นเคยกับฤทธิ์สุราเป็นอย่างดี ดื่มเพียงเท่านี้มิทำให้เขาเกิดอาการมึนเมาถึงขั้นตาพร่ามัว เรียวแรงหดหายได้เป็นแน่ หรือว่า…

    มิได้การแล้ว พวกมั่นเริ่มลงมือแล้วเป็นแน่!!!

    ร่างสูงพยายามพยุงตัวลุกขึ้นจากที่นั่งของตนหวังจะส่งสัญญาณเตือนให้ท่านอ๋องรับรู้ แต่ทว่าร่างกายของเขากลับสิ้นเรียวแรงลงในทันใด

    ตุบ!!!ร่างสูงของซีห่าวล้มลงท่ามกลางเหล่าขุนนางที่เข้ามาสนทนาด้วย

    “ท่านพี่ซีห่าว!?!/ท่านพี่ซีห่าว!?!” ทั้งเจียวซินและเฟยเฟิ่งต่างตกใจที่รอง แม่ทัพซีห่าวล้มลง ทั้งคู่หมายจะลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อจะไปดูอาการของซีห่าวแต่กลับถูกเฟยเทียนดึงรั้งเอาไว้

    “เหตุการณ์เช่นนี้มิปกติแล้ว พวกเจ้าทั้งสองอย่าได้ออกห่างจากกายข้า” สายตาคมของเฟยเทียนกวาดมองไปทั่วทั้งลานพิธีมิเว้นแม้แต่ป้อมปราการที่มีทหารยามเฝ้าอยู่ ลานพิธีที่ใช้รับแขกเหรื่อแห่งนี้เป็นลานพิธีที่ถูกสร้างโดยแยกส่วนออกมาจากวังหลวงเพียงแค่กำแพงกั้นเท่านั้น โดยรอบของลานพิธีแห่งนี้ จะมีกำแพงล้อมรอบอาณาเขตที่กว้างขวางพอสมควรและมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว

    “ฮ่าๆ ว่าที่ราชบุตรเขยของข้าถูกพวกท่านมอมเมาจนสิ้นท่าไปเสียแล้ว ฮึๆ ทหารพารองแม่ทัพของพวกเจ้าไปพักก่อนเถิด” ฮ่องเต้เฟยหลงเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะชอบใจที่เห็นรองแม่ทัพจางซีห่าวถูกหิ้วปีกออกไป ดื่มเพียงเท่านี้ก็ล้มพับไปเสียแล้ววันเข้าหอจะรอดหรือนี่ จะว่าไปแล้วเรื่องที่ซีห่าวแอบเข้าวังหลังพระองค์ก็ยังมิได้ตักเตือน เห็นทีผ่านพ้นวันนี้ไปแล้วคงต้องจัดการเสียบ้างจะได้ มิคิดว่าการคุ้มกันที่วังหลังนั้นหละหลวม

    ฮ่องเต้เฟยหลงยกจอกสุราเข้าปากแต่ยังมิทันจะได้เอ่ยให้ผู้คนกลับมาสังสรรค์ก็มีลูกธนูสองลูกพุ่งตรงมาจากป้อมปราการของทหารยามหนึ่งลูกพุ่งเข้าหาเจียวซิน อีกหนึ่งลูกพุ่งเข้ามากลางอกขององค์ฮ่องเต้

    ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฉึบ!!!

    Knock knock! เอาแล้วๆ มันเป็นใคร ใครเป็นคนทำ5555

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกที เป็นพระชายาก็ไม่เลว ที่คุณอ่าน