กลิ่นอายของผู้แข็งแกร่ง
ภายในป่าที่มีชื่อเรียกว่า ‘เยี่ย’ เพียงคำเดียว หวังเฉินซึ่งจัดการย่างหมูอสูรลงท้องเรียบร้อยแล้ว กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง ดวงตาของเขาปิดสนิท เห็นได้ชัดว่ากำลังซึมซับพลังปราณฟ้าดินจากเนื้อหมูอสูรที่เพิ่งจะกินไป
กองไฟที่เบื้องหน้าของเขาถูกดับมอดแล้ว มีเพียงควันสีขาวเล็กน้อยลอยออกมา
การก่อไฟยามราตรีเช่นนี้ ย่อมที่จะดึงดูดต่อเหล่าสัตว์ป่าและสัตว์อสูร หวังเฉินจึงไม่ได้ใช้มันนานนัก หลังเนื้อหมูอสูรสุก เขาก็ดับมันในทันที
เปลือกตาทั้งสองข้างของหวังเฉินค่อยๆ เปิดขึ้น ภายในร่างกายรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง ในตอนนี้เขาได้ย่ำเข้ามาในระดับก่อตั้งขั้นสมบูรณ์แล้ว
ในระดับก่อตั้งตอนนี้ เขาคือผู้ไร้เทียบทาน และด้วยการมีแก่นอมตะช่วยเหลือ เขาสามารถท้ารบกับผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นสมบูรณ์ได้!
นี่เพียงพอจะเรียกได้ว่าเป็นความสามารถท้าทายสวรรค์ เพราะมีน้อยมากในโลกนี้ ไม่สิ ในโลกแห่งเซียนที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับได้ ก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย แทบจะนับด้วยนิ้วมือได้
“ผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นสมบูรณ์?” หวังเฉินพลันสัมผัสได้ถึงการมาของผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นสมบูรณ์
เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าในทันที เห็นอีกฝ่ายขี่ดาบบินมาด้วยความเร็วสูง เป็นชายหนุ่มผิวสีดำคล้ำ สวมใส่กางเกงหนังสัตว์ มีรอยสักสีขาวตามร่างกาย
“คนของชนเผ่าต้าเฮย” หวังเฉินระบุที่มาของอีกฝ่ายได้ไม่ยาก เขาคิดว่ากาต๋าคงจะเป็นผู้รายงานเรื่องของเขาไป จึงทำให้ผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาหนุ่มคนนี้มุ่งหน้ามาที่นี่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเห็นการมาของตออุน หวังเฉินไม่ได้มีความรู้สึกใดมากนัก ต่อให้ตออุนลงมือต่อเขา เขาก็สามารถที่จะพึ่งแก่นอมตะหนีได้ และเขาก็ไม่คิดที่จะหนีในตอนนี้ อยากจะรอดูก่อนว่าอีกฝ่ายมาด้วยความต้องการใด
ตออุนที่เหยียบอยู่บนดาบบินสีดำ พลันหยุดการเคลื่อนไหว สายตาทอดมองลงไปเบื้องล่าง เห็นหวังเฉินนั่งอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ กำลังจ้องมองมาที่ตัวเองเช่นเดียวกัน
‘มองไม่ออก!’ ตออุนลอบตกใจ เมื่อเขาพบว่าตัวเอง ไม่สามารถที่จะมองพื้นฐานฝึกตนของหวังเฉินออก อารมณ์ของเขาที่ฉุนเฉียวมาตลอดทางได้สงบลง
ด้วยที่มองพื้นฐานการฝึกตนของหวังเฉินไม่ออก เขาจึงไม่ประมาท เดิมทีเขาคิดว่าหวังเฉินเป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นต้น แต่ในตอนนี้ เขาไม่คิดแบบนั้นอีกแล้ว
‘มีสมบัติวิเศษปกปิดพื้นฐานฝึกตนรึ?’ ตออุนขบคิดในใจ ‘ไม่น่าใช่ ถ้ามีสมบัติวิเศษจริง ดาบเหล็กนิลดำของข้าคงจะตอบสนองแล้ว’
ดาบบินที่เขาเหยียบขี่มา ไม่ใช่ดาบบินธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด มันเป็นอาวุธระดับสี่ มีความสามารถแฝงในการตอบสนองต่อสมบัติวิเศษ
‘มีความเป็นไปได้ว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งกว่าข้า จนข้ามองระดับพื้นฐานฝึกตนไม่ออก!’ ความคิดนี้พลันกระพริบวาบเข้ามาในหัวของตออุน ส่งผลให้ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย เขาร่ำร้องในใจว่าแย่แล้ว
ถ้าเขารู้ว่าจะมาพบเจอกับคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองเช่นนี้ เขาน่าจะเชิญผู้อาวุโสระดับเหนือสวรรค์มาด้วยสักคน
ด้วยที่เป็นถึงน้องชายของราชินีแห่งชนเผ่าต้าเฮย การเชิญผู้อาวุโสระดับเหนือสวรรค์คนหนึ่งมาด้วยไม่ใช่เรื่องยาก
หวังเฉินสังเกตท่าทางทุกอย่างของตออุน มุมปากอดมีรอยยิ้มเล็กน้อยไม่ได้ เขาเข้าใจได้ไม่ยากว่าตอนนี้ตออุนกำลังคิดอะไรอยู่ เขาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงเซียนอมตะ ความคิดของตออุนไม่มีทางเล็ดลอดสายตาของเขาไปได้
หวังเฉินพลันจงใจปล่อยกลิ่นอายอมตะจากแก่นอมตะออกมาเล็กน้อย ก่อนเก็บกลับ แต่เพียงแค่กลิ่นอายอมตะเล็กน้อยเพียงเท่านั้น ก็ทำให้ร่างกายของตออุนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ชนิดที่อาจจะรุนแรงมากที่สุดในชีวิตของเขาก็เป็นได้!
ใบหน้าของเขาเผือดสีลงอย่างรวดเร็ว สองมือกำแน่นอย่างไม่รู้ตัว เม็ดเหงื่อเย็นเยียบเริ่มไหลออกมาจากหน้าผากของเขา
‘ผะ...ผู้แข็งแกร่ง กลิ่นอายของผู้แข็งแกร่ง! ชายคนนี้เป็นผู้ฝึกตนที่เหนือกว่าพี่สาว สัตว์ประหลาดตัวนี้มาทำอะไรที่โลกมหาชนเผ่า?!’ ตออุนคิดในใจอย่างหวาดกลัว
กลิ่นอายที่เขาพึ่งจะสัมผัสได้เมื่อครู่นี้ เป็นกลิ่นอายที่ราวกับหมื่นขุนเขาที่สูงตระหง่าน ไม่อาจมีสิ่งใดมาโค่นลงได้ กลิ่นอายเช่นนี้เขาเรียกมันว่ากลิ่นอายของผู้แข็งแกร่ง ที่แม้แต่พี่สาวของเขาราชินีแห่งชนเผ่าต้าเฮยก็ไม่มี ราชินีผู้เป็นราชันย์เทวะขั้นสมบูรณ์คนหนึ่ง!
เช่นนั้น ความคิดที่ตออุนจะคิดได้คือหวังเฉิน แข็งแกร่งกว่าพี่สาวของตนอย่างมาก เพียงพอที่จะให้เขาเรียกหาเป็นสัตว์ประหลาด!
“มาแล้ว ไม่ลงมาสนทนากันหน่อยหรือ?” หวังเฉินพลันเปิดปาก สิ่งที่เขาต้องการบรรลุแล้ว เขาต้องการให้ตออุนหวาดกลัวต่อเขาและคิดไปเองว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง
ตออุนสีหน้าไม่สู้ดีนัก ทั่วร่างแทบจะอ่อนระทวยทรุดดิ่งลงพื้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง บังคับดาบบินอย่างระมัดระวังลงไปที่พื้น
เมื่อเท้าทั้งสองข้างสัมผัสพื้น เขาก็เอาดาบบินปักไว้ที่พื้นสีหน้าแม้ซีดขาว แต่ก็แสดงความเคารพออกมา สองมือประสานเข้าหากัน โค้งตัวลงเล็กน้อยต่อหวังเฉิน “ข้าน้อยตออุนจากชนเผ่าต้าเฮย ยินดีที่ได้พบผู้อาวุโส”
หวังเฉินตีสีหน้ายิ้มเล็กน้อย คล้ายเป็นผู้คนที่จิตใจดีคนหนึ่ง “ยินดีๆ”
ตออุนเห็นว่าสัตว์ประหลาดตรงหน้าของตนคล้ายไม่มีเจตนาร้าย เขาก็ผ่อนคลายใจลงส่วนหนึ่ง รวบรวมความกล้าถามออกมา “ไม่ทราบว่านามอันสูงส่งของท่านผู้อาวุโสคือ...?”
หวังเฉินคิดเล็กน้อย ก่อนตอบ “หวัง” เขาตอบเพียงคำเดียว นั่นคือแซ่ของเขา
“ที่แท้ก็ผู้อาวุโสหวัง ไม่ทราบว่าท่านมาทำอะไรที่โลกมหาชนเผ่า ถ้าท่านต้องการสิ่งใด เพียงแค่บอกข้าน้อย ข้าน้อยจะช่วยจัดการให้ท่าน”
ตออุนรีบพูด จากบทคำพูดของเขา แม้เขาจะกลัวต่อหวังเฉินก็จริง แต่เขาก็อยากที่จะผูกมิตรด้วย ใครบ้างในโลกใบนี้ ไม่อยากที่จะผูกมิตรกับผู้แข็งแกร่ง น่าเสียดายที่ตอนนี้หวังเฉินยังไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง หากแต่เป็นตออุนเข้าใจผิดไปเอง
ได้รับฟังถ้อยคำพูดของตออุน หวังเฉินพยักหน้าเล็กน้อย นี่คือสิ่งที่เขาต้องการ “เจ้ามีศิลาประตูมิติหรือไม่?”
“ศิลาประตูมิติ?” ตออุนสงสัยว่าผู้อาวุโสท่านนี้จะเอาศิลาประตูมิติไปทำอะไร แต่เขาไม่กล้าสงสัยนาน รีบตอบออกมา “มีขอรับ ข้าน้อยพอมีอยู่ไม่น้อย”
พูดจบก็นำเอาถุงใส่ศิลาประตูมิติที่มีอยู่หลายก้อนออกมา นี่เป็นศิลาประตูมิติไปกลับโลกมหาชนเผ่ากับโลกปัจจุบัน
“นำมันมาให้ข้า” หวังเฉินพูด น้ำเสียงปกติราบเรียบ ที่เขาต้องการศิลาประตูมิติ ล้วนเป็นเพราะว่าเขาต้องการที่จะกลับมาที่โลกมหาชนเผ่าอีกครั้ง ในโลกนี้พื้นฐานฝึกตนของเขาจะทะยานไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดดแน่นอน
“ขอรับ” ตออุนไม่กล้ารอช้า ค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาหวังเฉินอย่างมีมารยาท เขาวางถุงศิลาประตูมิติลงบนมือของหวังเฉิน จากนั้นก็ล่าถอยกลับไปยืนที่เดิม
หวังเฉินส่งจิตสัมผัสตรวจดูภายในถุงหนังสัตว์เล็กน้อย เขาพบว่าภายในถุงหนังสัตว์มีศิลาประตูมิติไปกลับอย่างละห้าก้อน นี่หมายความว่าเขาจะไปกลับโลกปัจจุบันกับโลกมหาชนเผ่าได้ห้าครั้งในตอนนี้
ถ้าอยากจะไปกลับได้มากกว่านี้ เขาจำเป็นที่จะต้องหาศิลาประตูมิติเพิ่ม หรือไม่ก็บรรลุระดับมหาเทพที่สามารถใช้ปราณเทพข้ามมิติได้!
จบบทที่ 24