จากลานสี่ฤดูถึงห้องหนังสือภายในจวนค่อนข้างไกลเนื่องจากสำนักศึกษาอยู่นอกจวนราชครู จึงต้องใช้เวลาเดินพอสมควรท่านราชครูใช้เวลาระหว่างนั้นคิดทบทวนว่าควรต้อนรับเซี่ยซู่เหยียนเช่นไรจึงจะจบการพบปะนี้ให้เร็วที่สุดและหากเป็วิธีที่จะทำให้ไม่เกิดการไปมาหาสู่กันอีกระหว่างสองตระกูลได้ก็ยิ่งดีทว่าน่าเสียดายที่เวลากระชั้นชิดเท่านี้ไม่เพียงพอให้ฝูเซิ่งคิดหาวิธีการอันประเสริฐนั้นออกมาได้
ตาแก่สมองทึ่มนั่นไม่ปล่อยให้เขาได้เตรียมการแม้แต่น้อยแต่คิดหรือว่าคนอย่างฝูเซิ่งจะสิ้นไร้หนทางรับมือเด็กเมื่อวานซืนผู้หนึ่ง
อีกอย่างอิงอิงเพิ่งบอกไปมิใช่หรือว่าล้วนแล้วแต่บิดานั่นหมายความว่านางให้เขาจัดการเื่นี้ได้เต็มที่และจะไม่สอดมือเข้ามายุ่ง
คิดได้ดังนั้นแล้วก็ยกยิ้มเ้าเล่ห์พร้อมกับหัวเราะหึๆในลำคอ
ฝ่ายฝูมี่อิงเมื่อเห็นบิดายังจมอยู่ในความคิดของตนก็ร้องเตือนเบาๆ“ท่านพ่อเ้าคะ ใกล้ถึงห้องหนังสือแล้ว”
ท่านราชครูจึงปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมสำรวมท่าทีดังเช่นปราชญ์เมธีผู้สูงส่ง ฝูมี่อิงเองก็เก็บรอยยิ้มซุกซนนั้นไว้เปลี่ยนเป็รอยยิ้มบางๆไม่บ่งบอกอารมณ์ดังเช่นปกติแล้วเดินตามบิดาเข้าห้องหนังสือไป
ห้องหนังสืออันคุ้นเคยยังคงมีบรรยากาศสงบเงียบทั้งที่มีแขกไม่คุ้นหน้ารอท่าอยู่
เซี่ยซู่เหยียนมีรูปร่างสูงโปร่งดังเช่นบุรุษทั่วไปสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีสีเหลืองหรดาลปักลวดลายเปลวเพลิงสีส้มอิฐบนศีรษะประดับเกี้ยวทองสลักลายดังที่ลูกผู้ดีมีสกุลสมควรสวมใส่นับว่ามีรสนิยมไม่น้อย
“ท่านราชครู คุณหนูฝู”เป็เขาที่เอ่ยทักทายก่อน
“คุณชายเซี่ย”ฝูมี่อิงที่อายุน้อยกว่าย่อคำนับแช่มช้า
เซี่ยซู่เหยียนมองแล้วก็ััได้ว่ารอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าหมดจดนั้นเป็รอยยิ้มสุภาพทว่าชวนให้รู้สึกห่างเหินแววตายามมองเขานั้นนิ่งสงบ กระจ่างใสราวกับบ่อน้ำหมึกเล็กๆ ที่สะท้อนเพียงภาพของผู้ที่สบสายตามิได้สะท้อนอารมณ์ของเ้าของั์ตาคู่นั้น
นี่ใช่แววตาของหญิงสาวอายุสิบเก้าแน่หรือ?
“คุณชายเซี่ย เชิญนั่งก่อน”ท่านราชครูเองแม้จะเอ่ยต้อนรับด้วยน้ำเสียงสุภาพ ท่าทีสุขุมเช่นบัณฑิตพึงมี ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับชวนให้รู้สึกราวกับอยู่ท่ามกลางกลุ่มหมอกที่เต็มไปด้วยสิ่งอันตรายแววตาคมปลาบคู่นั้นก็คล้ายจิ้งจอกที่เฝ้ามองเหยื่อตกลงไปในดงกับดักติดอยู่ในป่าค่ายกลที่ตนสร้างไว้
บิดาบุญธรรมของเขามิใช่คำนวณพลาดไปกระมังแม้จะยังไม่ได้ประมือกัน แต่เซี่ยซู่เหยียนกลับรู้สึกว่าท่านราชครูได้เตรียมการต้อนรับเขาไว้อย่างดิบดีแล้ว
“คุณชายเซี่ยอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนในวันนี้มีเื่รีบด่วนอะไรหรือ” เ้าบ้านเน้นเสียงหนักตรงคำว่าวันนี้ ไม่ปิดบังแววตำหนิเขาเลยแม้แต่น้อย
ไหนๆตัวเขาก็ไม่ได้มีความมุ่งหมายในตัวฝูมี่อิง กลับเสียั้แ่ตอนนี้ดีไหม?
แต่พอคิดว่าบิดาบุญธรรมจะทำเช่นไรกับเขาหากกลับไปมือเปล่าแล้วเซี่ยซู่เหยียนก็พลันขนคอลุกชัน จึงปลุกกำลังใจตนยกยิ้มก่อนจะพูด
“เรียนท่านราชครู ผู้น้อยมาวันนี้ย่อมมาเพื่อแสดงความซื่อตรงที่มีต่อคุณหนูฝูแต่ไรมาจวนโหวกับจวนฝูมิได้ไปมาหาสู่กัน ท่านราชครูมิได้รู้จักผู้น้อยโดยตรงอาจเข้าใจลักษณะนิสัยผู้น้อยผิดไปบ้าง”
“เข้าใจผิดเช่นไร”
ท่านราชครูถามกลับเพียงไม่กี่คำทว่าหากเขาพูดออกไปตามตรงก็ย่อมเป็การด่าทอตนเองบุรุษทั่วไปหากมีชื่อเสียงเช่นเขาย่อมต้องรู้สึกละอายแต่เซี่ยซู่เหยียนมิได้จัดตนเองอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับบุรุษทั่วไปพวกนั้นจึงยิ้มหน้าระรื่นกล่าวออกมาโดยไม่ทุกข์ไม่ร้อน
“คนเสเพลไม่เอาถ่าน เกียจคร้านงานการไม่ทำทึ่มทื่อไร้สติปัญญา ไม่น่าจะมีความสามารถถอดปริศนาบทนั้นได้”
ถ้อยคำนั้นราวกับพูดถึงคนอื่นไม่ใช่ตน
“คุณชายเซี่ยข้าเองก็ผ่านโลกมามากย่อมต้องไม่เชื่อข่าวลือไร้มูลทว่าต่อให้โลกใบนี้จะซับซ้อนเพียงใดย่อมมีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธนั่นคือหลักแห่งเหตุและผล” สีหน้าของท่านราชครูดูราวกับปลดปลงกับสัจธรรมแห่งโลกียวิสัยอย่างแท้จริง“มีควันย่อมมีเพลิง มีผลย่อมมีเหตุ เ้าพอจะเล่าถึงเหตุแห่งผลข้อนี้ได้หรือไม่”
ถ้อยคำคล้ายเข้าใจ คล้ายรับฟังคล้ายจะให้โอกาสแก้ต่าง ทว่าแท้จริงแล้วกลับเสียดแทงผู้ฟังอย่างยิ่งรุกไล่หนักหน่วงยากตั้งรับเช่นนี้ ฝูมี่อิงชักจะเลื่อมใสคารมคมคายของบิดาจริงๆแล้ว
“เสเพลไม่เอาถ่านอาจมาจากบุคลิกสบายๆของผู้น้อย เกียจคร้านงานการไม่ยอมทำอาจเพราะผู้น้อยยังไม่ได้รับราชการส่วนทึ่มทื่อไร้ปัญญานั้น… ท่านราชครู คุณหนูฝูพวกท่านก็เห็นว่าคนทั้งเมืองหลวงคิดผิด”
และบุรุษชุดเหลืองผู้นี้ก็ยังแย้มยิ้มทั้งปากทั้งตาไม่มีท่าทีตระหนกลนลานให้เห็น พูดกลับดำเป็ขาว พลิกโทษหนักเป็เบาได้อย่างง่ายดายพริบตานั้นแววตานิ่งสงบของฝูมี่อิงพลันเกิดประกายสายหนึ่งก่อนจะหายวับไปเมื่อนางกะพริบตาอีกหนทว่าก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเซี่ยซู่เหยียนที่คอยสังเกตท่าทีสองพ่อลูกสกุลฝูอยู่ก่อนแล้ว
“คุณชายเซี่ยเ้าพูดเช่นนี้เท่ากับเป็การรับรองว่าเ้าเป็ผู้ไขกลอนปริศนาได้โดยมิได้รับคำชี้แนะจากผู้อื่น?”
“มิผิดขอรับ เป็ผู้น้อยที่ไขปริศนาได้เอง”เขาว่าสบายๆ ก่อนจะอธิบายต่อ
“อ่านครั้งแรกผู้น้อยรู้สึกประหลาดใจกับความสับสนวกวนจนคาดเดาความหมายไม่ออก ได้แต่นึกเลื่อมใสฝีมือผูกปริศนาของคุณหนูฝูอ่านครั้งที่สอง ผู้น้อยรู้สึกสนใจคำว่า ‘พระพายสายน้ำ’ในบทสุดท้ายว่าช่างชวนให้นึกถึงคำว่า ‘ฮวงจุ้ย’ อันเป็ศาสตร์ในการดูทิศทางน้ำและลม[1]อ่านครั้งที่สามจึงมองเห็นธาตุทั้งห้าในหลักฮวงจุ้ยและคำสำคัญทั้งหก ซึ่งเขียนเชื่อมไว้ด้วยโวหารอุปลักษณ์อันได้แก่คำว่า เป็และดั่งอ่านอีกครั้งจึงลองวางคำสำคัญลงตามตำแหน่งธาตุฮวงจุ้ยทั้งห้าส่วนธาตุอากาศไม่มีในศาสตร์นี้ผู้น้อยจึงเสี่ยงนำคำสำคัญที่เชื่อมกันลงไว้ตรงกลางอันเป็พื้นที่ว่างเปล่าดังเช่นอากาศเมื่ออ่านย้อนตามการข่มกันของแต่ละธาตุจึงออกมาเป็สามคำหกพยางค์ นั่นคือ เข้าใจจริงใจ ให้เกียรติ”
มิผิด บาทท้ายที่ว่า‘อันพระพายสายน้ำน่ายินยล จึงจารจดเป็กลอักษรไว้’ท่อนนี้นางได้อธิบายวิธีถอดกลอนว่าต้องถอดตามธาตุทั้งห้าของศาสตร์ฮวงจุ้ยจริงๆ
ศาสตร์ฮวงจุ้ยมีธาตุอยู่ห้าธาตุ ได้แก่ ดินน้ำ ไฟ ไม้ และทอง นางเขียนกำกับคำสำคัญไว้กับแต่ละธาตุ ธาตุดินกับคำว่าเที่ยงแท้(真) ธาตุน้ำกับสีขาว (白) ธาตุไฟกับสว่าง (明) ธาตุไม้กับดวงใจ(心) ธาตุทองกับเกียรติ (尊) ส่วนอากาศกับหนักหนา (重)นั้นนางเพิ่มไว้ลวงบิดา
เมื่อวางคำตามตำแหน่งธาตุทั้งห้าของศาสตร์ฮวงจุ้ยและวางคำว่าหนักหนาไว้ตรงกลางอันเป็ตำแหน่งว่างซึ่งพ้องกับคุณสมบัติของอากาศที่ว่างเปล่าแล้วเมื่ออ่านย้อนทิศการข่มกันของแต่ละธาตุก็จะได้คำตอบออกมา
ธาตุน้ำข่มธาตุไฟ คำสำคัญคือ สีขาว (白) กับ สว่าง (明) อ่านย้อนได้เป็คำว่าเข้าใจ (明白)
ธาตุไม้ข่มธาตุดิน คำสำคัญคือ ดวงใจ (心) กับ เที่ยงแท้ (真)อ่านย้อนได้คำว่า จริงใจ (真心)
ธาตุที่เหลือคือธาตุทองจับคู่กับตำแหน่งว่างคำสำคัญคือ เกียรติ (尊) กับ หนักหนา (重) อ่านผสมได้ว่า ให้เกียรติ (尊重)
ง่ายดายเสียจนชายหนุ่มที่ทุกคนมองว่าเสเพลผู้หนึ่งไขคำตอบออกมาได้เพียงอ่านไม่กี่รอบทว่ากลับสร้างความลังเลให้คนคิดเล็กคิดน้อยและรอบคอบเสียจนไม่กล้าเสี่ยงลงมือหากยังไม่มั่นใจอย่างฝูเซิ่ง
ฝูมี่อิงทราบจุดอ่อนข้อนี้ของบิดาจึงเดินหมากเช่นนี้โดยไม่ลังเล
“คุณหนูฝูมิทราบว่าคำตอบนี้ถูกต้องหรือไม่”
หญิงสาวระบายรอยยิ้มบางๆทั้งที่ในใจนึกขันเมื่อเห็นว่าบิดาหรี่ตาสำรวจแขกผู้มาใหม่อย่างไม่สบอารมณ์
“ถูกต้องแล้วเ้าค่ะ”
ชายหนุ่มรู้สึกหายใจคล่องขึ้นเมื่อฝูมี่อิงไม่มีท่าทีจะร่วมรังแกเขาหากต้องรับมือท่านราชครูไปพร้อมกับอาจารย์หญิงฝูแล้ว สถานการณ์คงตึงมือยิ่งกว่านี้
แต่เบาใจได้ไม่นานท่านราชครูก็โยนหินผาลงบนไหล่เขาอีกรอบ
“อืมคุณชายอธิบายวิธีถอดปริศนาออกมาได้ถูกต้องแล้วแต่นี่ยังมิอาจพิสูจน์ได้ว่าคุณชายมิได้จำคำตอบมาจากผู้อื่น”
“ท่านราชครูจะพิสูจน์ผู้น้อยอย่างไร”
“คุณชายเซี่ยเ้าถอดกลอนปริศนาได้ก่อนผู้ใด ย่อมต้องเป็ผู้เจนอักษรคนหนึ่ง”
“ท่านราชครูชมเกินไปแล้วผู้น้อยเพียงเล่นกลซ่อนสารกับพี่น้องจวนโหวมาั้แ่เด็กจึงพอได้วิชาติดตัวมาบ้าง” คำตอบฟังแล้วดูถ่อมตนทว่ากลับยกยิ้มมั่นใจ ท่านราชครูมองแล้วรู้สึกขัดตายิ่งนัก
“เช่นนั้นเ้าเห็นว่ามีวิธีอื่นที่จะซ่อนคำสามคำนี้อีกหรือไม่”
ครุ่นคิดเพียงชั่วยกชาขึ้นจิบเซี่ยซู่เหยียนก็เอ่ยตอบ “ผู้น้อยคิดออกสองวิธี หนึ่งวิธีง่าย หนึ่งวิธียาก”
“ซ่อนสารอย่างง่ายคือใช้วิธีของคุณหนูฝู”
เมื่อเห็นฝูมี่อิงนิ่งสงบไม่มีท่าทีขุ่นเคืองก็พูดต่อ“ซ่อนคำไว้ในโคลงกลอนอันวกวน วิธีถอดจำเป็ต้องรู้ศาสตร์ฉีเหมินตุ้นจย่า[2]ง่ายที่สุดคือวางคำโดยใช้ตำแหน่งแปดทิศของวังเจิ้น[3]ให้คำที่อ่านคู่กันอยู่ในทิศตรงข้ามกัน เช่น คำว่าสว่างอยู่ทิศบูรพาคำว่าสีขาวอยู่ทิศประจิม”
วิธีนี้ง่ายดังเขาว่าวังเจิ้นมีคำกำกับทิศทางค่อนข้างสะดุดตา เช่น ทิศบูรพาใช้คำว่าสายฟ้าทิศประจิมใช้คำว่าสระบึง พลิกแพลงได้ยากขอแค่รู้ศาสตร์ฉีเหมินตุ้นจย่าก็ถอดคำออกมาอย่างง่ายดาย แต่บุรุษชุดเหลืองจากจวนซีผิงโหวบอกว่าวิธีซ่อนสารของนางที่ยืดหยุ่นกว่าสร้างความสับสนให้แม้แต่จิ้งจอกเฒ่าแห่งต้าเหลียง เป็วิธีอย่างง่ายเช่นนั้นหรือ?
“เพราะใช้โคลงกลอนชวนสับสน จึงสะดุดตาคนภายนอกคาดเดาได้ว่าจะต้องมีปริศนาซ่อนอยู่ ข้าน้อยจึงจัดให้เป็วิธีอย่างง่าย”
ท่านราชครูคิ้วกระตุกอย่างห้ามไม่อยู่เ้าเด็กนี่พูดคำว่า ‘ง่าย’ หลายต่อหลายครั้ง มิเท่ากับบอกเขาว่า ง่ายๆ แค่นี้ไยท่านราชครูจึงถอดปริศนามิได้ หรอกหรือ
“แล้ววิธีที่ยากเล่า?”แววตาของฝูมี่อิงฉายประกายใคร่รู้อย่างยากจะห้าม
“ซ่อนในร้อยแก้ว” ชายหนุ่มสบตาคนถาม“ยิ่งใช้คำสามัญเท่าใดก็ยิ่งปกปิดพิรุธได้มากเท่านั้น”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยทุกคำอย่างชัดเจนฟังดูกระตือรือร้นอย่างยิ่ง มุมปากทรงกระจับสีอมชมพูของเขากระตุกยิ้มั์ตาราวกับมีประกายลุกโชน เป็ครั้งแรกที่ฝูมี่อิงมองหน้าเขาชัดเต็มตา
“อืม ฟังดูง่าย แต่ทำจริงคงยาก”ท่านราชครูเอ่ยขัด
“วิธีนี้ไม่ง่ายเลยขอรับ”
“แต่ในเมื่อเ้าเสนอวิธีนี้ออกมาย่อมมั่นใจว่าตนทำได้ เช่นนั้น...” ท่านราชครูเว้นจังหวะทำท่าครุ่นคิด
เซี่ยซู่เหยียนพลันรู้สึกว่าหินผาบนบ่าหนักขึ้นเป็เท่าตัวแม้จะยังยิ้มแย้มราวทองไม่รู้ร้อน ทว่ามือทั้งสองข้างต่างชื้นไปด้วยเหงื่อกลัวว่าผู้เฒ่าตรงหน้าจะดูออกถึงช่องโหว่ของวิธีที่เขาเสนอมา
“เช่นนั้นพรุ่งนี้เ้าลองส่งสารเปิดผนึกให้ผู้เฒ่าอย่างข้าสักฉบับโดยมิให้อิงอิงทราบว่าเ้าซ่อนสารใดส่งถึงข้า” ท่านราชครูเหยียดยิ้มกว้าง“หากทำได้ ผู้เฒ่าอย่างข้าย่อมไร้ข้อกังขาในสติปัญญาของเ้า”
นั่นไง เพียงใช้ช่องโหว่ตีโต้เขาไม่พอยังบีบให้เขารับมือกับทั้งตนเองทั้งบุตรีพร้อมกันเซี่ยซู่เหยียนพลันเข้าใจเดี๋ยวนั้นว่าเหตุใดฝูเซิ่งจึงได้ฉายาจิ้งจอกเฒ่าแห่งต้าเหลียง

[1] ฮวงจุ้ย ภาษาจีนกลางคือ เฟิงสุ่ย (风水) แปลว่า ลมและน้ำ
[2]ฉีเหมินตุ้นจย่า เป็ศาสตร์การทำนายแขนงหนึ่งในสมัยโบราณของจีนโดยยึดหลักจากการสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ประกอบด้วยทฤษฎีปรัชญาหลายแขนงของจีน เช่น พลังหยินหยาง พลังธาตุทั้งห้า ปากว้า และแผนภูมิ์ทั้งสิบ คิดค้นขึ้นครั้งแรกเพื่อประโยชน์ด้านกลศึก การวางค่ายกล และวางภูมิลักษณ์ (ฮวงจุ้ย) ต่อมากลายเป็คำที่สื่อถึงวิชาเร้นลับ เช่น การหายตัว การเรียกสิ่งมงคลขจัดสิ่ง
ชั่วร้าย โดยแปลฉีเหมินตุ้นจย่าว่ากลเร้นลี้ด้วยประตูมหัศจรรย์
[3]วังเจิ้น เป็หนึ่งในแปดลักษณ์ของแผนภูมิปากว้า ซึ่งใช้ระบุตำแหน่งทิศในศาสตร์ฉีเหมินตุ้นจย่าได้ โดยแปดลักษณ์ประกอบด้วยวังเฉียน (ฟ้า) แทนทิศตะวันตกเฉียงเหนือ วังข่าน (น้ำ) แทนทิศเหนือ วังเกิ้น (ูเา) แทนทิศตะวันออกเฉียงเหนือ วังเจิ้น (สายฟ้า) แทนทิศตะวันออก วังซวิ่น (ลม) แทนทิศตะวันออกเฉียงใต้ วังหลี (ไฟ) แทนทิศใต้ วังคุน (ดิน) แทนทิศตะวันตกเฉียงใต้ และวังตุ้ย (สระบึง) แทนทิศตะวันตก