ตุบ!
ตกลงมานานกว่าจะถึงพื้นเบื้องล่างโชคดีมีพลังปราณสถิตของฉีซินอี๋ปกคลุมเอาไว้ทำให้ตกลงบนพื้นอย่างนุ่มนวลทว่าสิ่งที่ทำให้ใมากยิ่งกว่าคือทิวทัศน์ตรงหน้า
ยามนี้ทั้งสองกำลังยืนอยู่หน้าประตูทองคำบริสุทธิ์สว่างจ้าสลักเป็ลวดลายดอกเหลี่ยนฮวาที่ใกล้จะเบ่งบานราวกับมีชีวิตชีวาที่น่าแปลกคือขีดเส้นของลวดลายดังกล่าวมีช่องว่างเล็ก ๆมองตามกลีบขึ้นไปข้างบนถึงเห็นอักษรที่จรดปลายพู่กันพลิ้วไหวดุจสายลมอันไม่มีที่สิ้นสุด
“บานประตูลิขิต์”
ฉีซินอี๋อ่านออกเสียงแ่เบาแวบแรกเพียงรู้สึกคุ้นหูเท่านั้นทว่าความทรงจำแต่หนหลังพลันปรากฏขึ้นมาในหัวดุจแม่น้ำไหลหลาก
“บานประตูลิขิต์!อย่าบอกนะว่านี่คือบานประตูลิขิต์ในตำนานอันเลื่องลือ!”
ดวงหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็ความตกตะลึงั์ตาดำขลับเบิกกว้าง แตกต่างกับท่าทีสงบนิ่งของเสี่ยวไป๋ที่อยู่ข้างกาย
ดวงจิต“ท่านรู้จักหรือ?”
ฉีซินอี๋พยักหน้ารับรัวๆ แม้จะไม่เคยพานพบมาก่อนแต่ตอนนั้นเคยได้ยินม่อเจียลี่เล่าให้ฟังแต่เพราะไม่มีความสนใจในเื่ความแข็งแกร่งอะไรนั่นจึงทำแค่ฟังแบบผ่าน ๆ
นอกจากการไขว่คว้าหยกจันทรานิรันดร์อย่างเอาเป็เอาตายแล้วม่อเจียลี่ยังถือว่าอยู่ในจำพวกลุ่มหลงในการเสาะแสวงหาศัสตราวุธหรือตำราของบรรพบุรุษในยุคาด้วย
“บานประตูลิขิต์ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ยากไร้คนหนึ่งกลายเป็คนร่ำรวยขึ้นมาแต่ยังช่วยให้คนธรรมดากลายเป็ผู้บำเพ็ญเพียรหรือจอมยุทธอันเลื่องชื่อได้อีกด้วย!”นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แต่นั่นต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเ้าด้วย!
เกรงว่าการโดนไล่ล่าอาจจะกลายเป็เคราะห์ดีของพวกนางก็เป็ได้คิดพลางเหลือบมองใบหน้าเคร่งขรึมของเด็กน้อยข้างกายที่ทำตัวเรากับเป็คนเฒ่าคนแก่เสียอย่างนั้น
ฉีซินอี๋จ้องคิ้วสีขาวขมวดเข้าหากันของเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ยื่นมือไปคลึงให้คนตัวเล็กแทนเขาชะงักราวกับพึ่งรู้ตัว เหลือบมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนไปจับชายแขนเสื้อนางแทน
ฉีซินอี๋กล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ“ไยต้องทำหน้าจริงจังราวกับกำลังอยู่กลางขุมนรกด้วยเล่าเื่นี้ต้องยกความดีความชอบให้เ้าถึงจะถูก”
ได้ยินนางเอ่ยหยอกล้อเสี่ยวไป๋รีบเก็บงำท่าทีตัวเองปรับสีหน้าให้เป็ปกติตามเดิม ขานรับเสียงเบาในลำคอคล้ายยังตกอยู่ในสภาวะเหม่อลอย“อืม”
ฉีซินอี๋ดึงสายตากลับมาจดจ่อกับบานประตูที่เปล่งประกายเบื้องหน้าสืบเท้าเข้าไปใกล้อีกนิดใช้ปลายนิ้วไล้ผ่านรอยสลักอย่างแ่เบาตามความโค้งมนของมันทุกลวดลวยล้วนเป็ไปอย่างประณีต เกรงว่าช่างฝีมือคนนั้นอาจจะบรรลุในขั้นสูงสุดไม่มีแม้การลังเลหรือตำหนิโผล่เลยแม้แต่น้อย
“โอ๊ย!”นางอุทานยามนิ้วชี้แตะโดนจุดแหลมเล็กบางอย่างข้างกลีบดอกสุดท้ายเืในนิ้วซึมออกมา
“ผู้มีพระคุณ!”เสี่ยวไป๋ตกตะลึงจนใบหน้าซีดเผือดรีบถลาเข้ามาจะดูาแให้นาง ทว่าฉีซินอี๋กลับชะงักอยู่กับที่แววตาตื่นเต้นระคนอึ้งทึ้งจ้องมองแสงสว่างวาบก่อนจะเห็นเืของนางค่อย ๆแพร่กระจายไปยังเส้นสลักของดอกเหลี่ยนฮวาจวบจนหมดรอบวงใน
“เสี่ยวไป๋เอานิ้วมานี่!”
กล่าวยังไม่ทันขาดคำรีบคว้าข้อมือของเขามาแล้วใช้วาดไปตามรอยขอบของกลีบนอก
“โอ๊ย...”
และก็เป็จริงดังคาดนิ้วเล็ก ๆของเขาถูกรอยคมกริบที่ซ่อนอยู่ตามภาพงดงามบาดจนเืซึมออกมาเืดังกล่าวกระจายไปตามลวดลายเช่นเดียวกับนาง
“ใช่จริงด้วย!เหมือนที่ม่อเจียลี่พูดไว้ไม่มีผิด!”
‘ยามเมื่อพานพบบานประตู์ลิขิตตามตำนานกล่าวไว้ว่าหากเ้ามากันสองคนก็ให้ใช้เืเป็ตัวเบิกทางผ่านประตูและมันจะคอยนำทางไปสู่จุดหมายปลายทางของเ้า’
ตอนนึกถึงประโยคดังกล่าวนางเพียงทำเล่นๆ เพราะไม่มีวิธีจะเปิดประตูเท่านั้น ใครจะคิดเล่าว่าจะเปิดได้จริง
ดวงจิต“อืม อย่างน้อย ไหวพริบอันเ้าเล่ห์เพทุบายก็ไม่ได้มีไว้ใช้เพื่อลวงหลอกคนอื่น ๆเท่านั้น”
ฉีซินอี๋“...”
นี่ท่านดวงจิตคงไม่ได้กำลังจะกล่าวหาว่านางรู้จักแต่ใช้เล่ห์เหลี่ยมกับชาวบ้านตาดำๆ ไปทั่วหรือไร เฮ้อ ช่างเถอะยามนี้กำลังตื่นตากับความบังเอิญตรงหน้านางไม่มีความคิดจะคิดเล็กคิดน้อยกับคำพูดของเขา
เอี๊ยดดด!
หลังได้รับเืจนครบวงแล้วบานประตูที่ปิดสนิทพลันเปิดออก ฉีซินอี๋จ้องมองด้วยอาการใจเต้นรัวสองมือกำชายเสื้อแน่นแววตากวาดมองเพราะคาดหวังเอาไว้ว่าข้างในอาจจะเป็โถงอันกว้างใหญ่เต็มไปด้วยข้าวของมีค่าหรือบางทีอาจจะเป็ตำหนักรุ่งโรจน์ตกแต่งไปด้วยเพชรนิลจินดา
วรูม!
“หา...ว้าย!”
แต่ยังไม่ทันมองเห็นภาพเบื้องหน้าทั้งร่างกายกลับพลิกตลบประหนึ่งหนทางถูกพลิกกลับ ความมืดมิดเข้ามาแทนถ้ำหินมองไม่เห็นแม้แต่ปลายเท้าตัวเอง
นางรีบคว้าแขนบอบบางของเสี่ยวไป๋เอาไว้อย่างระมัดระวังดูท่าอยากได้ของดีคงต้องเผชิญอันตรายสักหน่อยดุจคำพูดที่ว่าอยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือขณะตั้งท่าเตรียมเผชิญกับกับดักมากมายความวินเวียนจากแผ่นดินพลิกตลบไปมาพลันหยุดลง
รัตติกาลอันมืดมิดค่อยๆ เปล่งประกายแตกแขนงออกมาราวกับเป็รากไม้ทว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าดันเป็เส้นทางเส้นเล็ก ๆมากมายแยกออกไปคดเคี้ยวไม่มีที่สิ้นสุดแทน
ขณะกำลังงุนงงว่าควรจะเอายังไงกับทางเลือกมากมายกว่าร้อยทางรอบตัวเสียงทรงพลังแต่เจือไปด้วยกลิ่นอายเย็นเยือกทั้งถือตัวและอ่อนน้อมในเวลาเดียวกันก้องขึ้นมา
“ฟ้า์มาข้าพานพบหนทางสู่นิพพาน เมฆาก่อกำเนิดหยาดพิรุณ วายุพาดพาจากบูรพาสู่ประจิม ตั้งมั่นเป็อาจิณเท็จคือลวงลวงคือเท็จ”
คำพูดสื่อความนัยดังอย่างมั่นคงก่อนจะค่อยๆ จางหายไปคล้ายไม่เคยมี ฉีซินอี๋เหลือบไปทางเสี่ยวไป๋ที่กลับไปทำหน้านิ่งมองแก้มเนียนขาวผ่องเป็ย่องไย นางเผยอปาก
“เ้าเข้าใจคำพูดของเสียงนั่นหรือไม่”
เสี่ยวไป๋มองนางผงกหัวเล็กน้อย“แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็พอรู้ว่าผู้สร้างสิ่งนี้้าให้เราเลือกหนทางที่ตัวเอง้าเดินไป”เขากล่าวเสียงเบาในลำคอ
นางผงกหัว“แสดงว่าเราเข้าใจตรงกัน เช่นนั้น...” จ้องดวงหน้าซีดขาว “ไปกันเลยไหม” นางเอ่ย
เสี่ยวไป๋หลุบตามองปลายเท้าแพขนตากางออกสยายปีกบางเบา “อืม”
ถอนสายตากลับมาจากร่างผอมบางของเสี่ยวไป๋กวาดตามองไปรอบกายมีทั้งเส้นทางที่เต็มไปด้วยความหรูหราตลอดจนขวากหนามทว่าสิ่งเ่าั้ไม่อยู่ในสายตานางเลยสักนิด ฉีซินอี๋หลับตาแน่นสูดหายใจเข้าลึก ๆก่อนจะลืมตา ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
เส้นทางที่นางเลือกกลายเป็หนทางอันเรียบง่ายไม่ซับซ้อนไร้ซึ่งต้นหญ้าคอยประดับประดาอยู่ข้างกายหันกลับมามองเสี่ยวไป๋พบว่าเขาย่างเท้าไปยืนบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม
ขวากหนามหรือเหตุใดเขาถึงได้...
นางมองใบหน้านิ่งสงบและสายตามองตรงของเขาข้างในหัวใจพลันปั่นป่วนอย่างไร้สาเหตุ เกรงว่าชีวิตที่ผ่านมาสำหรับเขาคงไม่ง่าย
ช่างเถอะต่างฝ่ายต่างมีเส้นทางของตัวเองให้เลือกเดินพอฉีซินอี๋ดึงสายตากลับมาเส้นทางทุกสายที่เคยแยกออกไปเหลือเพียงทางที่นางเลือกเดินส่วนเสี่ยวไป๋...หายไปจากข้างกายนางแล้ว
เกรงว่าหลังเลือกเสร็จเขาคงไม่คิดลังเลที่จะก้าวเดินเลยสินะนางยิ้มบางก่อนจะเริ่มย่างเท้าไปบนเส้นทางดังกล่าวตลอดข้างทางนอกจากความเรียบรื่นและสายลมเอื่อยเฉื่อยพัดผ่านผิวกายให้ความรู้สึกเบาสบายจนเกือบหลงลืมไปว่าที่นี่คือถ้ำใต้พิภพ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่ชั่วยามนางเพียงรู้สึกว่าเดินบนเส้นทางนี้อยู่นานมากแล้ว แต่น่าแปลกนักที่ไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยใดๆ ทั้งสิ้น ต่อให้จะไม่ใช่ผู้ฝึกตนก็เถอะ
ครั้นเริ่มสงสัยว่าเส้นทางเบาสบายนี่จะยาวนานไปถึงเมื่อไรเบื้องหน้าพลันปรากฏหนทางสิ้นสุดก่อนจะมีกระท่อมไม้ไผ่ผุดขึ้นมาไม่มีผนังปิดล้อมมีโต๊ะไม้ตัวเตี้ยวางอยู่ใจกลางเรือน
ฉีซินอี๋เดินเข้ามาถึงมองเห็นว่าบนโต๊ะไม้ตัวนั้นมีกล่องวางอยู่สองกล่องกล่องหนึ่งเล็กประมาณหนึ่งฝ่ามือ ส่วนอีกกล่องกว้างเจ็ดฉื่อยาวสิบห้าฉื่อ
คำพูดแห่งโชคชะตาของข้าจะเป็เช่นไร
นางฉงนก่อนจะนั่งลงยื่นมือไปเปิดฝาออกอย่างเบามือทันใดนั้นแววตาเรียบเฉยตลอดการเดินทางพลันเปลี่ยนเป็เบิกกว้าง
“นะนี่มัน...” ไร้ซึ่งคำพูด ใช้ปลายนิ้วช้อนสิ่งของคล้ายหนังหน้าคนขึ้นมาคลี่ดู
ดวงจิตแห่งหยก“หน้ากากพันหน้า!” ของล้ำค่าเช่นนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!
ว่ากันว่าเพียงสวมสิ่งนี้ไว้บนใบหน้าสามารถแปลงกายเป็อะไรก็ได้ไม่ต่ำกว่าพันหน้าเก็บงำกลิ่นอายเดิมของตัวเองหรือปกปิดตัวตนได้อย่างหมดจดแม้กระทั่งปรมาจารย์ขั้นสูงสุดด้านการแปลงกายยังไม่มีความสามารถในระดับนี้
สิ่งของดังกล่าวเคยเป็หนึ่งในอาวุธเลื่องลือในตำนานมิผิด! นั่นแทบไม่แตกต่างไปจากอาวุธชิ้นหนึ่งเลยหากตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ทำหน้าที่สืบข่าวหรือลอบสังหาร
ฉีซินอี๋กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากรีบหันไปตรวจสอบกล่องที่เหลือยิ่งตื่นใเข้าไปอีก เมื่อพานพบกับเตาหลอมขนาดเท่าหนึ่งฝ่ามือ ทำมาจากหยกชนิดพิเศษลวดลายตระการตาถูกสลักเอาไว้อย่างประณีตดูไปแล้วช่างเปราะบางราวกับเพียงเอามือไปแตะขอบ ๆ ของมันก็สามารถแตกสลายได้ทุกเมื่อ
“มันทำมาจากหยกหมื่นบุปผา!”เสียงตื่นเต้นของดวงจิตแห่งหยกดังขึ้นในโสตประสาท
หยกหมื่นบุปผาคืออะไรแม้กระทั่งเ้าสำนักใหญ่ในแผ่นดินต้าเซียนยังไม่มีปัญญาจะว่าการว่าหยกชนิดดังกล่าวหายไปั้แ่ครั้งา
มิน่าเล่ายามมองแวบแรกนางถึงมองไม่ออกว่าเป็วัตถุชนิดใดฉีซินอี๋โอบรอบสองมือยกขึ้นมาพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน
ดวงจิตแห่งหยก“เช่นนี้ท่านก็สามารถเรียนรู้ด้านการหลอมยาได้แล้ว”
ฉีซินอี๋ลอบพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอาศัยความช่วยเหลือจากดวงจิตรวมกับความรู้เื่สมุนไพรจากภพก่อนความสามารถด้านนี้อาจพัฒนาขึ้นมาก็เป็ได้
ดวงจิต“เดี๋ยวก่อน...มีตำราอะไรอยู่ใต้เตาหลอมนี่ด้วย”
เสียงของดวงจิตดึงนางตื่นจากภวังค์ฉีซินอี๋ก้มมองตำราเก่าแก่เพียงดูจากร่องรอยการถูกเปิดออกไม่ต่ำกว่าหมื่นครั้งเกรงว่าเ้าของก่อนหน้าต้องศึกษาทุกวันไม่ขาดแน่
เอี่ยวตัวไปหยิบมันขึ้นมาเพียงแค่อ่านชื่อของมันฉีซินอี๋แทบจะหน้ามืดตาลายไปกับความโชคดียากจะเปรียบของตน
‘ตำราขจัดเภทภัย’
“นะนี่มัน...ตะ ตำรานี้...”หากกล่าวว่าสองสิ่งที่นางได้รับก่อนหน้าสร้างความตกตะลึงให้ดวงจิตแล้วสิ่งนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของดวงจิตผู้ยิ่งใหญ่มากยิ่งกว่า
คล้ายจะเห็นท่วงท่าชี้นิ้วอันสั่นเทาของดวงจิตมายังตำราเล่มนี้ฉีซินอี๋ขมวดคิ้วเอ่ยถามทันที
“ตำรานี่วิเศษมากเลยหรือ”สิ้นคำเปิดออกมาโดยไม่รอคำทัดทาน
ชั่วขณะนั้นฝุ่นผงที่เกาะอยู่ตามขอบตำราพลันพวยพุ่งขึ้นมาเป็เงาร่างของตาเฒ่าผมขาวมีนวดยาวจรดยอดอกกำลังทำสีหน้าเคร่งขรึมจ้องมองมายังนาง
‘แด่ผู้ความรู้ของข้าโปรดใช้สิ่งนี้ให้เกิดประโยชน์ ผู้มียศศักดิ์เก็บพันตำลึง ผู้มากมีเก็บร้อยตำลึงผู้ยากไร้เก็บเพียงน้ำใจ’
หลังเสียงดังกล่าวหยุดลงภาพของผู้เฒ่าดังกล่าวพลันเลือนหายไปตามสายลมฉีซินอี๋นั่งอึ้งจ้องภาพเบื้องหน้าสิ้นคำพูดไปครู่ใหญ่กว่าจะดึงสติที่เกือบจะไปเยือนประตูผีกลับมา
“สิ่งนี้คือ...เจตจำนงของเ้าของตำราหรือ”นางกล่าวกับตัวเองด้วยเสียงแหบพร่า
ดวงจิตแห่งหยกผงกหัวรับรัวๆ อย่างลืมตัว “ครั้นแต่กาลก่อน นานจนความจำของข้าก็เริ่มเลือนรางท่ามกลางความทุกข์ยากและโรคภัยไข้เจ็บของมวลมนุษย์แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรยังตกอยู่ในความลำเข็ญเป็ตอนนั้นเองที่มีปรมาจารย์ไม่สิเหนือยิ่งกว่าขั้นปรมาจารย์ด้านการหลอมยาเสียอีกปรากฏกายขึ้นมาลือกันว่าหากได้ย่างกรายไปที่ใดที่นั้นจะไร้โรคภัยไข้เจ็บถึงขนาดสามารถฟื้นคืนชีพผู้คนขึ้นมาได้”
“ขนาดนั้นเลยหรือ”ฉีซินอี๋กลืนน้ำลาย
ดวงจิตแห่งหยกตอบรับอย่างตื่นเต้นความเงียบงันแผ่ไปทั่วบริเวณ
“คุณหนู...นะนั่น...คือคุณหนูจริงหรือ คุณหนูยังปลอดภัย!” เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาฉีซินอี๋ช้อนแววตาคล้ายยังตกอยู่ในความตะลึงงันขึ้นมา
แลเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มแดงเพราะเืฝาดลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าความปีติยินดีแล่นพล่านทั่วหัวใจ “เฟิ่งเสี่ยว!”
“เ้าค่ะคุณหนูนี่บ่าวเอง” เฟิ่งเสี่ยวเอ่ยอย่างตื้นตันความกังวลที่มีมาตลอดหลายวันจางหายไปทันทีร่างเล็กเร่งฝีเท้าจากก้าวเดินด้วยความไม่มั่นใจมาเป็วิ่งไปทางกระท่อมไม้ไผ่ที่ฉีซินอี๋นั่งอยู่แทน
“เอ๊ะ...เดี๋ยวนะสิ่งที่อยู่ในมือเ้า?”
ยามเมื่อความประหลาดใจแวบผ่านใบหน้าเฟิ่งเสี่ยวก็วิ่งกระหืดกระหอบในมือกระเตงผีผาฉินที่ดูเกือบจะเท่าตัวจนบังใบหน้าของเฟิ่งเสี่ยวไปกว่าครึ่งหยุดลงตรงหน้านาง
“เ้าไปได้สิ่งนี้มาจากไหนอย่าบอกนะว่าบนเส้นทางของประตูลิขิต์?”
พอได้พักหายใจชั่วครู่หนึ่งเฟิ่งเสี่ยวค่อยๆ ช้อนแววตางุนงงมองฉีซินอี๋ ก่อนจะยกมือเกาแก้มป้อย ๆเอ่ยเสียงกระท่อนกระแท่นในลำคอ
“คะความจริง...หลังข้าถูกหมีเผือกปัดกระเด็นก็กลิ้งหลุน ๆต่อไปไม่หยุดกระทั่งตกลงบนรอยแยกของแผ่นดินแต่เื่นั้นไม่น่าใเท่าตอนถูกแผ่นดินสูบไปต่อหน้าต่อตาหรอกเ้าค่ะ”ครั้นเล่าถึงความทรงจำดังกล่าวเฟิ่งเสี่ยวยังหวาดเสียวไม่หายคิดว่าจะถูกสูบจนลมหายใจหมดขาดใจตายอย่างอเนจอนาถไปแล้ว
“เช่นนั้นเ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”นางยิ่งย่นคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ดูจากร่องรอยตรงหน้าประตูก็ไม่มีให้เห็นว่าเคยถูกเปิดออกหรือต่อให้เฟิ่งเสี่ยวจะเห็นไม่น่าจะรู้วิธีเปิดประตูดังกล่าว
เฟิ่งเสี่ยวน้อยจ้องมองนางกะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา ก่อนจะพูดอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“ข้าก็ไม่รู้แน่ชัดหลังถูกสูญใมากเสียจนหมดสติ ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็เห็นสิ่งนี้อยู่ตรงหน้าแล้วเช่นนั้นคุณหนูมาที่นี่ได้อย่างไรเ้าคะ หรือจะถูกแผ่นดินสูบเหมือนข้า!”ดวงตาสองข้างเบิกกว้างทั้งตื่นเต้นระคนหวาดกลัว
ฉีซินอี๋ถอนหายใจ
เฮ้อคนมีโชคลาภย่อมมีโชคอยู่วันยังค่ำ ขณะนางกำลังเผชิญกับภยันตรายหนีหัวซุกหัวซุนเฟิ่งเสี่ยวน้อยเพียงแค่นอนหลับตื่นหนึ่งก็ได้พานพบกับสมบัติในบานประตูลิขิต์แล้วช่างไม่ยุติธรรมจริง ๆ
“เฟิ่งเสี่ยวน้อยเ้าจะปล่อยให้ข้ารอไปจนถึงเมื่อไรเห็นอยู่ว่าอาจารย์ของเ้ากำลังรอรับการคารวะจากเ้า”
ขณะกำลังตัดพ้อกับโชคชะตาระหว่างทั้งสองเสียงแหลมบาดหูเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นมาฉีซินอี๋ใกวาดมองรอบข้างทว่ากลับไร้ผู้คน
ดวงจิต“นี่มันผีผาปลิดิญญาในตำนาน!”
“หืม?”ฉีซินอี๋จ้องเข้าไปยังดนตรีเครื่องสายในมือของสาวใช้
“ใช่แล้วข้าคือศัสตราวุธอันดับหนึ่งในใต้หล้า ผีผาปลิดิญญา เพียงแค่ได้ยินเสียงเพลงบรรเลงจากข้าดวงจิตของคนคนนั้นย่อมแตกซ่านในพริบตาเป็ยังไงเล่า! ยิ่งใหญ่ใช่หรือไม่”
เ้าตัวแนะนำตัวเองอย่างเสร็จสรรพเช่นเดียวกับเฟิ่งเสี่ยวที่หดคออย่างเกรงกลัวปฏิกิริยาดังกล่าวเกรงว่าจะเป็ผลมาจากเครื่องดนตรีในกำมือ
“ชิชะกำลังจะเป็ศิษย์ของข้าทั้งทีไยถึงทำตัวไม่เอาไหน”
ดวงจิตแห่งหยกเห็นว่าตัวเองเป็ถึงบรรพบุรุษยิ่งทนเห็นการข่มเหงของดวงจิตผีผาไม่ได้เื่ตนหนึ่งจำใจปรากฏกายออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว
“ไยดวงจิตผีผาเช่นเ้าถึงอาจหาญมาบงการมนุษย์เล่า”
คล้ายจะได้ยินเส้นสายของผีผาบรรเลงเองเป็เสียงสูงปรี๊ดขึ้นมาก่อนเ้าตัวจะตวาดเสียงดังลั่น
“ชิชะตัวเองไร้ความสามารถเลยคิดจะมาขัดขวางข้ามิใช่หรือ”
“ข้าเพียงหยิบยกกฎ์เท่านั้น”
“เพ้ยตาเฒ่ากลิ้งกลอกเช่นเ้า คำก็กฎ์สองคำก็กฎ์มิน่าเล่าถึงยังดักดานเป็เพียงดวงิญญาเลื่อนลอย ดังคำเขาว่าโชควาสนาติดตามคนกล้าเคราะห์กรรมตามหลังคนขลาดข้าััถึงกลิ่นอายตาขาวจากบริเวณแถวนี้ที่แท้โชยมาจากตัวเ้า”
หนวดยาวเฟิ้มของดวงจิตแห่งหยกกระตุกหยิกๆ กระทั่งสีหน้าสูงส่งของดวงจิตแห่งหยกยังไม่หลงเหลือ
ฉีซินอี๋เหลือบมองรู้สึกปวดหัวตุบๆ หากไม่ห้ามพวกเขา ความเงียบสงบละแวกนี้ต้องกลายเป็าน้ำลายแน่
ทว่าหางตานางเหลือบมาเห็นสาวใช้ตัวน้อยที่ยืนแข็งทื่อไปเรียบร้อยหากไม่เพราะหน้าอกกำลังสะท้านขึ้นลงคงนึกว่าเป็เพียงรูปปั้นหิน
เพียงแค่เสียงดวงจิตที่ดังมาจากผีผาก็ทำเอาเฟิ่งเสี่ยวน้อยขาสั่นยามนี้ยังเห็นตำตาว่ามีอีกหนึ่งเดียวิญญาปรากฏออกมาต่อหน้าใบหน้าเต็มไปด้วยความพรั่นพรึง แม้กระทั่งเสียงร้องไห้สักแอะยังลืมเลือนจนหมดสิ้น
ฉีซินอี๋ถอนหายใจตาเฒ่าสองคนนั้นจะต่อล้อต่อเถียงกันก็ช่างเถอะ เหตุใดต้องสร้างความตกตะลึงให้เด็กน้อยด้วย
นางยืนมือไปจับแก้มป่องของเฟิ่งเสี่ยวบีบเบาๆ เอ่ยแกมขบฟันด้วยความมันเขี้ยว
“ไม่ต้องกลัวข้าจัดการเอง”
หันไปกระแอมไอก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบรื่นแต่หนักแน่นจนคนฟังยังรู้สึกเสียดแทงลึกถึงกระดูก
“ท่านดวงจิตของข้าข้ารู้ว่าท่านไม่อาจปล่อยผ่านผู้เฒ่าที่กำลังรังแกเด็กแต่ข้าจำไม่เห็นได้เลยว่าอนุญาตให้ท่านออกมาจากหยกได้...ส่วนดวงจิตแห่งผีผา...”นางเว้นจังหวะเล็กน้อยเหลือบมองเฟิ่งเสี่ยว
ดวงจิตผีผารู้สึกเสียวสันหลัง
์!แต่เขาไม่มีสันหลัง!
“ในเมื่อท่าน้าศิษย์มากราบไหว้เกรงว่าสาวใช้โง่งมของข้ากับท่านคงไร้วาสนาต่อกันเช่นนั้นคงได้แต่จำใจวางท่านคืนที่เดิม”
ฉีซินอี๋หันไปถามเฟิ่งเสี่ยว“เ้าจำได้หรือไม่ว่าหยิบเขามาจากที่ใด”เฟิ่งเสี่ยวกะพริบตาโง่งมแล้วพยักหน้าอย่างเชื่องช้า
ท่าทางน่าเอ็นดูทำเอาหัวใจแข็งกร้าวของฉีซินอี๋อ่อนยวบใครบังอาจมารังแกเฟิ่งเสี่ยวน้อยของนาง นางไม่มีทางปล่อยไว้แน่
ดวงจิตผีผาััถึงลางร้ายกำลังจะเอ่ยออกมาฉีซินอี๋ก็ชิงพูดขึ้น
“งั้นตกลงตามนี้ข้าจะช่วยเป็เพื่อนเ้าเอาผีผาไปคืนที่เดิม”
ผางงง
เสียงเส้นสายของผีผาบรรเลงอย่างตกตะลึงเช่นเดียวกับเสียงร้อนคร่ำครวญ
“ไม่นะ!”
กว่าจะออกมาจากสถานที่ทั้งมืดมนและเหม็นอับเขาไม่มีทางกลับไปจำศีลในที่แบบนั้นอีกแน่ เห็น ๆอยู่ว่าเ้าหนูไร้เดียงสาของเขาใกล้จะตกหลุมพรางเต็มทีไยเด็กหน้าเหม็นไม่รู้ความกล่าววาจาที ทำเอาเขาจะกลายเป็ผีผาร้างมีแต่ฝุ่นเขรอะตามเดิม
“ชะช้าก่อน ฟังข้าพูดสักหน่อย” แม้จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากจะบรรเลงเสียงเพลงจนเ้าเด็กหน้าเหม็นดวงิญญาแตกซ่านทว่าครานี้ชะตาชีวิตตัวเองตกอยู่ในกำมืออีกฝ่าย จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด
ดวงจิตแห่งผีผาฝืนทนกล้ำกลืนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงหลายส่วน
“ฟ-ฟังข้าสักหน่อยเถอะเื่นี้เราสามารถตกลงกันได้”
ฉีซินอี๋ไม่ชะงักมือเลยสักนิดคว้าได้ผีผาฝีเท้าก้าวไปข้างหน้าไม่มีทีท่าว่าจะหยุดดวงจิตแห่งผีผาร้อนรนจนหัวใจตกไปถึงตาตุ่ม
แต่เขาไม่มีตาตุ่มนี่นา!
“ขะข้ายอมแล้ว! ข้ายอมแล้ว!”
ถึงตอนนี้คนที่ตั้งหน้าตั้งตาจะเอาเขากลับไปคืนถึงได้หยุดชะงักเหลือบสายตาดำขลับมองตัวเขา
“ระเรามานั่งคุยกันแบบใจเย็น ๆ ได้หรือไม่” แทบจะในทันทีที่หลุดเสียงเจรจาออกมาฉีซินอี๋เดินตัวปลิวทันที
ดวงจิตแห่งผีผาหวีดร้องเสียงหลงสุดท้ายหลังจากนั้นนอกจากเขายังไม่สามารถเป็อาจารย์ของเฟิ่งเสี่ยวแล้วแม้กระทั่งภัยคุกคามแอบแฝงที่ตั้งใจจะครอบงำเฟิ่งเสี่ยวยามตัวเองมีพลังแก่กล้ายังไม่อาจทำได้
เื่นี้เกี่ยวพันไปถึงการทำพันธะผูกพันกับเฟิ่งเสี่ยว
ดวงจิตอื่นทำสัญญานายบ่าวส่วนเขาทำสัญญาเื!
ถึงเขาจะไม่มีเืเนื้อแต่เขามีกายหยาบสิงสถิตแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากกายหยาบที่เขาสิงแตกสลายน่ะเหรอถ้าเช่นนั้นเกิดอะไรขึ้นหลังมนุษย์สิ้นลมหายใจเล่า!