ตอนที่ 18 ศาสตราจารย์ออสติน พรินตัน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินมองชายชราตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
แต่สิ่งของที่ลอยขึ้นกลางอากาศนั้นพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เขาคิดอยู่นั้นเป็ความจริง
มันคือเวทมนตร์จริงๆ
เขาไม่ได้รับรู้ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากชายชรา นั่นหมายความว่าเขาพลังที่ควบคุมวัตถุเหล่านี้คือเวทมนตร์
แล้วสิ่งของต่างๆ ที่ลอยอยู่ก็ค่อยๆ กลับลงไปที่เดิม
“พ่อมด ... คำๆ นี้ดูเหมือนจะไม่ได้ยินมานานแล้ว”
แล้วดวงตาของชายชราก็เป็ประกายขึ้นมา
“มันนานแล้วนะั้แ่ที่ฉันกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ที่ฉันได้ยินคำๆ นี้ แต่คำว่าพ่อมดแม่มดนั้นมีเพียงแต่ผู้ที่อยู่ในอีกดินแดนหนึ่งเท่านั้นที่เรียกกัน ... อืม จะว่ายังไงดีนะ มันเป็คำเรียกที่ดูไม่ดีเลยใช่ไหม?”
เมอร์ลินเผลอพยักหน้าตอบกลับไป
“ใช่ครับ มันเป็คำเรียกที่ไม่ดีนัก”
ชายชราที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งสนใจเด็กคนนี้เข้าไปใหญ่ ตอนนี้เขาดูเหมือนจะคาดเดาที่ไปที่มาของเด็กคนนี้ได้แล้ว
เด็กชายที่อาจเป็คนต่างถิ่น ไม่ได้อาศัยอยู่ในดินแดนนี้
“เอาล่ะ ทีนี้เธอคงเล่าเื่ของเธอให้ฉันฟังได้แล้ว” ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้มที่ดูใจดี
ในตอนแรกเป้าหมายของเมอร์ลินคือการค้นหาเวทมนตร์เพื่อช่วยเหลืออีริกอยู่แล้ว เมื่อเขาได้มาพบกับผู้ใช้เวทมนตร์ เขาจึงสามารถวางใจที่จะเล่าเื่ทั้งหมดให้ชายชราฟังได้
“ผมชื่อเมอร์ลินมาจากหมู่บ้านไวท์ริเวอร์ ...”
เมอร์ลินตัดสินใจเล่าเื่ทุกอย่างให้ชายชราฟัง ั้แ่เื่ที่แม่ของเขาได้ช่วยเหลือคนโดยใช้เวทรักษาและถูกไล่ล่าสังหาร มาจนถึงเื่ที่เขาออกค้นหาเวทมนตร์จนมาโผล่ที่นี่
ชายชราที่ได้ฟังเื่ทุกอย่างก็เงียบไปครู่ใหญ่ แน่นอนว่าภายในหัวของเขากำลังขบคิดในสิ่งต่างๆ ที่เมอร์ลินเล่ามา
ซึ่งตอนนี้เขาค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าเด็กคนนี้มาจากสถานที่อีกแห่งหนึ่งจริงๆ
“เธอมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรอ?” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์?”
ท่าทางของเมอร์ลินดูมึนงงยิ่งกว่าเดิม แน่นอนว่าเขาไม่รู้จักดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า
ชายชราตระหนักได้ว่าเด็กน้อยตรงหน้านี้อายุไม่เท่าไหร่ อีกทั้งเขายังไม่มีพื้นฐานการบ่มเพาะเลยด้วยซ้ำ เขายังคงเป็แค่เด็กธรรมดาเท่านั้น และจากทั้งหมดที่เด็กคนนี้เล่ามา เมอร์ลินนั้นเป็แค่เด็กชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น
ไม่มีทางเลยที่ชาวบ้านธรรมดาจะรับรู้ถึงเื่ราวของดินแดนศักดิ์สิทธิ์
แม้แต่ดินแดนแห่งนี้ ชาวบ้านทั่วไปก็ยังไม่รู้เลยว่าสถานที่ที่พวกเขาอยู่เป็เพียงแค่ดินแดนแห่งหนึ่งเท่านั้น พวกเขาคิดว่าที่นี่เป็โลกทั้งใบ แต่มันกลับไม่ใช่เลย
ชายชราเป็ผู้ทรงภูมิจึงตระหนักได้ถึงเื่นี้ เขาถอนหายใจออกมา
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์คือดินแดนที่มีพลังของพระเ้าศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนล้วนนับถือพระเ้า”
“คุณหมายถึงอะไรกัน? ทำไมคุณพูดเหมือนกับว่าที่นี่ไม่นับถือในพระเ้า” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างใ แม้เขาจะห่างจากโบสถ์มานานแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นครั้งหนึ่งเขาก็เคยอยู่ในคณะประสานเสียงของโบสถ์ เื่ราวของพระเ้าย่อมได้รับการสั่งสอนมาพร้อมกับการร่ำเรียนหนังสือ
“ใช่แล้ว ที่นี่ไม่นับถือพระเ้า สิ่งที่พวกเรานับถือคือเวทมนตร์” ชายชรากล่าวย้ำ
“เวทมนตร์? งั้นที่นี่ก็ไม่ใช่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์?”
ชายชรายิ้มและเอ่ย “ที่นี่คือดินแดนเวทมนตร์”
เมอร์ลินแทบจะตั้งตัวไม่ทันกับความจริงนี้ มันไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมาโผล่ในดินแดนเวทมนตร์
“ถ้าอย่างนั้นสะพานที่ผมข้ามมา มันก็นำพาผมมาที่นี่” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างดีใจ เพราะถึงยังไงเป้าหมายของเขาก็คือการนำเวทมนตร์ไปรักษาอีริกอยู่แล้ว
ถ้าที่นี่คือดินแดนเวทมนตร์ อย่างนั้นเขาจะต้องนำเวทมนตร์ไปช่วยอีริกได้แน่ๆ
“ฉันเองก็คิดว่าจะเป็อย่างนั้น สะพานที่ว่าคงเป็สถานที่ในตำนานแห่งหนึ่งที่เชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน” ชายชราเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวขึ้นมา
“แบบนี้คุณก็สามารถสอนเวทมนตร์ให้กับผมแล้วพาผมกลับไปที่นั่นได้ใช่ไหมครับ?” เมอร์ลินกล่าวอย่างมีความหวัง
ชายชราที่เห็นดวงตาสีเงินที่เป็ประกาย เขาถึงกับส่ายศีรษะและถอนหายใจออกมา
“เื่สอนเวทมนตร์ฉันเองก็พอจะทำได้หรอก แต่เื่การพาเธอกลับไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นเกรงว่าจะไม่ได้”
ทันทีที่กล่าวจบ ใบหน้าของเด็กน้อยก็แสดงความผิดหวังออกมาทันที
“ทำไมกัน?”
“อย่างที่ฉันพูดไปเมื่อกี้ โลกสะพานที่เธอเคยมานั่นอาจเป็สถานที่ในตำนาน มีเื่หนึ่งที่เธอต้องรู้ไว้คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์และดินแดนเวทมนตร์นั้นตัดขาดกันมานานนับหมื่นปีแล้ว ในปัจจุบันไม่มีใครสามารถเดินทางไปมาระหว่างสองดินแดนนี้ได้ หากทำเช่นนั้นได้เกรงว่ามหาาจะบังเกิดขึ้นอีกครั้ง” ชายชรากล่าวอธิบาย
เมอร์ลินที่ได้ยินกลายเป็อึ้งและนิ่งไป อารมณ์ในดวงตานั้นใเป็อย่างมาก
“หมายความว่าผมไม่สามารถกลับไปที่นั่นได้อีกแล้วอย่างนั้นหรอ?”
“อาจจะเป็อย่างนั้น เพราะสถานที่ที่ฉันพบเธอก็คือซากโบราณสถานของอารยธรรมที่เก่าแก่ ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะพบเธออยู่ที่นั่นด้วยซ้ำ เพราะที่นั่นอยู่กลางป่าที่ลึกมาก” ชายชรามองเมอร์ลินอย่างเวทนา
“ถ้าอย่างนั้นผมก็กลับไปช่วยอีริกไม่ได้แล้ว ...” เด็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง เขาก้มหน้าลงแล้วหลั่งน้ำตาออกมา
ชายชรารู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่หนักอึ้งของเด็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่าเด็กคนหนึ่งที่จะทำให้ัับรรยากาศเช่นนี้ได้
เด็กน้อยพยายามที่จะกลั้นเสียงสะอึ้นของตัวเองเอาไว้ แต่เขาไม่สามารถกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจให้ไหลออกมา
หากเขากลับไปไม่ได้ นั่นก็หมายความว่าอีริกจะต้องตาย และเขาก็ต้องพบกับการสูญเสียอีกครั้ง
การสูญเสียครั้งที่สองนั้นทำให้จิตใจของเด็กน้อยวัยสิบขวบแทบรับไม่ไหว
ความเสียใจนี้ทำให้เขารู้สึกเ็ปไม่ต่างกัน
แม้ว่าความเ็ปนี้จะเทียบกับการที่เขาจ้องมองแสงก่อนหน้านี้ไม่ได้ แต่มันก็ยังเ็ปอยู่ดี
ชายชรารอให้เด็กน้อยร้องไห้อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะวางมือลงบนศีรษะที่มีเส้นผมสีเงินเงางาม
“อย่าเสียใจไปเลย นับั้แ่นี้ฉันศาสตราจารย์ออสติน พรินตัน จะดูแลเธอเอง”